ฮูหยินเอกสายฟาด กับท่านอ๋องผู้คลั่งรัก•ตอนที่ 5

หน้ากากของสามีจอมปลอม

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นหอมละมุนของกำยานบุปผชาติรarรวยระรินเคล้าคลออยู่ทั่วห้องโถงรับรองชั้นใน ทว่ากลับไม่อาจกลบกลิ่นอายความอึดอัดที่แผ่ซ่านออกมาจากบุรุษผู้ประทับอยู่เบื้องบนได้เลย "ลี่หลิน... เจ้าผอมลงไปมากนัก สุขภาพช่วงนี้คงไม่สู้ดีสินะ" น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เจือความห่วงใยไว้พอดิบพอดีดังขึ้น องค์ชายรองมู่หรงจิ้นในอาภรณ์ปักลายมังกรห้าเล็บสีครามเข้ม ทอดพระเนตรมองสตรีเบื้องล่างด้วยสายตาที่พยายามทอประกายความอาลัยอาวรณ์อย่างสุดซึ้ง ดวงเนตรคู่นั้นยังคงมีความคมคายและรูปโฉมที่ชวนให้สตรีหลงใหลเช่นเดิม... น่าเสียดายที่ในสายตาของไป๋ลี่หลิน ภาพตรงหน้าเป็นเพียงหน้ากากหนังมนุษย์ที่เคลือบไว้ด้วยยาพิษแห่งความโลภเท่านั้น ไป๋ลี่หลินแย้มสรุปบางเบา นางกราบลงตามธรรมเนียมปฏิบัติอย่างงดงามไร้ที่ติ ชุดกระโปรงผ้าไหมต่วนสีจันทร์ทอด้วยด้ายเงินลายหงส์ร่อนรับกับเรือนร่างระหง การเคลื่อนไหวทุกอิริยาบถล้วนเปี่ยมด้วยความเยื้องกรายอันเป็นเอกลักษณ์ของกุลสตรีตระกูลใหญ่ผู้เพียบพร้อม ทว่าแววตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้แพขนตางอนงามกลับเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดู "หม่อมฉันขอบพระทัยในความกรุณาขององค์ชายเพคะ... เพียงแต่ช่วงนี้จวนอ๋องมีเรื่องให้จัดการมากมาย หม่อมฉันในฐานะฮูหยินเอกย่อมต้องแบ่งเบาภาระของท่านอ๋อง จนบางคราก็หลงลืมดูแลสุขภาพของตนเองไปบ้าง" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนหวาน ทอดเสียงทุ้มต่ำราวกับสตรีผู้บอบช้ำและเหนื่อยล้า ช่างเป็นภาพของภรรยาผู้เสียสละที่น่าเวทนายิ่งนัก มู่หรงจิ้นหรี่ตาลงเล็กน้อย หัวใจของเขากระตุกวูบด้วยความรู้สึกหลากหลาย ในอดีต... สตรีผู้นี้เคยยอมตายถวายชีวิตเพื่อเขา ยอมแม้กระทั่งทรยศตระกูลและตบตาคนทั้งจวนเพื่อส่งข่าวลับให้แก่เขา ทว่านับตั้งแต่พิธีอภิเษกสมรสกับมู่หรงเฉิงผู้เป็นเสด็จอาที่เขาชิงชัง ไป๋ลี่หลินก็เปลี่ยนไปราวกับคนละคน นางดูสุขุม เย็นชา และยากจะหยั่งถึง ยิ่งคิดว่านางอาจจะล่วงรู้แผนการบางอย่าง ยิ่งทำให้เขาต้องรีบเร่งรัดกุมความสัมพันธ์นี้ใหม่อีกครา "เสด็จอาของข้า... ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและเยือกเย็น เจ้าแต่งเข้าจวนพยัคฆ์ทมิฬมานี้ คงต้องทนทุกข์ทรมานไม่น้อยกระมัง" มู่หรงจิ้นแกล้งทอดถอนหายใจยาวนาน ขยับพระวรกายโน้มเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด พร้อมกับเอื้อมพระหัตถ์หมายจะกุมมือเรียวบางที่วางอยู่บนตัก "หากเจ้ายังคงมีเยื่อใยต่อความหลังของเรา... ขอเพียงเจ้าเอ่ยปาก ข้าสามารถหาหนทางพาเจ้าออกไปจากขุมนรกแห่งนี้ได้ ลี่หลิน เจ้าก็รู้ว่าในใจข้ามีเพียงเจ้าผู้เดียวมาโดยตลอด" คำหวานหูที่ชวนคลื่นไส้! ไป๋ลี่หลินซ่อนรอยยิ้มเย้ยหยันไว้ภายใต้ใบหน้าที่ก้มต่ำ นางไม่1หลบเลี่ยงสัมผัสของเขา ปล่อยให้ปลายนิ้วหยาบกร้านนั้นแตะลงบนหลังมือเบาๆ ราวกับลูกนกน้อยผู้หลงทางที่กำลังหวาดกลัว ทว่าในใจกลับนึกถึงภาพในชาติภพก่อน... ภาพที่บุรุษผู้นี้สั่งประหารชีวิตนางอย่างเลือดเย็นพร้อมกับรอยยิ้มเหยียดหยามบนริมฝีปาก *ขันทีเฒ่า, ยาพิษจอกนั้น, และสายตาที่มองนางเป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่ง*... ทุกสิ่งยังคงฝังแน่นอยู่ในซอกหลืบความทรงจำราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน "องค์ชายทรงตรัสเช่นนี้ หม่อมฉันมิกล้ารับฟังเพคะ..." นางเงยหน้าขึ้นสบตา พร้อมกับหยาดน้ำตาคลอหน่วยที่รื้นขึ้นมาอย่างเหมาะเจาะราวกับสั่งได้ "ท่านอ๋องทรงปฏิบัติกับหม่อมฉันตามหน้าที่... แม้ภายนอกพระองค์จะดุร้ายและเย็นชา แต่ในยามค่ำคืน... พระองค์ก็มิเคยบกพร่องต่อหน้าที่สามีเลยแม้แต่น้อย หม่อมฉันเป็นสตรีที่แต่งออกไปแล้วย่อมต้องยึดมั่นในสามี สามีอยู่ที่ใด ย่อมต้องอยู่ที่นั่น องค์ชายโปรดอย่าได้ตรัสวาจาเช่นนี้อีกเลยเพคะ เกรงว่าหากมีผู้ใดล่วงรู้เข้า... จะนำภัยมาสู่ตัวพระองค์และตระกูลของหม่อมฉัน" คำพูดประโยคนี้คมกริบยิ่งกว่ามีดโกน! ประการแรก นางแสดงให้เห็นว่าตนเองเป็นภรรยาผู้เจียมเนื้อเจียมตัวและจงรักภักดีต่อสามี ประการที่สอง นางแอบหยิบยกเรื่องความสัมพันธ์ยามค่ำคืนขึ้นมาข่มขวัญทางอ้อม เพื่อให้อีกฝ่ายตระหนักว่านางกับมู่หรงเฉิงนั้นแนบชิดกันเพียงใด และประการสุดท้าย นางใช้คำว่า 'นำภัยมาสู่ตัว' เพื่อตักเตือนและขู่ขวัญมู่หรงจิ้นกลายๆ ว่าอย่าได้อาจเอื้อมมากเกินขอบเขต มู่หรงจิ้นชะงักกึก สีพระพักตร์เปลี่ยนสีวับชั่วขณะ ความหึงหวงและโทสะพุ่งพล่านขึ้นมาจนปิดไม่มิด พระองค์ไม่คาดคิดเลยว่าไป๋ลี่หลินจะกล้าเอ่ยถึงเรื่องเตียงนอนกับสตรีอื่นต่อหน้าพระพักตร์เช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น... ความหวาดระแวงก็เริ่มกัดกินจิตใจว่า หรือนางจะแปรพักตร์ไปซบเสด็จอาผู้เหี้ยมโหดนั้นจริงๆเสียแล้ว? "เจ้า... เปลี่ยนไปมากจริงๆ ลี่หลิน" มู่หรงจิ้นเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงเนตรคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางราวกับต้องการค้นหาความจริง "คนเราย่อมต้องเติบโตขึ้นตามกาลเวลาและสถานการณ์เพคะองค์ชาย" ไป๋ลี่หลินแย้มยิ้มหวานหยดย้อย เป็นรอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มปานบุปผาแรกแย้ม ทว่ากลับหนาวเหน็บเสียจนผู้มองรู้สึกสันหลังวาบ "และหม่อมฉันก็ได้เรียนรู้แล้วว่า สิ่งใดควรคว้าไว้ สิ่งใด... ควรปล่อยให้เน่าเปื่อยไปตามกาล" บรรยากาศในห้องโถงพลันเงียบงันลงทันตรูด ท่ามกลางความตึงเครียดที่แทบจะเชือดเฉือนผิวเนื้อ จู่ๆ เสียงฝีเท้าหนักแน่นอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านนอก ประสานกับเสียงประกาศก้องของขันทีหน้าพระอุทรด้วยน้ำเสียงสั่นเทา "ท่านอ๋อง... เสด็จมาถึงแล้ว!" มู่หรงจิ้นสะดุ้งสุดตัว รีบชักพระหัตถ์กลับทันทีราวกับถูกไฟลวก ใบหน้าขององค์ชายรองซีดเผือดลงถนัดตาเมื่อร่างสูงใหญ่สง่างามในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายพยัคฆ์เงินเดินก้าวเข้ามาในห้องโถง ไอสังหารเย็นเยียบแผ่ซ่ายกดทับบรรยากาศจนทุกคนแทบไม่กล้าหายใจ มู่หรงเฉิงกวาดสายตาคมปลาบดั่งใบมีดมองทั้งสองคนที่นั่งอยู่ใกล้กันเกินงาม รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก ก่อนที่พระองค์จะปรายพระเนตรมายังชายาเอกของตนเองด้วยแววตากรุ้มกริมที่อ่านไม่ออก "ดูท่า... จวนอ๋องของเราวันนี้จะคึกคักเป็นพิเศษ กระหม่อมมิคาดคิดเลยว่าหลานชายผู้กตัญญู จะมีเวลาว่างมาเยี่ยมเยียน 'ชายา' ของอาถึงเรือนในเช่นนี้" ไป๋ลี่หลินหันไปสบตากับสามีจอมเผด็จการแวบหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม นางสาวเท้าเข้าไปใกล้ร่างสูงใหญ่พร้อมกับเอื้อมมือไปจัดสาบเสื้อให้อย่างสนิทสนมเป็นธรรมชาติ โดยไม่เกรงกลัวต่อรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากพระองค์เลยแม้แต่น้อย "ท่านพี่กลับมาพอดีเลยเจ้าค่ะ... องค์ชายรองทรงเป็นห่วงสุขภาพของหม่อมฉัน จนถึงกับเอ่ยปากชวนให้หม่อมฉัน... ย้ายไปพำนักที่อื่นชั่วคราว ท่านพี่คิดเห็นเช่นไรหรือเจ้าคะ?" สิ้นคำกล่าวของนาง... อุณหภูมิภายในห้องโถงก็ลดฮวบลงจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็งในพริบตา มู่หรงเฉิงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ทุ้มต่ำแต่น่ากลัวเสียจนมู่หรงจิ้นต้องก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางข้ามกาลเวลามาในค่ำคืนนี้ค่ะ มนตรากรรมสะท้อน
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกสายฟาด กับท่านอ๋องผู้คลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%