"หากเจ้ายังใส่ก้านสมุนไพรตระกูลอี้ลงไปในหม้อดินสาลี่สีครามใบนั้นด้วยสัดส่วนเดิม เกรงว่ากลิ่นอายระเหยยามยามยามยามสนธยาครานี้ คงมิแคล้วลอยไปเตือนสติสุนัขรับใช้ที่หน้าเรือนให้ตื่นตระหนกเสียก่อนที่โอสถถ้วยนี้จะเคี่ยวจนงวดเป็นสีนิลนะคะ พี่สาวของข้า"
ซู่อิน ข้ารับใช้สาวผู้ถูกส่งมาประกบตัวไป๋ลี่หลินสะดุ้งสุดตัว มือที่กำลังถือพัดใบตองแห้งพัดเตาถ่านถึงกับสั่นเทาจนสะเก็ดไฟสีแดงฉานกระเด็นตกลงบนพื้นพรมขนสัตว์ปักลายเมฆา
ไป๋ลี่หลินในชุดคลุมผ้าไหมแพรต่วนสีจันทร์กระจ่าง ปักลวดลายดอกเหมยสีชาดด้วยดิ้นเงินละเอียดละออ นางหาได้ใส่ใจอาการตื่นตระหนกของบ่าวไพร่ไม่ นิ้วเรียวดั่งลำเทียนกำลังคีบรากโสมร้อยปีด้วยคีมทองคำขาวอย่างประณีต บรรยากาศภายในเรือนพักปีกตะวันตกคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายฉุนกึกของสมุนไพรหายากนับสิบชนิดที่นางสั่งให้คนไปกว้านซื้อมาจากตลาดมืดเมื่อยามเที่ยง
นี่มิใช่การต้มยาบำรุงครรภ์หรือยารักษาโรคเรื้อรังตามเรือนหลังทั่วไป... แต่มันคือตำรับโอสถโบราณที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ลับของสำนักแพทย์สวรรค์ในชาติภพก่อน ยาขนานนี้มีฤทธิ์เดชรุนแรง ยามเมื่อหลอมรวมกันจะได้หยาดน้ำยาใสราวน้ำค้างแข็ง แต่ทว่ามีพิษสงสามารถกัดกร่อนเส้นเอ็นและอวัยวะภายในของผู้ที่คิดลอบวางยาพิษนางให้เน่าเปื่อยทีละน้อยโดยไร้ร่องรอย
"ฮ... ฮูหยินเอก เจ้าค่ะ บ่าว... บ่าวเพียงแต่เกรงว่า หากกลิ่นยาฉุนกึกเกินไป อาจทำให้ท่านอ๋องที่ประทับอยู่เรือนใหญ่ทรงกริ้วเอาได้..." ซู่อินเอ่ยเสียงสั่น พยายามก้มหน้าซ่อนแววตาหวาดระแวงที่มีเลศนัย
ไป๋ลี่หลินยогยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นงดงามหยาดเยิ้มปานบุปผาแรกแย้ม ทว่ากลับเยือกเย็นดั่งน้ำค้างบนยอดหญ้าในยามเหมันต์ นางค่อยๆ วางคีมทองคำลงบนถาดหยกสลักอย่างเชื่องช้า ท่าทางกิริยามารยาทล้วนเปี่ยมด้วยกฎระเบียบของสตรีสูงศักดิ์ผู้ไร้ที่ติ ทว่าแววตากลับคมกริบราวนิดดาบที่เพิ่งชักออกจากฝัก
"ท่านอ๋องรึ?" นางทวนคำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ราวกับกำลังพึมพำกับตัวเอง "สามีผู้สูงส่งที่ยังมิเคยย่างกรายมาเหยียบเรือนหอหลังนี้แม้แต่ครึ่งก้าวผู้นั้น คงไม่มีเวลามาใส่ใจกลิ่นยาของสตรีที่เขาชิงชังหรอกกระมัง... หรือว่า เจ้าคิดว่าคนที่ควรใส่ใจจริงๆ มิใช่ท่านอ๋อง แต่เป็นคุณหนูรองไป๋รั่วซือผู้เป็นน้องสาวที่แสนดีของข้าต่างหากเล่า"
ชื่อของไป๋รั่วซือถูกเอ่ยขึ้นราวกับมีมนต์สะกด ทำให้ซู่อินหน้าถอดสีลงถนัดตา นางรีบทรุดตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้นจนเกิดเสียงดังทึบ
"บ่าว... บ่าวไม่กล้าเจ้าค่ะ! บ่าวเพียงแต่เป็นบ่าวรับใช้..."
