ฮูหยินเอกสายฟาด กับท่านอ๋องผู้คลั่งรัก•ตอนที่ 18

น้ำตาจอมปลอมของน้องสาว

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นอายของชาผู่หล่อชั้นดีถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายความอับชื้นและหยาดเหงื่อแห่งความตื่นตระหนก ไป๋รั่วซือในอาภรณ์ผ้าไหมปักลายดอกโบตั๋นสีชมพูอ่อน บัดนี้กลับยับย่นไม่เป็นทรง เส้นผมที่เคยเกล้าเป็นมวยประดับปิ่นหยกสลักลายหงส์หลุดลุ่ยระต้นคอขาวผ่อง นางมิได้งดงามดั่งเช่นคุณوَจอมสูงศักดิ์ผู้เพียบพร้อมดังเคย หากแต่มีสภาพไม่ต่างจากสตรีสติฟั่นเฟือนที่เพิ่งวิ่งฝ่าสายฝนอันหนาแน่นมาตลอดทาง ดวงตาคู่คมที่เคยพราวระยับด้วยมารยา บัดนี้แดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอหน่วย นางทรุดกายลงคุกเข่าบนพื้นพรมขนสัตว์ราคาแพงภายในตำหนักส่วนตัวขององค์ชายรองมู่หรงจิ้น สองมือเรียวบางสั่นเทาจนแทบประคองชายเสื้อของบุรุษเบื้องหน้าไว้ไม่อยู่ "ท่านพี่... ท่านต้องช่วยน้องนะเพคะ!" เสียงหวานที่เคยใช้เอื้อนเอ่ยคำออดอ้อม บัดนี้สั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ หยาดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงเผาะลงบนหลังมือของมู่หรงจิ้นที่กำลังนั่งจิบชาด้วยใบหน้าบึ้งตึง มู่หรงจิ้นปรายตามองสตรีเบื้องล่างด้วยความรู้สึกรังเกียจที่มิอาจปิดมิด องค์ชายรองแห่งแคว้นมู่หาได้มีความรู้สึกอาทรหลงเหลือให้สตรีที่ไร้ประโยชน์อีกต่อไปแล้ว ในยามที่ตระกูลไป๋ฝั่งอนุภรรยาและกิจการร้านผ้าที่เคยดูดซับเงินทองเข้าจวนถูกไป๋ลี่หลินตัดตอนจนราบคาบ รั่วซือก็ไม่ต่างอะไรกับภาระชิ้นโตที่ถ่วงแข้งถ่วงขาเขาไว้ในยามที่กำลังเพลี่ยงพล้ำในสนามการเมือง "ช่วยเจ้าหรือ?" มู่หรงจิ้นเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ ดวงตาเรียวรีคมกริบดั่งงูพิษจดจ้องร่างที่สั่นเทา "เจ้ายังหน้าiระอาจามาร้องขอความช่วยเหลือจากเราอีกหรือ ไป๋รั่วซือ! เงินทองที่เจ้าเคยรับปากว่าจะขนย้ายมาจากร้านค้าตระกูลไป๋ บัดนี้อยู่ที่ไหน? เหตุใดข้าจึงได้ยินข่าวว่าร้านค้าเหล่านั้นถูกปิดตาย ทรัพย์สินทั้งหมดถูกยึดเข้าทางการ แถมยังมีหนี้ก้อนโตที่ต้องชดใช้ให้แก่ท้องคลังอีก!" ไป๋รั่วซือสะดุ้งสุดตัว นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้เป็นที่รักยิ่งด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด หัวใจดวงน้อยร้าวรานราวกับถูกค้อนเหล็กทุบซ้ำๆ "ตะ... แต่ท่านพี่เคยบอกว่า..." "เหลวไหล!" มู่หรงจิ้นตบโต๊ะไม้จันทน์หอมเสียงดังสนั่น ถ้วยชาในมือกระฉอกหกเปื้อนโต๊ะ "ข้าเคยบอกเมื่อไหร่ว่าข้าต้องการสตรีโง่เขลาที่ทำอะไรไม่เคยสำเร็จ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้ข้ากำลังร้อนเงินเพียงใด? เงินสนับสนุนจากกองทัพส่วนที่ข้าต้องใช้ติดสินบนขุนนางฝ่ายเหนือเพื่อดึงพวกเขามาเป็นพวก พลันต้องมาชะงักงันก็เพราะความไร้น้ำยาของเจ้ากับมารดาโง่เง่าของเจ้า!" ถ้อยคำตัดพ้อและแววตาเย็นชาไร้เยื่อใยกรีดแทงลงกลางใจของไป๋รั่วซือจนเจ็บแปลบ นางอ้าปากค้าง ลมหายใจติดขัด ความจริงที่ว่าองค์ชายรองไม่เคยรักนางอย่างแท้จริง เป็นเพียงการใช้ประโยชน์จากเบี้ยตัวหนึ่ง ค่อยๆ กัดกินวิญญาณของนางทีละน้อย "ท่านพี่... ท่านพูดเช่นนี้ได้อย่างไรเพคะ? น้องทำทุกอย่างก็เพื่อท่าน... เพื่ออนาคตของเรา..." "อนาคตอันใดของเจ้า!" มู่หรงจิ้นลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงื้อมือตบลงบนพนักเก้าอี้ด้วยความเกรี้ยวกราด "ตอนนี้ไป๋ลี่หลินนังพี่สาวตัวดีของเจ้ามันเหยียบย่ำเราจนจมดิน นางใช้เล่ห์เหลี่ยมอันใดไม่ทราบได้ ทำให้ท่านอ๋องมู่หรงเฉิงผู้เยือกเย็นดุร้ายหันมาปกป้องนางอย่างออกนอกหน้า เจ้าก็รู้ว่าท่านอ๋องผู้นั้นคือก้างชิ้นใหญ่ขวางคอราชบัลลังก์ของข้า แล้วเจ้ายังทำเรื่องโง่เขลาจนเปิดช่องให้พวกมันเล่นงานตระกูลไป๋จนย่อยยับ!" ไป๋รั่วซือส่ายหัวช้าๆ น้ำตารินไหลอาบแก้ม นึกถึงรอยยิ้มหวานเคลือบยาพิษของไป๋ลี่หลินในวันนั้น วันที่พี่สาวต่างมารดายืนมองนางด้วยสายตาสมเพชเวทนา ราวกับนางเป็นเพียงมดปลวกตัวจิ๋วที่สามารถบี้ให้ตายเมื่อไหร่ก็ได้ รอยยิ้มนั้น... รอยยิ้มที่เหมือนกับจะประกาศว่า ทุกสิ่งที่นางแย่งชิงมา จะต้องถูกทวงคืนทีละส่วนอย่างสาสม "นางปีศาจ... นังไป๋ลี่หลินมันคือปีศาจชัดๆ เพคะ!" ไป๋รั่วซือกรีดร้องออกมาด้วยความคับแค้นใจ สองมือจิกทึ้งลงบนพรมจนเล็บแทบฉีก "มันใช้กลลวงใดไม่รู้ ทำให้ท่านอ๋องปกป้องมัน ท่านพี่เพคะ ท่านต้องแก้แค้นให้น้อง! ท่านต้องฆ่านาง!" มู่หรงจิ้นแค่นยิ้มหยัน ขยับเข้าไปใกล้แล้วใช้ปลายนิ้วเชยคางนางขึ้น บังคับให้สตรีที่เขารังเกียจต้องสบตา "ฆ่านางงั้นหรือ? เจ้าคิดว่าข้าไม่อยากทำหรือไร? แต่ในยามที่มู่หรงเฉิงยังกุมอำนาจกองทัพพยัคฆ์ทมิฬไว้ในมือ ข้ายังขยับตัวทำอะไรบุ่มบ่ามไม่ได้ ยิ่งเจ้าเอาแต่สร้างเรื่องเดือดร้อนเช่นนี้ ข้าว่าตัวเจ้าเองต่างหากที่สมควรจะไปชดใช้ความผิดเสียเอง!" ดวงตาของไป๋รั่วซือเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ยามเมื่อมองเห็นแววตาอำมหิตไร้ความปรานีในดวงตาของบุรุษที่นางมอบหัวใจให้ "ท่าน... ท่านหมายความว่าอย่างไรเพคะ?" "หมายความว่าอย่างไรน่ะหรือ..