"ความจริงไม่ได้งดงามเหมือนรอยหมึกบนหน้ากระดาษหรอกนะคณิน มันเป็นเพียงรอยแผลที่รอวันตกสะเก็ด แล้วคุณก็แค่นั่งเฝ้ามองมันด้วยความอาลัยอาวรณ์อยู่อย่างนั้น"
มัทนาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่ถูกตัดขาดด้วยเสียงฟ้าคำรามไกลๆ เธอขยับกายบนเก้าอี้ไม้เก่าคร่ำคร่า สายตาที่เคยอ่านยากเย็นบัดนี้กลับทอประกายคมกริบดุจมีดโกนที่ถูกชักออกมาจากฝัก คณินชะงักปลายปากกาหมึกซึมที่กำลังจรดลงบนสมุดบันทึก เขาเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวตรงหน้า แววตาของเขาไหวระริกราวกับเปลวเทียนที่ถูกพายุพัดผ่าน
"การยอมรับความจริง... สำหรับผมมันไม่ใช่เรื่องของความงดงาม แต่มันคือการเผชิญหน้ากับสิ่งที่ลบไม่ออกต่างหาก" คณินตอบเสียงเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักอึ้งดั่งก้อนหินที่ถ่วงอยู่ในใจ
"งั้นหรือ?" มัทนาหัวเราะแผ่วเบา เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความรื่นรมย์ "ถ้าคุณยอมรับความจริงได้จริงๆ ทำไมมือของคุณถึงยังสั่นเวลาที่ต้องเขียนถึงชื่อของเธอ... ชื่อคนที่ไม่มีแม้แต่หลุมศพให้วางดอกไม้"
หยาดฝนเม็ดแรกกระทบหลังคาสังกะสีดัง *เปาะ* ตามด้วยจังหวะที่ถาโถมเข้ามาไม่ขาดสาย เสียงฝนที่โปรยปรายทั่วผืนแผ่นดินในยามนี้เปรียบเสมือนบทเพลงแห่งความโศกเศร้าที่บรรเลงขึ้นเพื่อเยาะเย้ยความพยายามของมนุษย์ในการกักเก็บความทรงจำ คณินวางปากกาลง เขาไม่อาจหลอกตัวเองได้อีกต่อไปว่าเขาสามารถควบคุมโลกใบนี้ได้ผ่านตัวอักษร
เขาเดินไปที่หน้าต่าง บานกระจกเปียกชื้นด้วยละอองฝน สะท้อนภาพใบหน้าของเขาที่ซีดเผือด คณินนึกถึงวันที่ทุกอย่างแตกสลาย วันที่โลกทั้งใบของเขากลายเป็นเพียงความว่างเปล่า เขาหลับตาลง สูดกลิ่นดินเปียกชื้นที่โชยเข้ามาผ่านรอยแยกของหน้าต่าง กลิ่นนั้นคือเครื่องเตือนใจถึงการจากลาที่ไม่มีวันหวนคืน
"คุณรู้ใช่ไหมมัทนา ว่าทำไมผมถึงเขียน?" คณินไม่หันหลังกลับไปมอง แต่เขารู้สึกได้ถึงการขยับกายของหญิงสาวข้างหลัง
"เพื่อให้เธอยังคงอยู่... ในฐานะตัวละครที่ไม่มีวันตาย" เธอตอบ แว่วเสียงฝีเท้าเบาๆ ที่ก้าวเข้ามาใกล้
"ไม่" คณินหมุนตัวกลับมาสบตาเธอ ดวงตาของเขาฉายชัดถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นเชิงของกวี "ผมเขียนเพื่อให้เธอตาย... ตายไปจากความคาดหวังของผม ตายไปจากความฝันที่ผมคอยหลอกตัวเองว่าเธอจะเดินกลับมาผ่านประตูบานนั้น"
บรรยากาศในห้องดูบีบคั้นขึ้นทันตา มัทนาหยุดยืนห่างจากเขาเพียงก้าวเดียว เธอยื่นมือมาสัมผัสไหล่เขา แผ่วเบา ทว่ากลับร้อนผ่าวราวกับจะหลอมละลายหัวใจที่เย็นชาของชายหนุ่ม
"งั้นก็เลิกเขียนเสียสิ" เธอท้าทาย "ถ้าความจริงคือการสูญเสียที่แท้จริง บทกวีของคุณก็เป็นเพียงคำลวงที่ถ่วงรั้งให้คุณจมปลักอยู่กับศพของตัวเอง"
คณินนิ่งงัน คำพูดนั้นกรีดลึกลงไปในความรู้สึกราวกับจะกระชากหน้ากากของสุภาพบุรุษผู้ถือสันโดษออกมาให้หมดสิ้น เขาหยิบสมุดบันทึกเล่มหนาขึ้นมา สมุดที่เต็มไปด้วยตัวอักษรที่เขาสลักเสลาด้วยเลือดและหยาดน้ำตาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
"ถ้าผมหยุด... ผมก็จะไม่เหลืออะไรเลย" เขาพึมพำ
"คุณเหลือตัวตนของคุณไงคณิน" มัทนาขยับเข้ามาใกล้จนลมหายใจของเธอกระทบที่ใบหน้าของเขา "แต่นั่นคือสิ่งที่คุณกลัวที่สุดใช่ไหม? การต้องเผชิญหน้ากับตัวตนที่ปราศจากความรักของเธอ"
ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยโต้ตอบ เสียงฟ้าร้องก็ดังกึกก้องจนหน้าต่างสั่นสะเทือน ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง แสงฟ้าแลบแปลบปลาบผ่านเข้ามาในห้อง เผยให้เห็นสิ่งที่คณินไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน... บนโต๊ะไม้ที่เขามักจะวางสมุดบันทึกไว้ มีรอยคราบจางๆ ของหยดน้ำที่เป็นรูปทรงเดียวกับลายนิ้วมือของคนรักที่จากไป และที่มุมห้องนั้นเอง ประตูที่ปิดตายมาตลอดหลายปีกลับแง้มออกเพียงเล็กน้อย พร้อมกับเสียงกระซิบที่คุ้นเคยที่สุดดั่งจะลอยมากับสายฝน
"คณิน... ถ้าความจริงทำร้ายคุณได้ขนาดนี้ ทำไมไม่ลองเปิดมันดูอีกล่ะ" มัทนาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป ราวกับเธอไม่ใช่คนเดิมที่เขาเคยรู้จัก
คณินหันไปมองประตูที่แง้มอยู่ด้วยหัวใจที่เต้นรัวเกินควบคุม เขาก้าวเดินไปหาความลับที่อยู่เบื้องหลังบานไม้นั้น มือที่สั่นเทาเอื้อมไปแตะกลอนประตู เมื่อเขาผลักมันออกไป ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้เขาทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดแรง เพราะสิ่งที่วางอยู่หลังบานประตูนั้น... ไม่ใช่ความทรงจำอย่างที่เขาคิด แต่เป็นสมุดบันทึกอีกเล่มที่วางทับอยู่บนจดหมายที่เพิ่งเขียนเสร็จด้วยลายมือของเขาเอง ทั้งที่เขาไม่เคยเปิดอ่านมันมาก่อน!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหยดหมึกแห่งความทรงจำกับผมมาจนถึงบทนี้ครับ โดยบทกวีใต้ร่มเงา
สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล•ตอนที่ 30
หยาดฝนโปรยปรายทั่วผืนแผ่นดิน
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!