"ถ้าฝ่าบาททรงมีพระประสงค์จะให้หม่อมฉันถอนตัวจากงานเลี้ยงในวันนี้ เช่นนั้นราชโองการสมรสพระราชทานเมื่อสามปีก่อน คงต้องนำมาทบทวนใหม่ในฐานะ ‘โมฆะ’ กระมังเพคะ?"
สุ้มเสียงหวานใสทว่าเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งบนยอดไผ่ดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันระดับที่แม้แต่เข็มตกสักเล่มก็ยังอาจได้ยินเสียง ในห้องแต่งตัวลับหลังฉากกั้นผ้าไหมปักลายหงส์ทอง
ไป๋ลี่หลินยืนนิ่งสนิท อาภรณ์ผ้าต่วนสีม่วงเข้มปักดิ้นทองลายเมฆมงคลและดอกโบตั๋นเก้ากลีบสะท้อนแสงไฟจากโคมมุกราตรีจนพราวระยับ เส้นผมสีดำสนิทดุจปีกกาถูกเกล้าขึ้นเป็นทรงมวยสูงประดับด้วยปิ่นหยกขาวสลักลายหงส์คาบไข่มุกราตรี ท่าทีของนางในยามนี้มิใช่สตรีผู้ถูกกักขังอยู่ในเรือนหลังอย่างที่ใครต่อใครลือกัน หากแต่เป็นพญาหงส์ที่เพิ่งกางปีกโผบินออกจากกรงขังด้วยความเย่อหยิ่งทระนง
สาวใช้ประจำตัวของฮูหยินผู้เฒ่าที่ถูกส่งมาเพื่อ "ตักเตือน" นางถึงเรือนพักสะดุ้งสุดตัวจนถาดชาในมือสั่นระริก นางไม่คาดคิดเลยว่า... สตรีที่เคยเงียบงันและยอมให้เหยียบย่ำมาตลอดสามปี จะกล้าใช้คำว่า "โมฆะ" ขึ้นมาอ้างอิงถึงราชโองการขององค์จักรพรรดิอย่างไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดิน
"ฮ... ฮูหยินเอกโปรดระวังพระโอษฐ์ด้วยเจ้าค่ะ!" สาวใช้ผู้นั้นทรุดกายลงคุกเข่าด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด "ฮูหยินผู้เฒ่าเพียงแต่หวังดี เกรงว่าท่านจะแต่งกายไม่ถูกธรรมเนียมและสร้างความอับอายให้แก่จวนอ๋อง..."
"หวังดี?" ไป๋ลี่หลินแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มหวานหยดถูกแต่งแต้มขึ้นบนริมฝีปากอิ่มสีชาด ทว่าดวงเนตรหงส์คู่นั้นกลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ "การส่งสำรับอาหารเย็นชามาให้ข้าติดต่อกันเจ็ดวัน หรือการส่งชุดไว้ทุกข์สีขาวซีดมาให้ข้าใส่ไปงานเลี้ยงฉลองวันประสูติของพระสนม... นี่คือความหวังดีของตระกูลไป๋และจวนอ๋องที่มอบให้แก่ ‘ฮูหยินเอก’ อย่างข้าเช่นนั้นหรือ?"
นางก้าวเข้าไปใกล้สาวใช้ช้าๆ เสียงฝ่าเท้ากระทบพื้นไม้ขัดมันดัง *ก๊อก... ก๊อก...* เป็นจังหวะ ราวกับเสียงนาฬิกาแห่งความตายที่กำลังเดินถอยหลัง ทุกย่างก้าวแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายกดดันอันน่าสะพรึงกลัวจนอีกฝ่ายไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
"กลับไปทูลฮูหยินผู้เฒ่าและน้องรองของข้าเสีย ว่าไป๋ลี่หลินผู้นี้ไม่ใช่คนเดิมที่จะยอมให้ผู้ใดมาจูงจมูกอีกต่อไปแล้ว หากพวกนางอยากเล่นละครฉากใหญ่ในงานเลี้ยงคืนนี้ ข้าก็จะแสดงให้ดูว่า... ระหว่างหงส์แท้กับกาเผือกย้อมสี ใครกันแน่ที่จะต้องเป็นฝ่ายร่วงหล่นลงมาจากฟ้า"
น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราชมีดโกนอาบน้ำผึ้ง ทำให้สาวใช้รีบโขกหัวคำนับแล้วถอยร่นออกไปจากห้องอย่างลนลาน ประตูไม้แกะสลักถูกปิดลงพร้อมกับลมหายใจที่ถูกผ่อนออกมาอย่างแผ่วเบาของหญิงสาว
ไป๋ลี่หลินหันกลับมามองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกทองเหลืองบานใหญ่ รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก
ในชาติภพก่อน นางโง่เขลาเบาปัญญา ยอมก้มหัวให้ตระกูลไป๋สูบเลือดสูบเนื้อ ยอมถูกองค์ชายรองมู่หรงจิ้นหลอกใช้เป็นสะพานไต่เต้าสู่อำนาจ จนกระทั่งวันที่หมดประโยชน์ นางถูกยัดข้อหาสมคบคิดกับกบฏ ถูกกรอกยาพิษจนกระอักเลือดตายอย่างอนาถในเรือนที่หนาวยะเยือก ขณะที่ไป๋รั่วซือผู้เป็นน้องสาวต่างมารดา กลับสวมชุดหงส์เคียงคู่บัลลังก์อย่างระรื่น
แต่สวรรค์ยังเมตตา... หรือความแค้นของนางมันหนาแน่นเสียจนนรกไม่ยอมรับ นางจึงได้ย้อนเวลากลับมาในร่างเดิม ช่วงเวลาก่อนงานเลี้ยงใหญ่ในเมืองหลวงสามวัน!
