หมึกสีดำหยดลงบนกระดาษสาเนื้อหยาบ ราวกับรอยแผลเป็นที่ค่อยๆ ซึมลึกขยายวงกว้าง คณินจ้องมองรอยเปื้อนนั้นด้วยหัวใจที่เต้นระรัวราวกับมีกลองศึกซ่อนอยู่ในอก
"คุณกำลังกลัวอะไรอยู่หรือครับ... กวีผู้เที่ยงตรง"
เสียงของมัทนาไม่ได้ดัง แต่กลับก้องกังวานอยู่ในห้องสมุดเก่าคร่ำคร่าที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกระดาษและกาลเวลา แสงเทียนวับแวมสาดส่องเงาร่างของเธอให้ทอดยาวทับซ้อนกับเงาของเขาเอง ราวกับปีศาจแห่งอดีตกาลที่ตามมาทวงสัญญา
คณินกำปากกาขนนกในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด เขาไม่ได้หันไปมองเธอทันที เพราะเขารู้ดีว่าหากหันไปเผชิญหน้ากับดวงตาคู่นั้น ภาพความทรงจำที่เขาพยายามฝังกลบไว้ใต้ซากปรักหักพังของกาลเวลาจะพรั่งพรูขึ้นมาอีกครั้ง
ความกลัวที่ลึกที่สุดในจิตใจของคณินไม่ใช่ความตาย และไม่ใช่การไร้ซึ่งถ้อยคำร้อยกรอง แต่มันคือความจริงที่ว่า... คนรักของเขาไม่ได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยด้วยอุบัติเหตุ หากแต่เป็นตัวเขาเองต่างหาก ที่เป็นผู้ผลักไสเธอก้าวเดินออกไปสู่ความมืดมิด ด้วยความเย่อหยิ่งในตัวอักษรของตนเอง
"ผมไม่ได้กลัว" คณินเค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงของเขาสั่นพร่าอย่างปิดไม่มิด
"โกหก" มัทนาก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว เสียงฝีเท้าของเธอบนพื้นไม้เก่าดังเอี๊ยดอาด ราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลัง "ปลายปากกาของคุณสั่น เทวดาแห่งบทกวีผู้รังสรรค์ถ้อยคำอันงดงามให้คนทั้งโลกได้ซาบซึ้ง เหตุใดจึงเขียนกลอนบทสุดท้ายให้คนที่คุณรักด้วยความเย็นชาเช่นนั้นเล่า?"
"คุณไม่เข้าใจ..." คณินหันขวับมาเผชิญหน้า สายตาของเขาแดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่สะท้อนประกายไฟจากเทียน "วันนั้น... ถ้าผมยอมลดทิฐิลงแม้เพียงนิด ถ้าผมฟังคำอ้อนวอนของเธอแทนที่จะยึดติดกับฉันทลักษณ์อันสมบูรณ์แบบ เธอก็คงไม่..."
คำพูดขาดหายไปในลำคอ เมื่อภาพตรงหน้าเริ่มบิดเบี้ยว อากาศรอบตัวหนาทึบขึ้นจนหายใจไม่ออก ห้วงคำนึงของคณินดึงเขาดิ่งลົງสู่วับวนแห่งความรู้สึกผิดที่กัดกินวิญญาณมาเนิ่นนาน เขากำลังยืนอยู่บนขอบหน้าต่างบานเดิม ในคืนฝนพรำวันเดิม และเสียงร้องไห้ของเธอก็ก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ชัดเจนเสียจนหัวใจแทบแตกสลาย
มัทนายืนมองอาการทรุดฮวบของชายหนุ่ม เธอไม่ได้เข้าไปประคอง แต่ปล่อยให้เขาเผชิญหน้ากับปีศาจในใจตนเองอย่างโดดเดี่ยว เพราะกวีจะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อกล้าที่จะเขียนบทกวีจากหยาดเลือดและน้ำตาที่แท้จริง
"เขียนมันออกมาสิครับ คณิน" มัทนากระซิบ น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลขึ้นแต่กลับทรงพลังอย่างประหลาด "จงยอมรับความผิดพลาด จงโอบกอดความอัปลักษณ์ในจิตใจ แล้วถ้อยคำแห่งการไถ่บาปจึงจะบังเกิด"
คณินหอบหายใจถี่กระชั้น เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม มือข้างที่ถือปากกาสั่นเทาอย่างรุนแรง เขารู้ดีว่าหนทางเดียวที่จะหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งความกลัวนี้ คือการจรดปลายปากกาลงบนกระดาษอีกครั้งเพื่อสารภาพความจริงทั้งหมด—ความจริงที่เขาหวาดกลัวที่สุด
เขากัดริมฝีปากจนได้กลิ่นคาวเลือด หลับตาลงเพื่อดึงความกล้าครั้งสุดท้าย ก่อนจะลากปลายปากกาลงบนแผ่นกระดาษสาอย่างเด็ดเดี่ยว ทุกตัวอักษรที่ปรากฏขึ้นคือรอยแผลที่ถูกกรีดซ้ำ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือหยดหมึกแห่งการปลดปล่อย
ทว่า... ในวินาทีที่ปลายปากกาจรดถึงบรรทัดสุดท้าย เสียงฝีเท้าปริศนาก็ดังขึ้นจากด้านนอกประตูห้องสมุด เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด เสียงฝีเท้าของใครบางคนที่ควรจะจมดิ่งอยู่ใต้ก้นบึ้งของมหาสมุทรแห่งกาลเวลาไปนานแล้ว
ประตูไม้บานเก่าค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ พร้อมกับร่างในเงาสลัวที่ก้าวเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าของคณิน
ด้วยความเคารพในมิตรภาพแห่งตัวอักษร บทกวีใต้ร่มเงาครับ
สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล•ตอนที่ 14
ภาพสะท้อนในห้วงคำนึง
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!