"หากความเมตตาคืออาภรณ์ที่พวกท่านใช้ปกปิดความเน่าเฟะ... ข้าคงต้องขออนุญาตเป็นสตรีไร้หัวใจที่ถือมีดผ่าตัดเลาะมันออกเสียแล้วกระมังเพคะ"
น้ำเสียงหวานใสดุจเสียงกระดิ่งแก้วกังวาน ทว่าเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดู เอื้อนเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัดของเรือนรับรองหลังใหญ่ ไป๋ลี่หลินในอาภรณ์ชุดกระโปรงยาวผ้าไหมแพรต่วนสีเถ้ามุก ปักลายกิ่งเหมยสีชาดดิ้นเงินระยิบระยับ ขับเน้นให้เรือนร่างระหงดูสง่างามราวกับเทพเซียนผู้สูงศักดิ์ ปิ่นหยกมันหมูบนมวยผมลอยเด่นตามจังหวะการก้าวเดินอันเชื่องช้าและมั่นคง ทุกย่างก้าวที่ประทับลงบนพื้นศิลาขัดมันเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งทระนงตนโดยไม่ต้องยกตนข่มท่าน
สายตาของบรรดาอนุและบ่าวไพร่ที่เคยดูแคลนต่างหลุบต่ำลงด้วยความหวาดหวั่น ไม่มีใครกล้าสบตากับดวงเนตรหงส์คู่นั้นที่ฉายแววเฉียบคมดุจใบมีดซ่อนในแพรไหม
ลี่หลินก้าวผ่านซุ้มประตูโค้งทรงพระจันทร์เสี้ยวเข้าสู่เขตสวนหลังตำหนักอันเงียบสงบ ที่ซึ่งกลิ่นหอมกรุ่นของดอกกุ้ยฮวาผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของดินหลังฝนโปรดปราน ที่นี่... ลับตาคน และไร้ซึ่งเสียงรบกวนจากความวุ่นวายเบื้องหน้า เหมาะยิ่งสำหรับการหลบมาสูดอากาศบริสุทธิ์หลังจากการปะทะคารมอันน่าเบื่อหน่ายกับคนสกุลไป๋
ทว่า ในขณะที่นางกำลังจะเอื้อมมือไปเด็ดกลีบดอกเหมยเพื่อมาปรุงตำรับยาแก้พิษชนิดใหม่ สัญชาตญาณอันเฉียบคมที่ถูกหล่อหลอมมาจากความเป็นแพทย์มือหนึ่งในยุคปัจจุบันและประสบการณ์เฉียดตายในชาติก่อน ก็ร่ำร้องเตือนภัยขึ้นมาอย่างกะทันหัน
บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก ราวกับอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงนับสิบองศาในพริบตาเดียว กลิ่นอายอันตรายที่คุ้นเคย—กลิ่นคาวเลือดจางๆ เจือด้วยกลิ่นหอมเยM็นของสนป่าและเหล้าชั้นดี ลอยมาปะทะนาสิก
"ผู้ใด..."
นางพึมพำกับตนเองโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปทันที มือเรียวบางที่สวมปลอกเล็บทองคำฝังทับทิมยังคงนิ่งสนิท ทว่าประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัวถึงขีดสุด
"บังAญยิ่งนัก ที่กล้าล้ำเข้ามาในเขตหวงห้ามของตำหนักพยัคฆ์"
เสียงทุ้มต่ำ กังวาน ลึกราวกับมาจากขุมนรก ดังก้องขึ้นจากด้านหลัง ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว น้ำเสียงนั้นไร้ซึ่งความปรานี มีเพียงความเยือกเย็น ดุร้าย และอำนาจมืดที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งให้แหลกคามือ
ลี่หลินค่อยๆ หมุนตัวกลับช้าๆ อย่างสง่างาม ราวกับนางพญาหงส์ที่กำลังหันมามองมดปลวก ทว่าเมื่อดวงตาคู่งามได้สบเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ หัวใจที่เคยนิ่งสงบกลับกระตุกวูบไปชั่วขณะ
บุรุษผู้นั้นสวมอาภรณ์สีดำสนิทปักลายพยัคฆ์ทมิฬด้วยดิ้นทองคำเข้ม ทอดเงาทาบทับผืนดินราวกับปีศาจจากรัตติกาล เรือนร่างสูงใหญ่กำยำเต็มไปด้วยกลิ่นอายของสนามรบและคราบโลหิตที่ถูกชะล้างออกไปไม่หมด ใบหน้าหล่อเหลาดุดันคมคายราวกับสลักจากหินผา สันจมูกโด่งเป็นสันคม ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันอย่างเย่อหยิ่ง และที่น่ากลัวที่สุดคือ... แววตาคู่นั้น
ดวงเนตรสีนิลลึกล้ำคู่นั้น เย็นชา ว่างเปล่า และดุร้ายราวดาบคมกริบที่พร้อมจะปลิดชีพคนได้ทุกเมื่อโดยไม่ต้องกระพริบตา แววตาคู่นั้นจ้องมองนางราวกับกำลังพิจารณาซากศพชิ้นหนึ่ง มากกว่าจะมองเห็นว่านางเป็นสตรีสูงศักดิ์
นั่นคือ "ท่านอ๋องมู่หรงเฉิง"... ผู้บัญชาการกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ ผู้ที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องทรงเกรงใจ และเป็นบุรุษที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมเลือดเย็นไร้ความปรานีที่สุดในแคว้น
ลี่หลินไม่เคยคิดว่าจะได้พบเขาในสถานการณ์เช่นนี้ และยิ่งไม่คาดคิดว่า... สายตาที่เขามองนาง จะเต็มไปด้วยความระแวงและคุกคามถึงเพียงนี้
ความเงียบงันปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งสอง ราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง ไม่มีใครขยับเขยื้อน มีเพียงสายลมยามสายที่พัดผ่านชายผ้าจนเกิดเสียงเสียดสีเบาๆ
มู่หรงเฉิงหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างสูงใหญ่นั้นจนอากาศแทบจะแข็งตัว เขาเคยชินกับการเห็นสตรีหวาดกลัวจนตัวสั่นเมื่อเผชิญหน้ากับเขา แต่สตรีตรงหน้า... นางกลับยืนนิ่งสงบ ดวงตากลมโตคู่สวยไม่มีแววหวาดหวั่นแม้แต่น้อย กลับกัน นางกำลังใช้สายตาพินิจพิเคราะห์เขากลับ ราวกับแพทย์กำลังประเมินอาการของคนไข้โรคจิตคนหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น
"เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงมาเดินพล่านอยู่ในเขตหลับแลของเปิ่นหวาง?" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอีกครั้ง คราวนี้กดต่ำลงจนกดดันหัวใจผู้ฟังให้แทบหยุดเต้น พร้อมกับก้าวเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าวอย่างคุกคาม
ลี่หลินมิได้ถอยหลังหนี นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มหวานหยดที่เคลือบยาพิษผุดขึ้นที่มุมปากอย่างท้าทาย นางย่อกายลงทำความเคารพตามธรรมเนียมอย่างงดงามไร้ที่ติ ทว่าคำพูดที่เอ่ยออกมากลับทำให้บุรุษผู้ทรงอำนาจต้องชะงักกึก
"หม่อมฉัน 'ไป๋ลี่หลิน' เพคะ... เป็นแค่สตรีผู้หนึ่งที่บังเอิญหลงเข้ามาชมสวน แต่ดูเหมือนว่า... สถานที่แห่งนี้ จะต้อนรับแขกด้วยสายตาที่ดุร้ายเกินกว่าจะเรียกว่าบ้านคนเสียแล้วกระมังเพคะ ท่านอ๋อง"
มู่หรงเฉิงชะงักฝีเท้าลง นัยน์ตาสีนิลคมกราบจับจ้องสตรีตรงหน้าอย่างพิจารณาเป็นครั้งแรก รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของท่านอ๋องหนุ่ม ผู้หญิงผู้นี้... กล้าหาญ หรือว่าโง่เขลาเบาปัญญาถึงเพียงนี้กัน?