คราวนี้นอกจากความรู้ด้านการแพทย์ระดับปรมาจารย์จากยุคปัจจุบันแล้ว นางยังมี "โอสถสลายกระดูก" และแผนการอันแยบยลที่เตรียมไว้ต้อนรับทุกคนที่เคยเหยียบย่ำนาง
เมื่อเสียงกลองสะท้านฟ้าจากลานพิธีด้านนอกดังขึ้น เป็นสัญญาณว่างานเลี้ยงมหามงคล ณ ท้องพระโรงใหญ่แห่งจวนหลวงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ไป๋ลี่หลินสูดลมหายใจเข้าลึก
นางยกมือขึ้นจัดลวดลายปักบนอาภรณ์ให้เข้าที่ สตรีผู้สง่างามไร้ที่ติปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง พร้อมก้าวเดินออกจากเรือนพัก มุ่งหน้าสู่สมรภูมิแห่งแรก... ที่ซึ่งสายตาหลายร้อยคู่กำลังรอคอยจะกลืนกินนางทั้งเป็น
***
บรรยากาศภายในท้องพระโรงกว้างใหญ่ประดับประดาด้วยโคมไฟหยกแกะสลักนับพันดวง กลิ่นหอมของกำยานหายากลอยอบอวลเคล้าคลอไปกับเสียงบรรเลงดนตรีจีนโบราณ เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ สนมนางใน และเชื้อพระวงศ์ต่างนั่งประจำโต๊ะเสวยตามลำดับขั้น
ณ ที่นั่งด้านหน้าสุด องค์ชายรองมู่หรงจิ้นในชุดคลุมผ้าไหมปักลายมังกรห้าเล็บกำลังแย้มพระสรวลพูดคุยอย่างออกรสกับไป๋รั่วซือ ที่สวมชุดผ้าโปร่งสีชมพูอ่อนปักลายดอกท้อดูบอบบางน่าทะนุถนอม รอยยิ้มของนางงามราวดอกไม้แรกแย้ม แต่ดวงตากลับฉายแววริษยาและคาดหวังอย่างปิดไม่มิด
"เพคะองค์ชาย... พี่หญิงใหญ่คงจะไม่กล้ามางานในวันนี้กระมังเพคะ นางเพิ่งหายจากอาการป่วย... อีกทั้งชุดที่หม่อมฉันจัดเตรียมไว้ให้..." ไป๋รั่วซือเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานน่าสงสาร ทว่าแฝงความร้ายกาจไว้เต็มเปี่ยม นางจงใจส่งชุดไว้ทุกข์สีขาวหม่นไปให้ไป๋ลี่หลิน เพื่อให้พี่สาวกลายเป็นตัวตลกท่ามกลางแขกเหรื่อระดับสูง
องค์ชายรองมู่หรงจิ้นยกจอกสุราขึ้นจิบ รอยยิ้มเหยียดหยามปรากฏบนมุมพระโอษฐ์ "นางก็เป็นเสียเช่นนี้ ร่ำสร้อย อ่อนแอ และไร้รสนิยม หากไม่ใช่เพราะตระกูลไป๋ยังมีประโยชน์ ข้าคงหย่าขาดจากนางไปนานแล้ว... เจ้าไม่ต้องกังวลไปนะรั่วซือ วันนี้เจ้าต่างหากคือดาวเด่นของงาน"
ทันใดนั้น เสียงประกาศก้องจากขันทีหน้าพระพักตร์ก็ดังขึ้นตัดบทสนทนา
"ฮูหยินเอกแห่งจวนอ๋อง... ไป๋ลี่หลิน เสด็จ!"
