สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล•ตอนที่ 9

เขาวงกตแห่งอักษรศิลป์

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
“หากท่านยังคงยึดติดกับฉันทลักษณ์ที่ตายตัว ท่านก็ไม่มีวันเห็นประตูที่เปิดออกเพื่อท่านหรอกครับ คณิน” เสียงของมัทนาไม่ได้ดังมาจากด้านหน้า หรือด้านหลัง แต่มันดังก้องสะท้อนอยู่ในความว่างเปล่าที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกระดาษเก่าและหมึกจีนจางๆ ผมหยุดฝีเท้าลงกลางโถงทางเดินที่สูงตระหง่านจนมองไม่เห็นเพดาน ชั้นหนังสือไม้มะฮอกกานีพุ่งทะยานขึ้นไปในความมืดคล้ายกระดูกสันหลังของยักษ์โบราณ ที่นี่คือ ‘เขาวงกตแห่งอักษรศิลป์’ สถานที่ที่ซึ่งกาลเวลาไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง แต่เดินเป็นจังหวะของกลอนที่ร้อยเรียงไว้บนผนัง ผมหันไปมองหญิงสาวที่ยืนกอดอกอยู่ตรงมุมมืด ดวงตาของเธอคมกริบราวกับปลายพู่กันที่จุ่มน้ำหมึกจนชุ่ม เธอไม่ได้ดูเหมือนผู้หลงทาง แต่เป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้โดยสมบูรณ์ “ฉันทลักษณ์ไม่ใช่กรงขัง แต่มันคือจังหวะของหัวใจครับมัทนา” ผมตอบพลางขยับแว่นสายตาที่พร่ามัวจากฝุ่นผงของกาลเวลา “แต่ที่นี่... ที่ที่คุณขังผมไว้ มันไร้ซึ่งจังหวะ มันมีแต่ความวุ่นวายของอักษรที่กัดกินกันเอง” “นั่นเพราะคุณกำลังอ่านมันด้วยสายตาที่เหนื่อยล้า” มัทนาเดินออกมาจากเงามืด ปลายนิ้วเรียวไล้ไปตามสันหนังสือหนังสีซีด “ลองสลับตำแหน่งของบทกวีในใจคุณดูสิ ถ้าคำว่า ‘พลัดพราก’ ไม่จำเป็นต้องอยู่ท้ายวรรค ถ้า ‘การรอคอย’ ไม่จำเป็นต้องเป็นจุดจบ... บางทีทางออกที่คุณโหยหา อาจจะอยู่ตรงหน้าคุณมาตลอดก็ได้” ผมสูดลมหายใจลึก กลิ่นไอของกระดาษโบราณช่างคล้ายกับกลิ่นหอมอ่อนๆ จากผ้าเช็ดหน้าของ ‘ริน’ คนรักที่หายไปในวันนั้น ราวกับว่าที่นี่พยายามดึงเอาความทรงจำที่แตกสลายออกมาเป็นเครื่องมือในการนำทาง ทันใดนั้น ผนังห้องสมุดก็เริ่มขยับเขยื้อน เสียงเฟืองไม้ขัดกันดังสนั่นลั่นหอสมุด ชั้นหนังสือซ้ายขวาเลื่อนสลับที่กันอย่างบ้าคลั่ง ตัวอักษรบนหน้ากระดาษที่ติดอยู่ตามผนังหลุดลอยออกมา กลายเป็นฝูงผีเสื้อหมึกสีดำมืดมิดที่บินวนรอบตัวผม “จงเขียนบทกวีขึ้นมาใหม่!” มัทนาตะโกนแข่งกับเสียงกลไกที่กำลังทำลายโครงสร้างของห้อง “หากคุณไม่สร้างเส้นทางของตนเอง คุณจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชั้นหนังสือเหล่านี้ไปชั่วนิรันดร์!” ผมคว้าสมุดบันทึกเล่มเก่าออกมาจากอกเสื้อ หัวใจเต้นรัวด้วยจังหวะที่ก้ำกึ่งระหว่างความหวาดกลัวและแรงปรารถนาที่จะเอาชนะ ผมไม่ต้องการเพียงแค่ทางออก ผมต้องการความหมาย... ความหมายที่ว่าทำไมรินถึงจากไป ผมกวาดสายตาผ่านฝูงผีเสื้อหมึกที่กำลังร่ายรำ อักษรแต่ละตัวที่หลุดลอยคือคำศัพท์ที่ผมเคยรักและเกลียด ผมเริ่มจรดปากกาลงบนหน้ากระดาษสีเหลืองกรอบ มือที่สั่นเทาสั่นสะท้านไปด้วยหยาดเหงื่อ *“มิใช่พรากเพื่อลาจากในความเงียบ* *แต่เพื่อเขียนความจริงลงบนฝัน* *ประตูเปิดด้วยใจที่ไหวผัน* *มิใช่กั้นด้วยกรงกรอบแห่งกาลเอย”* ทันทีที่ตัวอักษรสุดท้ายจบลง ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมอย่างฉับพลัน ฝูงผีเสื้อหมึกหยุดชะงักกลางอากาศ ก่อนจะสลายตัวกลายเป็นสายฝนหมึกที่โปรยปรายลงพื้น ผนังห้องสมุดที่เคยสับสนอลหม่านค่อยๆ หยุดนิ่ง ชั้นหนังสือสองข้างทางบิดเบี้ยวจนกลายเป็นรูปทรงของบานประตูไม้โอ๊คขนาดมหึมาสองบานที่ประดับด้วยลวดลายอักษรโบราณ ผมก้าวเข้าไปใกล้ ลมหายใจแผ่วเบาด้วยความตื่นเต้น มัทนายืนอยู่ข้างหลังผมในระยะที่ใกล้จนรู้สึกถึงไออุ่นจากตัวเธอ เธอไม่ได้ดูตกใจเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่านี่คือสิ่งที่เธอคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว “คุณทำได้ดีนี่ครับ คณิน” เธอเอ่ยเสียงเบา แฝงความนัยที่น่าขนลุก “แต่คุณแน่ใจหรือครับว่าประตูบานนี้... เปิดออกไปสู่โลกภายนอกที่คุณจากมา?” ผมไม่ตอบ มือสั่นเทาผลักบานประตูไม้โอ๊คนั้นออก ความต้านทานของบานพับช่างหนักอึ้งราวกับกำลังผลักดันน้ำหนักของความลับนับร้อยปี แสงสีทองประหลาดพุ่งทะลุรอยแยกของประตูออกมา มันไม่ใช่แสงอาทิตย์ ไม่ใช่แสงไฟ แต่มันเป็นแสงที่ส่องสว่างออกมาจากกองเอกสารมหาศาลที่เรียงรายอยู่ภายในห้องลับนั้น ทันทีที่ประตูเปิดออกจนสุด สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่โถงทางเดินใหม่ แต่เป็นโต๊ะทำงานไม้ตัวหนึ่งที่คุ้นตา บนโต๊ะนั้นมีสมุดบันทึกที่เปิดค้างไว้ และรอยปากกาหมึกซึมสีน้ำเงินที่เพิ่งแห้งสนิท ผมก้าวเข้าไปช้าๆ หัวใจกระตุกวูบเมื่อเห็นชื่อที่เขียนอยู่บนปกสมุดเล่มนั้น ชื่อของผมเอง... แต่ลายมือที่เขียนอยู่ข้างในนั้น กลับไม่ใช่ลายมือของผม ในจังหวะที่ผมกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบสมุดเล่มนั้น เงาของใครบางคนก็ทอดยาวทับลงบนหน้ากระดาษ เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยอย่างประหลาดดังก้องมาจากมุมมืดของห้องลับนั้น เป็นเสียงฝีเท้าเบาๆ ที่ผมเคยได้ยินในความฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่า “มัทนา...” ผมพึมพำโดยไม่หันกลับไปมอง “คุณพาผมมาที่นี่เพื่ออะไรกันแน่?” หญิงสาวไม่ได้ตอบ แต่เสียงที่ตอบกลับมาแทนนั้นกลับไม่ใช่เสียงของเธอ หากเป็นเสียงของหญิงสาวอีกคนที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสามปีก่อน “ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะคะ คณิน... ในวันที่คุณกลายเป็นกวีที่สมบูรณ์แบบตามที่ฉันต้องการแล้ว” ผมชะงักค้าง ร่างกายเย็นวาบราวกับถูกแช่แข็งในน้ำแข็งขั้วโลก เมื่อหันกลับไป สิ่งที่ผมเห็นไม่ใช่ทางออกที่ผมคาดหวัง แต่เป็นมัทนาที่ยืนยิ้ม โดยที่ใบหน้าของเธอกำลังเลือนหายและเปลี่ยนรูปร่างไปเป็นใบหน้าของรินที่ผมโหยหามาตลอด... และในมือของเธอก็ถือมีดกรีดกระดาษเล่มเดียวกับที่ผมเคยวางไว้ข้างกายก่อนที่รินจะจากไป! ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางผ่านเขาวงกตอักษรศิลป์ไปกับ “บทกวีใต้ร่มเงา” นะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%