ทว่า ในวินาทีที่เขากำลังจะเอ่ยคำพูดเชือดเฉือนเพื่อไล่นางออกไป สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาร่างขององครักษ์เงาที่พุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วกระชั้นชิด พร้อมกับกระดาษสาพับครึ่งในมือที่ส่งเสียงรายงานด้วยน้ำเสียงร้อนรน
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! สายสืบจากชายแดนส่งม้าเร็วแจ้งด่วน... กองกำลังทมิฬของแคว้นฉีทางเหนือเคลื่อนไหวผิดปกติ และ..." องครักษ์ชะงักไปเล็กน้อยเหลือบมองไป๋ลี่หลินด้วยความลังเล
มู่หรงเฉิงขมวดคิ้วมุ่น ละสายตาจากนางเอกสาวชั่วขณะเพื่อรับสสารลับในมือมาเปิดอ่าน ทันทีที่กวาดสายตาอ่านข้อความบนกระดาษสา แววตาที่เยือกเย็นอยู่แล้วพลแปรเปลี่ยนเป็นมืดมนดั่งพายุทมิฬที่กำลังก่อตัว
บรรยากาศในสวนหลังตำหนักแปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นถึงขีดสุดในชั่วพริบตาเดียว
ลี่หลินแอบกวาดตามองปฏิกิริยาของเขา รอยยิ้มบนมุมปากของนางลึกลงกว่าเดิม สมองอันชาญฉลาดเริ่มคำนวณหมากตานี้อย่างรวดเร็ว ข่าวกรองจากแคว้นฉี? หรือว่านี่คือจุดเริ่มต้นของสงครามแย่งชิงอำนาจที่นางเคยรู้ล่วงหน้าจากความทรงจำในชาติก่อน?
ทว่า ก่อนที่นางจะได้คิดวิเคราะห์อะไรไปมากกว่านั้น มู่หรงเฉิงก็สะบัดหน้าขวับกลับมาจ้องนางด้วยสายตาที่ลุกโชนไปด้วยเพลิงโทสะและประกายความสงสัยอันตราย ร่างสูงใหญ่ก้าวประชิดตัวนางในระยะประชิดจนลี่หลินต้องเอนกายหนีเล็กน้อย กลิ่นกายบุรุษและกลิ่นไอสงครามโชยเข้าแตะจมูก
มือหนาเอื้อมไปคว้าคางมนของนางไว้ด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ บังคับให้เงยหน้าขึ้นสบตา บังคับให้นางต้องรับรู้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่พร้อมจะหักคอทิ้งได้ทุกเมื่อ
"เจ้าเป็นใครกันแน่... ไป๋ลี่หลิน?" เสียงกระซิบพร่าต่ำดังชิดริมหู ราวกับปีศาจที่กำลังกระซิบคำสาป "เหตุใดในรายงานลับของสายสืบระบุว่า... หญิงสาวที่แต่งเข้าสกุลไป๋ผู้นี้ ควรจะเป็นสตรีไร้ค่าที่โง่งดงาม แต่เจ้า... กลับรู้ทันกลยุทธ์ และยืนมองหน้าเปิ่นหวางด้วยสายตาที่เหมือนกับคนตายที่ฟื้นคืนชีพเช่นนี้?"
หัวใจของลี่หลินกระตุกวูบไปชั่วขณะ ทว่าสีหน้ายังคงเรียบเฉย นางจ้องตอบนัยน์ตานิลคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว ก่อนจะยกยิ้มหวานหยดที่อาบยาพิษยิ่งกว่าเดิม เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ
"หม่อมฉันจะ1เป็นใคร... ไม่สำคัญเท่ากับว่า ท่านอ๋องกำลังจะเสียเมืองหลวงไปในอีกสามเดือนข้างหน้าหรอกเพคะ..."
*กึก!*
มู่หรงเฉิงชะงักค้าง มือที่บีบคางนางพลคลายแรงลงเล็กน้อย แววตาคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นวูบหนึ่งด้วยความตกตะลึงระคนเหี้ยมเกรียม บรรยากาศรอบกายหยุดนิ่งราวกับโลกทั้งใบถูกแช่แข็ง
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางข้ามกาลเวลามาเผชิญหน้ากับเปลวเพลิงแห่งการแก้แค้นในค่ำคืนนี้ค่ะ
มนตรากรรมสะท้อน
ฮูหยินเอกสายฟาด กับท่านอ๋องผู้คลั่งรัก•ตอนที่ 8
เงาพยัคฆ์ทมิฬปรากฏ
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกสายฟาด กับท่านอ๋องผู้คลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!