กลิ่นคาวเลือดเจือจางผสมกับกลิ่นอับชื้นของไม้เก่าในเรือนร้างหลังค่ายทหาร ลอยอวลอยู่ปลายนาสิกจนน่าสะอิดสะเอียน
ปลายศัสตราวุธที่เพิ่งถูกชักเก็บเข้าฝักเมื่อครู่ ยังคงทิ้งร่องรอยความระอุไว้ในอากาศ ไป๋ลี่หลินหอบหายใจแผ่วเบา ร่างระหงในอาภรณ์ปักลายหงส์สีชาดบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นและรอยเลือดที่หัวไหล่ขวา เนื้อผ้าไหมชั้นดีฉีกขาดเผยให้เห็นผิวเนื้อเนียนละเอียดที่บسรดเป็นรอยแผลยาวจากคมดาบของมือสังหารเงา
นางกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาทุกครั้งที่ขยับตัว ทว่าแววตาคู่คมกลับมิได้มีความหวาดกลัวเจืออยู่แม้แต่น้อย มีเพียงประกายความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปีที่ฉายชัดอยู่ภายใต้ร่มขนตางอนยาว
"ดื้อรั้นนัก..."
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ มู่หรงเฉิงก้าวเข้ามาประชิดตัวนางในยามวิกาลเช่นนี้ แววตาของท่านอ๋องผู้เยือกเย็นและดุร้ายที่สุดแห่งแคว้นบัดนี้กลับวับวามด้วยเพลิงโทสะที่ถูกกดทับไว้จนน่ากลัว พระองค์กวาดสายตามองรอยแผลที่หัวไหล่ของนางด้วยความรู้สึกที่เจ็บปวดเสียยิ่งกว่าถูกกระบี่แทงเสียเอง
ไป๋ลี่หลินช้อนสายตาขึ้นสบมองบุรุษผู้ทรงอำนาจ รอยยิ้มหวานหยดย้อยที่เคลือบไว้ด้วยยาพิษผุดขึ้นที่มุมปากอย่างท้าทายตามเคย "หากหม่อมฉันไม่ดื้อรั้น... คืนนี้เกรงว่าหม่อมฉันคงกลายเป็นศพไร้ญาติไปนอนให้หนอนแทะเล่นในป่าไผ่แล้วกระมังเพคะ ท่านอ๋องผู้ปรีชา"
มู่หรงเฉิงมิได้เอาน้ำเสียงประชดประชันนั้นมาใส่ใจ พระองค์ยื่นพระHstระหงออกไปคว้าข้อมือนางไว้ ก่อนจะช้อนร่างระหงขึ้นแนבוอุระอย่างง่ายดายโดยไม่เอ่ยคำอนุญาตแม้แต่ครึ่งคำ ไป๋ลี่หลินอุทานเบาๆ ด้วยความตกใจ มือเรียวเผลอทุบลงบนลาดพระอងกว้างของอีกฝ่ายอย่างลืมตัว "หม่อมฉันเดินเองได้เพคะ!"
"เงียบเสีย" น้ำเสียงนั้นทรงอำนาจและเด็ดขาดจนนางต้องยอมหุบปากลง แม้ในใจจะนึกค้อนขวิดพระองค์ไปหลายตลบก็ตาม
มู่หรงเฉิงพาingนางลัดเลาะผ่านทางลับใต้ดินที่เชื่อมต่อกับเรือนพักส่วนตัว ซึ่งถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนภายใต้ฉากกั้นไม้จันทน์หอมในห้องตำรา บรรยากาศภายในเรือนลับอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานผ่อนคลาย ทว่าความตึงเครียดระหว่างคนทั้งสองกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย
ร่างบางถูกวางลงบนตั่งไม้นุ่มอย่างทะนุถนอม มู่หรงเฉิงไม่รอช้า พระองค์ทรุดพระวรกายลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นเบื้องหน้านาง มือหนาที่ผ่านการจับดาบและคร่าชีวิตคนมานับไม่ถ้วน บัดนี้กลับสั่นเทาเล็กน้อยยามที่เอื้อมไปปลดปมเชือกอาภรณ์ของสตรีตรงหน้าเพื่อตรวจดูบาดแผล
ไป๋ลี่หลินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตหรี่ลงพิจารณาactionsของบุรุษตรงหน้า นางสัมผัสได้ถึงความกังวลและห่วงใยที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากอันเย็นชา "ท่านอ๋อง... หม่อมฉันทำแผลเองได้เพคะ หมอเทวดาเช่นหม่อมฉัน..."
