หมึกสีดำสนิทหยดลงบนกระดาษสาเนื้อหยาบ ราวกับรอยเลือดที่ค่อยๆ ซึมลึกเข้าไปในเส้นใยแห่งความทรงจำ คณินกำปากกาคอแร้งแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาของเขาทอดมองรอยเปื้อนนั้นด้วยความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างการปลดปล่อยและความทุรนทุราย
“ความแค้นไม่ใช่หมึกที่ใช้เขียนบทกวีหรอกนะคณิน แต่มันคือน้ำกรดที่กัดกร่อนมือของเจ้าเองจนเหลือเพียงกระดูก”
เสียงของมัทนาดังขึ้นจากเงามืดมุมห้อง เธอไม่ได้ขยับตัวเข้ามาใกล้ ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับบาดลึกเข้าถึงโสตประสาท คณินไม่ได้เงยหน้ามอง เขาเพียงแค่แค่นยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะลากเส้นสายตัวอักษรลงบนกระดาษอย่างหนักแน่นและแผ่วเบาสลับกันไป
“ถ้ามันคือน้ำกรด ข้าก็ขอให้มันกัดกินความเจ็บปวดที่ผ่านมาให้หมดสิ้นเสียที” คณินเอ่ยตอบโดยไม่ละสายตาจากปลายปากกา “มัทนา เจ้าเคยถามข้าใช่ไหมว่า กวีจะเขียนถึงความสูญเสียได้อย่างไรโดยไม่หลั่งน้ำตา... วันนี้ข้าพบคำตอบแล้ว”
เขาก้มลงเขียนบรรทัดสุดท้าย บทกวีที่เขาบ่มเพาะมาเนิ่นนานนับแต่เหตุการณ์ที่พรากคนรักไป ปมเชือกที่รัดรึงหัวใจเขาไว้กับอดีต ค่อยๆ คลายตัวลงทีละเปราะ ตามจังหวะของการขีดเขียน
*‘แม้นกาลเวลาจะสลักรอยแผลไว้ลึกเพียงใด*
*แต่ปลายปากกาของข้า จะลบเลือนรอยนั้นด้วยหยดหมึกแห่งอภัย*
*ไม่ใช่เพื่อลืมเลือนผู้ที่จากไป*
*แต่เพื่อคืนอิสระแก่จิตวิญญาณที่จองจำไว้ในกรงขังแห่งความแค้น...ตลอดกาล’*
คณินวางปากกาลง เสียงลมหายใจของเขาเริ่มกลับมาเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ เขาหันกลับมาเผชิญหน้ากับมัทนาที่ยืนกอดอกพิงกรอบหน้าต่าง แสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านม่านตาข่ายสะท้อนให้เห็นแววตาของหญิงสาวที่เปลี่ยนไป ความท้าทายที่เคยปรากฏชัด บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความสงสัยบางอย่าง
“เจ้าปล่อยวางได้จริงๆ หรือ?” มัทนาถามเสียงเรียบ ขณะก้าวเท้าเดินออกมาจากเงามืด “การให้อภัยมักถูกมองว่าเป็นชัยชนะของคนอ่อนแอ แต่ในโลกของกวี... มันคือการยอมรับว่าเราสูญเสียทุกอย่างไปแล้วอย่างถาวร”
คณินลุกขึ้นยืน ร่างกายที่เคยสั่นเทาเพราะแรงอารมณ์กลับมามั่นคง “ข้าไม่ได้ให้อภัยคนที่พรากนางไปจากข้า มัทนา ข้าเพียงแค่อภัยให้ตัวเอง... ที่ยึดติดกับซากศพของความทรงจำจนลืมมองเห็นความเป็นจริงว่า กวีที่มัวแต่โศกเศร้า ไม่เคยสร้างสรรค์ถ้อยคำที่งดงามได้มากกว่าความหม่นหมอง”
เขายื่นแผ่นกระดาษให้เธอ แต่มัทนาไม่ได้รับไป เธอกลับมองข้ามไหล่เขาไปทางบานหน้าต่างที่เปิดอ้าอยู่ ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย—สัญญาณของสิ่งที่คณินไม่เคยเห็นมาก่อน นั่นคือ ‘ความหวาดกลัว’
“เจ้าทำอะไรลงไปคณิน...” เสียงของมัทนาสั่นพร่า “เจ้าไม่ได้แค่เขียนบทกวีปลดปล่อยความแค้น เจ้ากำลังเขียน ‘คำสารภาพ’ ที่จะเปิดเผยตัวตนของใครบางคนที่ซ่อนอยู่ในเงามืดมาตลอด”
คณินขมวดคิ้วด้วยความฉงน ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง—หนักแน่นและทรงพลัง เป็นจังหวะที่เขาคุ้นเคยดีกว่าใครในโลก มันคือรหัสที่เขาสมมติขึ้นเพื่อคนรักที่จากไปเมื่อหลายปีก่อน
ประตูห้องทำงานไม้โอ๊กถูกผลักออกช้าๆ ร่างเงาสูงโปร่งในชุดคลุมสีเข้มก้าวเข้ามา กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่คุ้นเคยโชยเข้ากระทบจมูกคณินจนหัวใจแทบหยุดเต้น
ชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้นภายใต้หมวกคลุม ใบหน้าที่ไร้รอยแผลเป็น แต่กลับมีแววตาที่คณินจดจำได้แม่นยำยิ่งกว่าบทกลอนใดๆ เขาคือคนคนเดียวกับที่คณินเคยสาบานว่าจะตามล่าไปชั่วชีวิต
“บทกลอนแห่งการอภัยของเจ้า... ช่างไพเราะเกินกว่าจะปล่อยให้เป็นเพียงเศษกระดาษ” ชายแปลกหน้าผู้นั้นเอ่ยขึ้น พร้อมกับวางจดหมายฉบับหนึ่งลงบนโต๊ะข้างบทกวีของคณิน “แต่เจ้าลืมไปหนึ่งอย่างคณิน... การให้อภัยของเจ้า ไม่ได้ทำให้ความลับของ ‘นาง’ หายไป แต่มันกำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ย้อนกลับมาทำลายเจ้าเสียเอง”
คณินก้าวถอยหลัง ใจเต้นรัวเหมือนกลองศึก ขณะที่มัทนาถอยไปยืนข้างชายปริศนาผู้นั้นด้วยรอยยิ้มที่ทำลายล้างความหวังทั้งหมดของเขาลงในเสี้ยววินาที
“มัทนา... นี่เจ้าเป็นคนของเขาตั้งแต่วันแรกเลยหรือ?” คณินถามด้วยเสียงอันแหบแห้ง แต่คำตอบที่ได้รับกลับไม่ใช่คำพูด หากแต่เป็นเสียงปืนที่ดังสนั่นขึ้นจากนอกหน้าต่าง พร้อมกับร่างของหญิงสาวปริศนาที่ค่อยๆ เลือนหายไปราวกับควันไฟ เหลือเพียงความจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าว่า... การให้อภัยของเขานั้น สายเกินไปเสียแล้ว
บทกวีใต้ร่มเงาขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านบรรทัดแห่งชีวิตมาด้วยกันนะครับ
สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล•ตอนที่ 25
บทกลอนแห่งการอภัย
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!