สิ้นเสียงประกาศ ท้องพระโรงที่เคยมีเสียงพูดคุยเจี๊ยวจ้าวพลันตกอยู่ในความเงียบงันสนิท สายตาทุกคู่พากันหันขวับไปมองยังประตูทางเข้าขนาดใหญ่ที่เปิดกว้างออก ชั่วขณะนั้น ราวกับเวลาหยุดเดิน
ร่างเพรียวระหงก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาอย่างมั่นคง ทุกย่างก้าวสง่างามราวกับนางพญาหงส์เดินอยู่บนเมฆหมอก อาภรณ์สีม่วงเข้มปักดิ้นทองระยิบระยับสะท้อนแสงไฟจนผู้คนต้องหยีตา ลวดลายดอกโบตั๋นและเมฆมงคลราวกับมีชีวิตเมื่อยามนางเคลื่อนไหว ใบหน้ารูปไข่แต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมอย่างประณีต ดวงเนตรคมกวาดมองผู้คนด้วยแววตาเยือกเย็น สูงส่ง และทระนงจนน่าขนลุก
ไป๋รั่วซือหน้าถอดสีทันที ริมฝีปากที่กำลังแย้มยิ้มค้างเติ่ง นางกำชายเสื้อแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าไปในเนื้อ นั่นมันไม่ใช่ชุดไว้ทุกข์ที่นางส่งไป! แต่มันคืออาภรณ์ชั้นสูงที่แม้แต่สนมเอกในวังหลวงก็ยังมิอาจหาญสวมใส่ได้ง่ายๆ!
แม้แต่องค์ชายรองมู่หรงจิ้นยังเผลอขมวดพระขนงแน่น พระเนตรเบิกกว้างด้วยความตะลึงงัน สตรีที่เคยเงียบงันและยอมจำนนต่อเขาเสมอ เหตุใดวันนี้จึงเปล่งประกายรัศมีที่กดขี่ข่มเหงผู้คนรอบข้างได้ถึงเพียงนี้
ไป๋ลี่หลินเดินเข้ามาหยุดอยู่กลางท้องพระโรง นางไม่ได้ก้มหน้าหลบสายตาผู้ใด หากแต่เชิดคางขึ้นเล็กน้อย ส่งยิ้มหวานหยดที่เคลือบยาพิษไปให้องค์ชายรองและน้องสาวต่างมารดา ก่อนจะย่อกายถวายพระพรด้วยกิริยาที่งดงามไร้ที่ติ สมบูรณ์แบบตามธรรมเนียมราชสำนักทุกประการ
"หม่อมฉันไป๋ลี่หลิน ถวายพระพรฝ่าบาท ถวายพระพรอ๋องทุกพระองค์เพคะ"
เสียงหวานใสก้องกังวานไปทั่วท้องพระโรง ท่ามกลางความตื่นตะลึงของทุกคน ไม่มีใครกล้าเอ่ยคำพูดใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุดนั้นเอง...
ที่มุมมืดของที่นั่งประทับพิเศษด้านในสุด ซึ่งถูกปล่อยให้ว่างเว้นมาตลอดเนื่องจากผู้ครองตำแหน่งไม่เคยสนใจร่วมงานสังสรรค์ใดๆ เงาร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายพยัคฆ์ทมิฬก็ขยับตัวขึ้นช้าๆ
ท่านอ๋องมู่หรงเฉิง ผู้บัญชาการกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม เยือกเย็น และไม่เคยไว้หน้าผู้ใด วางจอกสุราในมือลง เสียงกระทบเบาๆ ของจอกหยกดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
ดวงเนตรคมกริบดุจพญาอินทรีของท่านอ๋องกวาดมองร่างระหงของฮูหยินเอกที่ตนเองไม่เคยใส่ใจไยดีมาก่อน รอยยิ้มเหยียดหยามที่มุมปากของบุรุษผู้กุมอำนาจทหารครึ่งประเทศค่อยๆ 2แปรเปลี่ยนเป็นประกายตาวาวโรจน์ที่เต็มไปด้วยความสนใจอย่างล้นเหลือ
มู่หรงเฉิงยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มอันตราย เขานั่งไขว่ห้าง ปลดปล่อยออร่ากดดันมหาศาลที่ทำให้ขุนนางรอบข้างถึงกับหายใจไม่ออก ก่อนที่ดุร้ายจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจที่ได้ยินกันทั่วทั้งท้องพระโรง
"ฮูหยินของเปิ่นหวัง... น่าสนใจไม่น้อยนี่"
คำพูดเพียงประโยคเดียว ทำเอาไป๋ลี่หลินที่กำลังยืนสง่านิ่งถึงกับชะงัก นางหันขวับไปสบตากับท่านอ๋องผู้ขึ้นชื่อว่า "สามีในนาม" ทันที และที่ตรงนั้น... สายตาของทั้งคู่ประสานกันราวกับประกายไฟที่กระทบกับน้ำมันเชื้อเพลิง
(โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ)
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางข้ามกาลเวลามาในค่ำคืนนี้ค่ะ
มนตรากรรมสะท้อน
ฮูหยินเอกสายฟาด กับท่านอ๋องผู้คลั่งรัก•ตอนที่ 4
ก้าวแรกสู่วงสังคมชั้นสูง
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกสายฟาด กับท่านอ๋องผู้คลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!