"อย่าดื้อ" มู่หรงเฉิงเอ่ยแทรกขึ้นเสียงเรียบ ทว่าแววตานั้นจริงจังจนน่าใจหาย พระองค์หยิบตลับยาหยกขาวและผ้าแพรสะอาดที่เตรียมไว้ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
บรรยากาศภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของคนทั้งสอง มู่หรงเฉิงค่อยๆ ใช้กรรไกรตัดผ้าไหมที่เปื้อนเลือดออกอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้โดนเนื้อบริเวณบาดแผล สัมผัสจากปลายนิ้วหนาที่แตะต้องลงบนผิวเนื้อนวลเนียน ทำให้ไป๋ลี่หลินเผลอสะดุ้งเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
"เจ็บหรือ" พระองค์เงยพระพักตร์ขึ้นสบตานาง น้ำเสียงอ่อนลงกว่าเดิมหลายส่วน
"หม่อมฉันผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ความเจ็บแค่นี้จะนับเป็นอันใดได้เพคะ" ไป๋ลี่หลินแค่นหัวเราะในลำคอ ทว่าดวงตากลับไหววับ "แต่คนที่ส่งมือสังหารมาในวันนี้... เกรงว่าพวกเขาจะไม่ได้นอนหลับอย่างเป็นสุขไปอีกนาน"
มู่หรงเฉิงมิได้ตอบคำถามทันที พระองค์ใช้สำลีชุบสมุนไพรสมานแผลบริสุทธิ์บรรจงเช็ดรอบปากแผลอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าหากออกแรงมากกว่านี้ สตรีตรงหน้าจะแตกสลายหายไปต่อหน้าต่อตา ความนุ่มนวลที่ขัดกับภาพลักษณ์โหดเหี้ยมของแม่ทัพแดนใต้ ทำให้ไป๋ลี่หลินเผลอมองพระองค์อย่างลืมตัว
ในชาติก่อน... นางไม่เคยได้รับความอ่อนโยนเช่นนี้จากสามีผู้มักใหญ่ใฝ่ใฝ่อย่างมู่หรงจิ้นเลยแม้แต่น้อย มีแต่น้ำคำดูถูก เหยียดหยาม และสุดท้ายคือความตายอันแสนโหดร้ายที่อีกฝ่ายมอบให้ ทว่าในชาตินี้ บุรุษที่ผู้คนต่างหวาดกลัวว่าเป็นปีศาจกลับยอมคุกเข่าทำแผลให้พะยูงนางไว้ในยามที่เปราะบางที่สุด
"ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้องเจ้าได้อีก..." มู่หรงเฉิงเอמהขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำจริงจัง แววตาดุร้ายดั่งพยัคฆ์ฉายประกายความเด็ดเดี่ยว "ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินล้างบางตระกูลไป๋จนสิ้นซาก ข้าก็จะไม่ยอมให้มีรอยแผลบนเรือนร่างของเจ้าเพิ่มขึ้นแม้แต่น้อย"
หัวใจของไป๋ลี่หลินกระตุกวูบอย่างไม่ทันตั้งตัว นางเม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกถึงความอบอุ่นประหลาดที่แผ่ซ่านเข้ามาในอก ทว่าในขณะที่บรรยากาศกำลังจะลึกซึ้งเกินเลยไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าฝีหนาและเสียงเคาะประตูลับด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกัน ซึ่งเป็นสัญญาณฉุกเฉินจากองครักษ์เงา
มู่หรงเฉิงขมวดพระขนมเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์ พระองค์ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แววตากลับคืนสู่ความเยือกเย็นดุร้ายดั่งเดิมในชั่วพริบตา
ร่างสูงเดินไปเปิดประตูลับด้านนอกเพียงครึ่งหนึ่ง องครักษ์เงาผู้หนึ่งคุกเข่าลงรายงานด้วยน้ำเสียงร้อนรน "เรียนท่านอ๋อง... องค์ชายรองทรงนำกำลังราชองครักษ์บุกเข้ามาตรวจค้นจวนอ๋อง โดยอ้างว่าได้รับพระราชโองการลับจากฮ่องเต้ ให้มาตามหาตัวฮูหยินเอกที่หายตัวไปพะยะค่ะ!"
ไป๋ลี่หลินที่นั่งอยู่บนตั่งหันไปสบตากับมู่หรงเฉิง รอยยิ้มหวานหยดย้อยที่เคลือบยาพิษผุดขึ้นที่มุมปากของนางอีกครั้ง ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความอำมหิตที่พร้อมจะฟาดฟันทุกผู้คนที่กล้าเข้ามาขวางทาง
มู่หรงเฉิงหันกลับมามองนาง แววตาคมกริบราวกับมองเห็นแผนการทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มนั้น พระองค์เหยียดยิ้มเย็นชาที่มุมพระโอษฐ์ ก่อนจะเอמהขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง
"ในเมื่อสุนัขบ้าวิ่งเข้ามาหาความตายถึงถ้ำพยัคฆ์... เราก็ควรต้อนรับมันให้สมเกียรติเสียหน่อยกระมัง ฮูหยินของข้า"
ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้มีรสนิยมทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกัน ณ ที่นี้นะคะ
ฮูหยินเอกสายฟาด กับท่านอ๋องผู้คลั่งรัก•ตอนที่ 28
แผลในอ้อมกอดอ๋อง
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกสายฟาด กับท่านอ๋องผู้คลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!