"อย่าเพิ่งก้าวเข้าไป หากคุณยังจำวิธีที่จะหยุดหายใจไม่ได้"
มัทนาหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าบานประตูไม้เก่าคร่ำคร่าที่ถูกเถาวัลย์หนามพันธนาการไว้แน่น เธอหันกลับมามองผมด้วยดวงตาที่วาวโรจน์ท่ามกลางความมืดมิดของหุบเขาไร้ชื่อ เสียงดนตรีที่แว่วออกมาจากหอคอยร้างเบื้องหน้า ไม่ใช่ทำนองเพลงที่คุ้นหู มันเป็นเสียงขิมที่ขาดห้วง สลับกับเสียงสีของซอที่ฟังดูคล้ายเสียงคร่ำครวญของวิญญาณที่ถูกจองจำ
ผมกระชับสมุดปกหนังในมือแน่น ความชื้นจากไอหมอกยามค่ำคืนเกาะอยู่บนปกจนเปียกชื้น "ดนตรีนี้... มันไม่ใช่แค่เสียงรบกวน แต่มันคือจังหวะที่ข้ามผ่านกาลเวลามา ผมสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดในโน้ตตัวสุดท้าย"
"คุณมักจะมองหาความงามในความโศกเศร้าเสมอใช่ไหม คณิน" มัทนาแค่นยิ้ม มือเรียวบางของเธอเอื้อมไปแตะบานประตูที่ผุกร่อน "คุณอยากรู้ไม่ใช่หรือว่าบทกวีที่หายไปของคนรักคุณ มันซ่อนอยู่ที่ไหน คำตอบไม่ได้อยู่ในกระดาษ แต่ในเสียงที่กำลังกรีดร้องอยู่นี่อย่างไรเล่า"
เธอดันบานประตูออก เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณราวกับเสียงกรีดร้องของสัตว์ป่า กลิ่นอายของกระดาษเก่า ฝุ่นผง และกาลเวลาที่หยุดนิ่งตลบอบอวลอยู่ภายใน เราก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป ทันใดนั้น เสียงดนตรีที่เคยแว่วอยู่ไกลๆ ก็เปลี่ยนเป็นเสียงดังสนั่นราวกับเครื่องดนตรีชิ้นนั้นวางอยู่ตรงหน้าเรานี่เอง
ผมกวาดสายตามองไปรอบหอคอยทรงสูงที่ไร้หลังคา เผยให้เห็นดวงดาวที่พร่างพรายบนฟากฟ้า แต่ภายในหอคอยกลับมืดมิดสนิท มีเพียงแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านช่องว่างของกำแพงหินลงมาเป็นลำ ตรงกลางห้องโถงนั้นไม่มีใครอยู่เลย ไม่มีแม้แต่เงาของนักดนตรี แต่เสียงขิมยังคงบรรเลงทำนองเดิมซ้ำไปซ้ำมา ราวกับโลกหมุนวนกลับไปยังวันที่เข็มนาฬิกาหยุดทำงาน
"หยุดเถอะมัทนา... ทำไมคุณถึงล่อหลอกผมมาที่นี่" ผมตะโกนถาม ท่ามกลางเสียงดนตรีที่เริ่มบีบคั้นประสาทสัมผัสจนปวดขมับ "คุณต้องการให้ผมเขียนอะไรลงไป ในที่ที่แม้แต่ความตายยังไร้ความหมายเช่นนี้"
มัทนาไม่ตอบ เธอเดินตรงไปยังแท่นหินที่ตั้งอยู่กลางห้อง บนนั้นมีแผ่นกระดาษโบราณแผ่นหนึ่งวางอยู่ ลายมือที่ปรากฏบนนั้นทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบ มันคือลายมือเดียวกับคนรักที่หายไปของผม—ลายมือที่ผมเฝ้าตามหามาตลอดสามปี
"เธอยังอยู่ที่นี่ คณิน" มัทนาพูดด้วยเสียงแผ่วเบา แต่หนักแน่นดั่งประกาศิต "เธอไม่ได้หายไปไหน เธอเพียงแค่กลายเป็นส่วนหนึ่งของท่วงทำนองที่ไม่มีวันจบสิ้น ถ้าคุณอยากพบเธอ คุณต้องเขียนบทกวีบทสุดท้ายให้จบ ก่อนที่เสียงเพลงนี้จะเงียบหายไปตลอดกาล"
ผมก้าวเข้าไปใกล้แท่นหินนั้นอย่างเลื่อนลอย มือของผมสั่นเทาขณะเอื้อมไปสัมผัสกระดาษแผ่นนั้น กระดาษเย็นเฉียบราวกับหิมะ ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส เสียงดนตรีก็หยุดลงฉับพลัน ความเงียบงันที่ตามมานั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงกรีดร้องเสียอีก
ทว่าในความเงียบนั้นเอง ผมกลับได้ยินเสียงกระซิบที่คุ้นเคย แผ่วเบาอยู่ข้างหู
*“อย่าเชื่อสิ่งที่ดวงตาเห็น... คณิน... จงอ่านสิ่งที่หัวใจเคยทำลายลงไป”*
ผมสะดุ้งสุดตัวหันกลับไปมองมัทนา แต่สิ่งที่ผมพบกลับไม่ใช่หญิงสาวที่เดินทางมาด้วยกัน ภาพเบื้องหน้าคือร่างโปร่งแสงที่ค่อยๆ เลือนหายไป และสิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าผม แทนที่มัทนา คือร่างของชายชราในชุดอาภรณ์ยุคโบราณที่ถือปากกาขนนกจ่ออยู่ที่คอหอยของผม
"บทกวีของคุณยังเขียนไม่จบ... และข้าก็รอคอยเจ้ามานานเหลือเกิน" ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง "เจ้าพร้อมหรือยังที่จะเป็นบทกวีบทต่อไปของหอคอยแห่งนี้ แทนที่หญิงสาวคนนั้นที่ถูกขังไว้ในรอยร้าวของคำกลอน"
ผมเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาสะท้อนในดวงตาของชายชรา หญิงสาวคนรักของผมกำลังถูกจองจำอยู่ในกระจกบานใหญ่ที่พึ่งจะปรากฏขึ้นกลางห้อง เธอกำลังใช้ปลายเล็บขีดเขียนลงบนกระจกเป็นตัวอักษรเดียวที่ผมจำได้แม่น...
*คำสุดท้ายที่ผมเคยสาบานว่าจะไม่เขียนถึงตลอดกาล*
ด้วยความเคารพในมิตรภาพแห่งตัวอักษร,
บทกวีใต้ร่มเงาครับ
สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล•ตอนที่ 13
เสียงเพลงจากหอคอยร้าง
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!