"ลุกขึ้นเถอะ" ไป๋ลี่หลินเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์ แต่น้ำคำกลับกดดันจนคนฟังแทบหายใจไม่ออก "ข้าหาได้คาดคั้นสิ่งใดจากเจ้าในยามนี้ไม่... อีกอย่าง ข้าเพิ่งได้รับข่าวกรองมาว่า ในคืนงานเลี้ยงต้อนรับขุนนางหัวเมืองในอีกสามวันข้างหน้า จะต้องมี 'แขกผู้หวังดี' นำของขวัญชิ้นพิเศษมามอบให้ข้าถึงห้องนอน หากข้าไม่เตรียมตัวให้พร้อมด้วยโอสถชำระไขกระดูกเหล่านี้ เกรงว่าข้าคงไม่มีแรงพอที่จะลุกขึ้นมาตบหน้าคนผู้3นั้น คืนสนองให้สาสกับความเจ็บปวดที่ข้าเคยได้รับในชาติก่อนหรอกนะคะ"
คำว่า 'ชาติก่อน' ที่หลุดลอดออกมาด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น ทำเอาบรรยากาศภายในห้องที่อบอุ่นด้วยไอไฟจากเตาถ่าน กลับเยือกแข็งลงในฉับพลัน ซู่อินเงยหน้าขึ้นมองนายหญิงของตนด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด นางรู้สึกราวกับว่าเบื้องหน้าของตนมิใช่คุณหนูใหญ่ผู้เคยอ่อนแอและโง่งลาภยศคนเดิม หากแต่เป็นปีศาจสาวพราวเสน่ห์ที่ฟื้นคืนชีพมาจากขุมนรกเพื่อทวงหนี้เลือด
ในขณะที่กลิ่นอายสมุนไพรเริ่มลอยฟุ้งหนาแน่นขึ้นจนแทบมองไม่เห็นเงาวัตถุเบื้องหน้า ประตูไม้แกะสลักลายวิจิตรของเรือนพักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง
ลมราตรีพัดกรูเข้ามาวูบใหญ่ หอบเอาความเย็นยะเยือกและกลิ่นอายคาวเลือดจางๆ เข้ามาปะปนกับกลิ่นโอสถ
ไป๋ลี่หลินมิได้หันไปมอง นางยังคงใช้ปลายนิ้วเรียวคนน้ำยาในหม้อดินสาลี่อย่างใจเย็น ดวงตาดอกท้อหางตาตวัดขึ้นเล็กน้อยสะท้อนภาพเงาร่างสูงตระหง่านที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลัง ความกดดันอันหนักหน่วงแผ่ซ่านกดทับจนลมหายใจของซู่อินสะดุดกะทันหัน
"ดึกป่านนี้แล้ว... ชายาเอกของข้ายังขยันขันแข็งปรุงยาพิษฆ่าคนอยู่รึ?"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำ เยียบเย็น ดุร้ายราวดravผาหินถล่มดังขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมกับปลายนิ้วแข็งกระด้างที่เอื้อมมาเชยคางของนางขึ้นบังคับให้หันไปสบตา ท่านอ๋องมู่หรงเฉิงผู้กุมอำนาจกองทัพพยัคฆ์ทมิฬยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว ร่างกายของเขายังคงสวมใส่ชุดเกราะเหล็กดำสนิทที่เปรอะเปื้อนคราบฝุ่นผงจากการสนามรบ ดั่งพญามัจจุราชที่เพิ่งเสร็จสิ้นจากการล้างบางทัพข้าศึก
ไป๋ลี่หลินไม่หลบสายตา นางแย้มรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มเคลือบยาพิษใส่หน้าเขาอย่างไม่เกรงกลัว ปลายนิ้วที่ถือทัพพีตักยาจึงหยุดนิ่ง
"หม่อมฉันเพียงแต่ปรุงยาบำรุงหัวใจเผื่อไว้ให้ท่านอ๋องต่างหากเล่าเพคะ... เผื่อว่าในคืนวันงานเลี้ยง ท่านจะได้ไม่ต้องตกใจตาย เมื่อเห็นสิ่งที่หม่อมฉันจะมอบให้เป็นของขวัญแก่แขกผู้มีเกียรติ..."
มู่หรงเฉิงหรี่ตาลงคมกริบ จ้องมองสตรีในอาณัติที่กล้าต่อปากต่อคำกับเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความระแวกสงสัยและประกายความคลั่งไคล้ที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกซึ้ง ทันใดนั้นเอง ภายนอกหน้าต่างเรือนพักก็มีเสียงลูกศรแหวกอากาศพุ่งปักเข้ากับวงกบไม้เสียงดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับกระดาษข้อความลับที่แนบมาด้วยโลหิตสดๆ สีแดงฉาน
ท่านอ๋องหนุ่มคว้าลูกศรนั้นขึ้นมาด้วยมือเปล่า กวาดสายตาอ่านข้อความสั้นๆ เพียงแวบเดียว มุมปากหยักลึกก็ยกยิ้มเหี้ยมเกรียมขึ้นอย่างน่ากลัว ก่อนจะโยกตัวเข้ากระซิบข้างใบหูของนางด้วยน้ำเสียงพร่าพร่าชวนขนลุก
"ดูท่า... 'แขกผู้หวังดี' ที่เจ้าว่า คงไม่ต้องรอถึงสามวันหรอกนะชายาข้า... เพราะตอนนี้ พวกมันกำลังจุดไฟเผาเรือนปีกขวาของเจ้าอยู่ข้างนอกนี่แล้ว..."
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางข้ามกาลเวลามาเผชิญหน้ากับเปลวเพลิงแห่งการแก้แค้นในค่ำคืนนี้ค่ะ
มนตรากรรมสะท้อน
ฮูหยินเอกสายฟาด กับท่านอ๋องผู้คลั่งรัก•ตอนที่ 6
กลิ่นอายสมุนไพรในเรือนพัก
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกสายฟาด กับท่านอ๋องผู้คลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!