สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล•ตอนที่ 10

เงื่อนงำจากปลายปากกาขนนก

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
“คุณกำลังพยายามจะนิยามสายน้ำด้วยการกักขังมันไว้ในแก้วเจียระไนหรืออย่างไร มัทนา?” คณินวางปากกาขนนกในมือลงบนสมุดบันทึกหนังเก่าคร่ำคร่า เสียงโลหะกระทบโต๊ะไม้โอ๊กดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงันในหอจดหมายเหตุยามวิกาล เขาจ้องมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม แววตาของเขาไม่ได้ฉายความโกรธเคือง ทว่ามันเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันนิ่งสงบ มัทนาไม่ได้หลบสายตา เธอเพียงแค่ระบายยิ้มบางๆ ที่ดูคล้ายกับการเยาะเย้ยในโชคชะตามากกว่าการดูถูกบุคคล “ความรักไม่ใช่สายน้ำหรอกนะคณิน แต่มันคือตะกอนที่นอนก้นอยู่ก้นบึ้งของหัวใจต่างหาก คุณต่างหากที่พยายามจะปรุงแต่งมันให้กลายเป็นน้ำใสบริสุทธิ์ ทั้งที่ตัวคุณเองก็รู้ดีว่าภายใต้นั้น มันขุ่นมัวไปด้วยความทรงจำที่คุณพยายามฝังกลบ” “ความรักคือความงดงามที่ต้องร้อยเรียงอย่างประณีต” คณินเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าสั่นเครือเล็กน้อย “มันต้องเป็นคำที่ผ่านการคัดสรร เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่สูญเสียไปนั้น... มีคุณค่ามากพอที่จะคงอยู่ตลอดกาล ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะเอามาฉีกทึ้งด้วยคำพูดถากถางอย่างที่คุณกำลังทำ” มัทนาโน้มตัวลงมาบนโต๊ะ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดน้อยลงจนรู้สึกได้ถึงไออุ่นจางๆ ของกันและกัน “คุณกลัวความจริงหรือคณิน? คุณกลัวว่าถ้าหากคุณเลิกสลักคำกลอนอันสวยหรูเหล่านั้นทิ้งไว้บนรอยกาล คุณจะต้องเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าที่ไม่มีเธอคนนั้นหลงเหลืออยู่อีกต่อไป” คณินนิ่งงันไปครู่หนึ่ง กลิ่นอายของกระดาษเก่าและกลิ่นหอมจางๆ จากมัทนาตีรวนอยู่ในอากาศราวกับพายุที่ก่อตัวเงียบๆ เขาแค่นหัวเราะในลำคอ “คุณไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าการมีชีวิตอยู่ด้วยเศษเสี้ยวของสิ่งที่เหลืออยู่มันเป็นอย่างไร” “ดิฉันเข้าใจดีกว่าที่คุณคิด” เธอกระซิบ น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลลงแต่น่าหวั่นเกรง “เพราะดิฉันคือคนที่รวบรวมเศษเสี้ยวเหล่านั้นมาวางไว้ตรงหน้าคุณยังไงล่ะ” เธอยื่นมือที่สวมถุงมือลูกไม้สีดำออกไป แตะที่หน้ากระดาษว่างเปล่าบนสมุดของเขา รอยหมึกที่ยังไม่แห้งสนิทบนนิ้วของเธอเปื้อนลงบนเนื้อกระดาษเป็นทางยาวราวกับรอยแผลเป็น คณินขยับกายถอยหลังด้วยความรู้สึกเหมือนถูกลบหลู่ สิ่งที่เขาเฝ้าถนอมมานานนับปีถูกทำลายลงในพริบตาด้วยสัมผัสเพียงแผ่วเบาของหญิงสาวผู้นี้ “คุณทำอะไร?” คณินกัดฟันถาม “ดิฉันกำลังเขียนความจริงที่กลอนของคุณไม่มีวันกล้าแตะต้อง” มัทนาเลื่อนปากกาขนนกที่เธอหยิบฉวยมาจากโต๊ะขึ้นมา เธอไม่ได้เขียนคำพูดที่สวยงามเหมือนที่เขามักทำ แต่เธอเขียนรหัสลับบางอย่างลงไปบนเนื้อกระดาษ—ตัวเลขที่คุ้นตา และพิกัดสถานที่ที่คณินสาบานกับตัวเองว่าจะไม่มีวันย่างกรายเข้าไปอีกตลอดชีวิต ทันใดนั้น แสงเทียนบนโต๊ะวูบไหวราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาขย้ำให้ดับลง ความมืดมิดเข้าปกคลุมห้องสมุดในชั่วพริบตา ทว่าในความมืดนั้น คณินกลับได้ยินเสียงบางอย่าง... เสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาจากทางด้านหลังของห้อง ห่างออกไปไม่กี่ก้าว เสียงรองเท้าหนังที่คุ้นเคยย่ำบนพื้นไม้ เสียงที่เขาไม่ได้ยินมานานนับสามปี คณินหยุดหายใจ หัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก มัทนาถอยไปยืนหลบในมุมมืด เธอกระซิบผ่านความมืดมาเบาหวิวว่า “เจ้าของคำกลอนที่คุณเฝ้าตามหาไม่ได้ถูกกาลเวลาพรากไปหรอกคณิน... เขาแค่รอให้คุณยอมรับความจริงที่ว่า ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการจะให้ใครมาสลักชื่อทิ้งไว้ในความทรงจำ” ร่างในเงาสลัวก้าวออกมาสู่ลำแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างบานสูง คณินเบิกตากว้าง มือที่จับปากกาขนนกสั่นเทาจนหยดหมึกดำสนิทร่วงหล่นลงพื้นราวกับหยาดน้ำตา สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าไม่ใช่เพียงความทรงจำ แต่คือร่องรอยที่กำลังขยับเขยื้อนและมีลมหายใจ ทว่าเมื่อเขาจะเอื้อมมือไปสัมผัส ใบหน้านั้นกลับก้มต่ำลงและหมุนตัวหันหลังเตรียมจากไปอีกครั้ง ราวกับว่าตัวตนที่แท้จริงของเหตุการณ์ทั้งหมดนี้คือบททดสอบที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายความเชื่อมั่นของเขาให้ย่อยยับไปกว่าเดิม คณินรวบรวมแรงทั้งหมดตะโกนเรียกชื่อนั้นออกไป แต่สิ่งที่ได้รับตอบแทนกลับมาไม่ใช่เสียงขานรับ หากแต่เป็นเสียงกระดาษถูกเปิดออกที่ข้างหู พร้อมกับเสียงกระซิบจากมัทนาที่ดังขึ้นอีกครั้งว่า "คนที่เราหลงลืม... คือคนที่เราหวาดกลัวจะรักมากที่สุด" ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางผ่านเขาวงกตอักษรศิลป์ไปกับ “บทกวีใต้ร่มเงา” นะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%