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นดั่งน้ำแข็งขั้วโลก ก่อนที่ประตูตำหนักด้านหลังจะเปิดออก พร้อมกับการปรากฏGายขององครักษ์เงาที่ถือกระดาษแผ่นหนึ่งเข้ามาคุกเข่ารอรับคำสั่ง มู่หรงจิ้นหันหลังให้ไป๋รั่วซือ น้ำเสียงไร้เยื่อใยเอ่ยประโยคที่ทำลายโลกทั้งใบของนางลงในพริบตา "ในเมื่อเจ้าทำประโยชน์ให้ข้าไม่ได้แล้ว ก็จงใช้ร่างไร้ค่าของเจ้า เป็นหมากตัวสุดท้ายเพื่อดึงความสนใจของจวนท่านอ๋องเสียเถอะนะ..." ไป๋รั่วซือกรีดร้องไม่ออก ร่างทั้งร่างชาหนึบราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระดูกดำ ยามที่ปลายคมดาบขององครักษ์เงาค่อยๆ ชักออกจากฝัก สะท้อนแสงไฟสีส้มวับแวมในความมืดมิดของราตรี... ทว่า ในขณะที่คมดาบกำลังจะพุ่งเข้าปลิดชีพสตรีผู้โง่งลม บรรยากาศภายในตำหนักกลับเย็นเยียบลงฉับพลันราวกับอุณหภูมิลดฮวบลงนับสิบองศา กลิ่นอายอันคุ้นเคยของยาหอมร;นปะปนกับกลิ่นสนธยาโชยมาแตะจมูก ประโยคคำสั่งเด็ดขาดดังขึ้นจากความมืดเบื้องนอกหน้าต่าง "ช้าก่อน... องค์ชายรองดูเหมือนจะใจร้อนเกินไปกระมัง?" มู่หรงจิ้นผวายืนตรงด้วยความตกใจ หันขวับไปมองยังทิศทางของเสียง ท่ามกลางเงาไม้ไหววู่ ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นลายพยัคฆ์ทมิฬปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ ดวงตาดุร้ายดั่งพญาเสือป่าจ้องมองมาที่เขาด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันอันน่าสะพรึงกลัว—ท่านอ๋องมู่หรงเฉิงเสด็จมาถึงแล้ว! และสิ่งที่เหน เหนือเงาร่างของท่านอ๋อง คือสตรีในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายดอกเหมยสีแดงสด ใบหน้าสะสวยงดงามหยาดเยิ้มประดับด้วยรอยยิ้มหวานหยด ทว่ากลับเย็นชาจนบาดลึกถึงขั้วหัวใจ ไป๋ลี่หลินก้าวเข้ามาในตำหนักด้วยจังหวะก้าวอันมั่นคงและสง่างามดั่งนางพญา นัยน์ตาคู่นั้นทอดมองน้องสาวต่างมารดาที่กำลังจะสิ้นลมด้วยแววตาสมเพชระคนขบขัน ก่อนจะหันมาสบตากับมู่หรงจิ้นที่หน้าซีดเผือด "หม่อมฉันเพียงแต่นำของขวัญชิ้นเล็กๆ มามอบให้สามีภรรยาที่รักกันปานจะกลืนกิน... ไฉนเลยองค์ชายรองจึงต้อนรับแขกด้วยบรรยากาศน่ากลัวเช่นนี้เล่าเพคะ?" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปในห้วงอารมณ์อันลึกล้ำนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะคะ --- มนตรากรรมสะท้อน
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกสายฟาด กับท่านอ๋องผู้คลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%