สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล•ตอนที่ 26

ประตูสู่ใจกลางมหานครแห่งกาลเวลา

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
“หากท่านเลือกจะวางปากกาลง ณ วินาทีนี้ ความหมายทั้งหมดที่พร่ำเพียรเขียนมาตลอดชีวิตจะกลายเป็นเพียงเศษกระดาษที่ไร้ค่าทันทีนะครับ คุณคณิน” เสียงของมัทนาไม่ได้ดัง แต่กลับบาดลึกราวกับคมมีดที่กรีดลงบนรอยแผลเก่าในใจของผม คณินนิ่งงัน มือที่กุมปากกาหมึกซึมด้ามเก่งสั่นระริก เรายืนอยู่เบื้องหน้าประตูศิลาบานมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางมหานครแห่งกาลเวลา เบื้องหลังประตูบานนี้ คือความจริงที่ผมวิ่งหนีมาตลอดทั้งชีวิต ความจริงที่ว่าคนรักของผมไม่ได้หายไปไหน แต่เธอ ‘กลายเป็น’ ส่วนหนึ่งของจังหวะกวีบทสุดท้ายที่โลกนี้ไม่เคยอนุญาตให้ใครเขียนจนจบ “คุณพูดเหมือนกับว่า... การเปิดประตูบานนี้คือการทำลายทุกอย่างที่ผมรักไปพร้อมกัน” ผมแค่นยิ้ม ฝืนมองดวงตาคู่สวยที่ซ่อนความนัยบางอย่างซึ่งผมไม่อาจหยั่งถึงได้ มัทนาเดินก้าวเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมจางๆ ของกระดาษเก่าและกลิ่นฝนแรกที่เธอโปรดปรานโชยมาปะทะจมูก “การสูญเสียไม่ใช่การสิ้นสุดครับคณิน แต่มันคือการเปลี่ยนผ่าน หากท่านไม่กล้าแลกด้วยความทรงจำที่แตกสลาย ท่านก็ไม่มีวันได้ครอบครองความจริงที่สมบูรณ์” ผมมองไปที่บานประตูสลักลวดลายกุหลาบที่พันเกี่ยวรอบกรงขังแห่งภาษา มันดูมีชีวิต มันสั่นไหวราวกับกำลังหายใจ ผมนึกถึงคืนวันที่เราเคยนั่งถกกันเรื่องจังหวะของกลอนแปด วันที่เธอบอกผมว่า ‘ความรักคือการพ่ายแพ้ต่อโชคชะตาด้วยความสมัครใจ’ ตอนนั้นผมไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้... บรรทัดสุดท้ายขององค์ที่สองกำลังเรียกร้องให้ผมพิสูจน์มันด้วยการเปิดประตูบานนี้ ผมขยับปากกาในมือ แตะปลายปากกาลงบนร่องลึกของลายกุหลาบบนบานประตู ไม่ใช่เพื่อเขียน แต่เพื่อ ‘สลัก’ คำตอบสุดท้ายลงไป “หากความจริงคือบาดแผล ผมก็พร้อมจะยอมรับมันครับ” ผมพึมพำ ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนมหาศาลก็บังเกิดขึ้น พื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นไหวราวกับกาลเวลาที่เคยหยุดนิ่งกำลังพังทลายลง ประตูศิลาค่อยๆ เลื่อนเปิดออกด้วยเสียงครืดคราดที่ชวนให้ขนลุกชัน แสงสีทองเรืองรองสาดส่องออกมาจากเบื้องหลัง มันไม่ใช่แสงสว่างทั่วไป แต่มันคือกลุ่มก้อนของถ้อยคำนับล้านที่กำลังลอยละล่องอยู่ในอากาศ ทุกบทกวีที่ผมเคยเขียน ทุกบรรทัดที่เคยทิ้งขว้าง ทุกคำรักที่เคยเอ่ย... มันรวมตัวกันอยู่ที่นี่ มัทนาถอยกรูดไปด้านหลัง ใบหน้าที่เคยนิ่งสงบฉายแววหวาดหวั่นเป็นครั้งแรก “หยุดก่อนคณิน! ถ้าท่านเปิดมันจนสุด ความทรงจำทั้งหมดของท่านจะไหลย้อนกลับมา แล้วท่านอาจจะไม่ได้เป็นท่านคนเดิมอีกต่อไป!” ผมไม่ฟังเสียงทัดทาน หัวใจของผมเต้นแรงราวกับกลองรบ ผมก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปโดยไม่หันกลับไปมองความลังเลของเธอ เบื้องหน้าของผมคือห้องโถงที่ไร้ขอบเขต ตรงใจกลางมีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งหันหลังให้ เธอกำลังใช้พู่กันจุ่มหมึกเขียนบางอย่างลงบนอากาศ หมึกสีดำสนิทนั้นหยดลงพื้น กลายเป็นหยดน้ำตาที่ร่วงหล่นลงสู่มหานครแห่งกาลเวลา กลิ่นหอมของดอกกุหลาบที่คุ้นเคยพุ่งเข้าปะทะประสาทสัมผัสจนผมหยุดหายใจ ร่างนั้นค่อยๆ หันกลับมาอย่างช้าๆ เงาในกระจกที่ผมเฝ้าตามหามาตลอดสามสิบห้าตอน... ใบหน้าของเธอที่ผมเห็นผ่านหยาดน้ำตาในทุกค่ำคืน... ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่เป็นหญิงสาวที่ผมจำได้แม่นยำว่าเป็นคนรักของผมในอดีตชาติที่ถูกลบเลือนไป “มาถึงช้าไปนิดนะ คณิน” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำให้โลกทั้งใบของผมหยุดหมุน พร้อมกับยื่นม้วนกระดาษเปล่าใบหนึ่งมาให้ผม “บทที่ยี่สิบเจ็ด... ท่านจะเป็นคนเขียน หรือจะเป็นคนถูกลบเสียเอง?” ทันใดนั้น ประตูศิลาบานยักษ์ที่ผมเพิ่งก้าวผ่านมาก็ปิดสนิทลงด้วยเสียงดังก้องราวกับฟ้าผ่า แสงสว่างในห้องดับวูบลงเหลือเพียงเปลวเทียนเล่มเดียวที่ค่อยๆ ริบหรี่ลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ตัวหนึ่ง เงาร่างของชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง... คนที่มีใบหน้าเหมือนผมทุกประการ ทว่าสวมชุดสูทสีดำสนิทและถือหนังสือเล่มที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้ ก้าวออกมาจากเงามืดด้านหลังของหญิงสาวคนนั้น พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูเยือกเย็นที่สุดเท่าที่ผมเคยพบมา “ในที่สุด... ต้นฉบับที่สมบูรณ์ที่สุดก็มาถึงมือผมเสียที” เขาเอ่ยขึ้นพลางจ่อปลายมีดลงบนหน้ากระดาษที่ผมถืออยู่ ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงให้เกียรติร่วมเดินทางมาถึงจุดตัดของกาลเวลานี้กับผมนะครับ บทกวีใต้ร่มเงา
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%