สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล•ตอนที่ 29

การตัดสินใจของหัวใจกวี

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
"หากเจ้าเชื่อว่าการรักษาสิ่งที่แตกสลายไว้ในหีบแก้วคือความรัก เช่นนั้นเจ้าก็มิใช่กวี แต่เป็นเพียงภัณฑารักษ์ที่หลงผิดอยู่ในสุสานของตัวเองเท่านั้นครับ" มัทนาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในห้องสมุดเก่าแก่ กลิ่นกระดาษโบราณและฝุ่นละอองที่ลอยคว้างในอากาศราวกับเศษเสี้ยวของเวลาที่หยุดนิ่ง คณินกำม้วนกระดาษแผ่นสุดท้ายที่เขาเขียนขึ้นด้วยหยาดน้ำตาเอาไว้ในมือแน่น จนข้อนิ้วขาวซีด "ผมไม่ได้เก็บเธอไว้ในหีบแก้ว" คณินตอบ เสียงของเขาแหบพร่าราวกับลมที่พัดผ่านช่องเขาที่ว่างเปล่า "ผมเพียงแค่พยายามสลักคำกลอนที่ไม่มีวันจบสิ้น เพื่อให้มั่นใจว่ารอยจารึกนี้จะคงอยู่ตลอดไป แม้ร่างกายของเธอจะสลายกลายเป็นธุลีไปแล้วก็ตาม" มัทนาขยับกายเข้ามาใกล้ แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะขับเน้นให้เห็นรอยยิ้มที่แฝงความโศกศัลย์บนใบหน้าของเธอ "การสลักไว้บนรอยกาลไม่ใช่การสร้างอมตะ แต่มันคือการขังวิญญาณของเจ้าไว้กับเงาที่ไม่มีวันหวนกลับมา คณิน... เจ้ากำลังทรมานเธอด้วยถ้อยคำที่เจ้าสร้างขึ้นมาเองเพื่อกลบเกลื่อนความกลัวที่จะต้องอยู่ลำพัง" คณินนิ่งงัน คำพูดนั้นดุจมีดแหลมคมที่กรีดลงบนแผลเป็นกลางใจ เขาหันไปมองภาพสเก็ตช์เลือนลางของหญิงสาวผู้เป็นที่รัก ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในกรอบรูปที่ไม่มีวันเปื้อนฝุ่น ความสมบูรณ์แบบที่เขาพยายามถนอมไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บัดนี้กลับดูเหมือนตุ๊กตากระเบื้องที่ไร้ซึ่งลมหายใจ "หากผมปล่อยไป..." คณินพึมพำ ดวงตาสั่นไหว "โลกนี้จะเหลืออะไรให้ผมยืนหยัดอยู่ได้อีก? บทกวีของผม ความหมายของตัวตนผม ทุกอย่างมันถูกถักทอรวมเป็นหนึ่งกับเธอ หากไม่มีความทรงจำที่สลักไว้เหล่านี้ ผมก็คงเป็นเพียงคนแปลกหน้าในโลกของตัวเอง" "โลกของเจ้าไม่ได้สร้างขึ้นจากเศษซากของอดีตเสมอไปหรอกครับ" มัทนาเอื้อมมือมาแตะที่หน้าอกซ้ายของเขา เบาหวิวแต่หนักอึ้งในความรู้สึก "เจ้ากวีเอ๋ย หัวใจไม่ใช่ที่เก็บรักษาอนุสาวรีย์ แต่มันคือผืนดินที่ต้องไถพรวนเพื่อให้ความรักใหม่ได้งอกงาม การตัดสินใจในครั้งนี้ไม่ใช่การเลือกที่จะลืมเลือน แต่เป็นการเลือกที่จะให้เธอได้ออกเดินทางไปสู่ตำนานที่แท้จริง... ตำนานที่ไม่ได้ถูกพันธนาการด้วยความเห็นแก่ตัวของเจ้า" คณินหลับตาลง ภาพเหตุการณ์วันที่เธอหายไปหวนคืนกลับมา ความรู้สึกสับสนรุนแรงประดังเข้ามาเหมือนพายุคลั่ง เขามองเห็นมือของตัวเองที่กำลังสั่นเทาขณะจรดปากกาเขียนบทกลอนบทนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันไม่ใช่ความรัก แต่มันคือโซ่ตรวนที่เขาตีขึ้นเองเพื่อล่ามรั้งสิ่งที่ควรจะปลดปล่อย เขาลืมตาขึ้น สายตามุ่งมั่นอย่างที่มัทนาไม่เคยเห็นมาก่อน คณินวางปากกาคู่ใจลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงกระทบของมันก้องกังวานดุจการประกาศิตถึงจุดจบของยุคสมัย เขาหยิบม้วนกระดาษนั้นขึ้นมา ก่อนจะจ่อมันลงบนเปลวไฟจากเทียนไขที่กำลังริบหรี่ มัทนาไม่ได้ห้ามปราม เธอเพียงแค่มองด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ราวกับกำลังรอคอยคำตอบสุดท้ายที่โลกทั้งใบเฝ้ารอมาเนิ่นนาน "ถ้าผมเผามันเสีย ตำนานของเธอจะยังคงงดงามอยู่ไหมครับ" คณินถาม โดยไม่ละสายตาจากเปลวไฟที่กำลังเลียเล็มปลายกระดาษ "ตำนานที่ไม่มีวันถูกเล่าซ้ำ คือตำนานที่งดงามที่สุด" มัทนาตอบเบาๆ "เพราะมันจะคงอยู่เป็นนิรันดร์ในหัวใจของผู้ที่กล้าพอจะปล่อยมือ" คณินปล่อยให้กระดาษมอดไหม้จนเหลือเพียงเถ้าถ่านสีเทาที่ร่วงหล่นลงบนพื้นไม้ ทันใดนั้น บรรยากาศรอบตัวเขาก็เปลี่ยนไป กลิ่นหอมจางๆ ของดอกมะลิที่เขาโหยหามานานแสนนานพลันอบอวลไปทั่วห้อง แต่ในขณะที่เขากำลังจะเอื้อมมือออกไปสัมผัสไออุ่นนั้น เสียงประตูบานใหญ่ด้านหลังก็เปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของใครบางคนที่ยืนหอบหายใจอยู่ตรงธรณีประตู ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายกับภาพในความทรงจำที่คณินพยายามลบเลือน เดินตรงเข้ามาพร้อมกับยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่คุ้นตาให้เขา "คุณทำอะไรลงไปครับคณิน?" ชายคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบจนน่าขนลุก "บทกวีที่ถูกเผาไปเมื่อครู่ มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ความทรงจำ แต่มันคือกุญแจที่กักขัง 'เขา' ไว้ในเงาของผมมาตลอดสิบปี... และตอนนี้ กุญแจที่หายไปนั่น ก็เพิ่งจะเปิดประตูที่ผมรอคอยมานานให้พังทลายลงแล้ว" คณินตัวชาไปทั้งร่างเมื่อตระหนักได้ว่า ตัวตนที่เขากำลังตัดสินใจปล่อยวาง ไม่ใช่เพียงแค่ 'อดีต' อย่างที่เขาเคยเข้าใจมาตลอด แต่เป็น 'อนาคต' ที่เขากำลังปลดปล่อยให้ปีศาจตนใหม่ก้าวเข้ามาทวงคืนทุกอย่างที่เขาเคยมี ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหยดหมึกแห่งความทรงจำกับผมมาจนถึงบทนี้ครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%