สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล•ตอนที่ 15

คำสารภาพที่ไม่ได้กล่าว

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
“คุณกำลังโกหกตัวเองอยู่ คณิน... ทั้งที่หมึกในปากกาของคุณมันกรีดร้องออกมาเป็นชื่อเธอเสียขนาดนั้น” เสียงของมัทนาไม่ได้ดัง แต่ในความเงียบงันของห้องสมุดเก่าที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกระดาษและกาลเวลา ประโยคของเธอกลับคมกริบดั่งใบมีดที่กรีดลงบนความทรงจำของชายหนุ่ม คณินหยุดชะงัก นิ้วมือที่กำปากกาคอแร้งแน่นจนสั่นสะท้าน เขาวางบันทึกเล่มหนาลงบนโต๊ะไม้โอ๊กเก่าคร่ำคร่า ก่อนจะหันไปสบตากับหญิงสาวที่ยืนอยู่ท่ามกลางเงาสลัว “ผมไม่เข้าใจว่าคุณต้องการอะไรกันแน่ มัทนา” คณินเอ่ยเสียงเรียบ หากทว่าแฝงไปด้วยความร้าวราน “คุณปรากฏตัวพร้อมบทกวีที่ไม่มีใครรู้จัก คุณท้าทายจังหวะการเต้นของหัวใจผมราวกับคุณรู้จักมันดีกว่าตัวผมเอง... หรือคุณคิดว่าการสวมรอยเป็นเงามืดจะทำให้คุณกลายเป็นคนรักที่จากไปของผมได้?” มัทนาไม่ได้ขยับหนี เธอเดินเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกมะลิซ้อนที่ถูกทิ้งให้แห้งกรังในหนังสือเก่า เธอวางมือลงบนหน้ากระดาษที่คณินเพิ่งเขียนจบ ปลายนิ้วเรียวยาวไล้ไปตามเส้นสายของตัวอักษร ก่อนจะหยุดลงที่จุดเริ่มต้นของบทกลอนนั้น “คนที่จากไป... คือคนที่ตายไปแล้วจริงๆ หรือแค่คนที่คุณเลือกที่จะจำไว้ในรูปแบบที่งดงามที่สุดเพื่อให้ตัวเองไม่ต้องเจ็บปวด?” เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา แววตาของมัทนาในขณะนี้ไม่ได้ฉายความเย่อหยิ่งท้าทายเหมือนทุกครั้ง แต่มันกลับมีความเวทนาซ่อนอยู่ “คณิน คุณเชื่อไหมว่าคำสารภาพที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่สิ่งที่พูดออกมา แต่คือสิ่งที่ถูกเขียนทิ้งไว้ในที่ที่ไม่มีใครกล้าเปิดอ่าน” “หยุดเถอะ” คณินแค่นยิ้มขมขื่น เขาหยิบสมุดบันทึกเล่มนั้นขึ้นมาแล้วกอดไว้แนบอก “คุณไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าการสูญเสียตัวตนของใครบางคนไปจากการมองเห็น แต่มันยังคงวนเวียนอยู่ในจังหวะการหายใจนั้นมันทรมานเพียงใด เธอไม่ได้หายไปไหน เธออยู่ในทุกบรรทัดที่ผมแต่ง” มัทนาเงียบไปครู่หนึ่ง จังหวะหัวใจของคนทั้งคู่ดูเหมือนจะเต้นไม่เป็นจังหวะในห้องที่เงียบสนิท ก่อนที่เธอจะค่อยๆ ถอดแหวนเงินวงเล็กที่สวมอยู่ที่นิ้วนางข้างซ้ายออกมาวางลงบนโต๊ะ แสงจากโคมไฟระย้าที่แกว่งไกวอยู่เหนือศีรษะส่องกระทบแหวนวงนั้นจนเกิดประกายวูบวาบ คณินมองวัตถุชิ้นนั้นด้วยหัวใจที่หยุดเต้นไปชั่วขณะ มันคือแหวนที่เขาสั่งทำขึ้นเองกับมือ... แหวนที่เขาเคยสวมใส่ไว้ในนิ้วของ ‘ศริน’ ก่อนที่เธอจะหายสาบสูญไปในคืนที่พายุฝนกระหน่ำเมื่อสามปีก่อน “ผมสั่งทำ... ผมจำสลักอักษรย่อไว้ข้างในได้” เสียงของคณินแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด “มันหายไปพร้อมกับเธอ... คุณ... คุณได้มันมาจากไหน?” มัทนาไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เธอถอยหลังไปหนึ่งก้าว ทิ้งระยะห่างให้ความจริงเริ่มทำงาน “บทกวีที่คุณแต่งให้เธอทุกวัน... จริงๆ แล้วคุณไม่ได้เขียนให้คนที่จากไปหรอกครับคณิน แต่คุณกำลังเขียนให้คนที่อยู่ตรงหน้าคุณนี่แหละ เพียงแต่คุณไม่เคยยอมรับมัน” คณินก้าวเท้าเข้าหาเธอด้วยความสับสน มือของเขาสั่นจนแทบควบคุมไม่อยู่ “คุณกำลังจะบอกอะไรผม? อย่าเล่นตลกกับความทรงจำของผมนะ มัทนา!” “ลองมองดีๆ สิ” มัทนาชี้ไปที่กระจกเงาบานใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่มุมห้อง ซึ่งเป็นจุดที่แสงไฟส่องถึงพอดี “ลองมองดูเงาในกระจก แล้วบอกผมสิว่าคุณเห็นแค่ผม... หรือคุณเห็นร่องรอยของคนที่คุณรักที่ถูกคุณฝังลืมไว้ในจิตใต้สำนึกกันแน่” ในจังหวะที่คณินหันไปมองกระจก ภาพสะท้อนนั้นไม่ได้มีเพียงเขากับมัทนาเท่านั้น แต่มันกลับปรากฏภาพของหญิงสาวอีกคน... คนที่เขารักสุดหัวใจยืนซ้อนทับอยู่หลังมัทนา ราวกับมัทนาเป็นเพียงร่างทรงของใครบางคนที่กำลังพยายามจะเอ่ยคำสารภาพออกมา คณินเบิกตากว้าง ความหนาวเย็นเยือกวิ่งพล่านไปทั่วกระดูกสันหลัง เขาหันกลับมาหาหญิงสาวตรงหน้า แต่ทว่ามัทนาในตอนนี้กลับเปลี่ยนไป แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นดวงตาคู่เดิมของศรินที่เขาเฝ้าคิดถึงมาตลอดหลายพันวัน “คำสารภาพที่ผมไม่ได้บอกคุณในวันนั้น...” มัทนา... หรือใครบางคนที่อาศัยร่างนี้เอ่ยขึ้น ด้วยน้ำเสียงที่คณินไม่มีวันลืม “ไม่ใช่ว่าผมจากไปไหนหรอกคณิน แต่เป็นคุณต่างหากที่ปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนอยู่ในบทกวีของตัวเอง” เธอยื่นมือมาสัมผัสที่หน้าอกด้านซ้ายของเขา แรงกระแทกเพียงเบาๆ นั้นกลับทำให้คณินรู้สึกเหมือนหัวใจของเขาถูกกระชากออกมา ความทรงจำที่เคยถูกปิดตายพรั่งพรูออกมาเหมือนเขื่อนแตก และในวินาทีที่เขากำลังจะเอ่ยปากถามความจริงที่โหดร้ายที่สุด ประตูห้องสมุดก็ถูกผลักออกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น ชายในชุดสูทสีเทาเข้มก้าวเข้ามา เขาคือคนเดียวกับที่คณินพยายามหนีมาตลอดสามปี—พ่อของศริน ผู้ซึ่งถือบันทึกฉบับหนึ่งที่คณินไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นอีก “นึกว่าจะหนีไปไหนพ้นนะ คณิน” ชายผู้นั้นกล่าวพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้ความหนาวเหน็บทวีคูณ “ในเมื่อมัทนาบอกความลับคุณไปเกือบหมดแล้ว ก็ถึงเวลาที่ผมจะบอกคุณเสียทีว่า... คนที่ทำลายชีวิตศรินในคืนนั้น ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย นอกจากตัวคุณเองที่กำลังนั่งแต่งกวีอยู่นี่แหละ” มัทนาหายวับไปกับตา ทิ้งให้คณินยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับความจริงที่หนักอึ้งกว่าการสูญเสียใดๆ ที่เขาเคยรู้จักมาทั้งชีวิต ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรมากับบทกวีใต้ร่มเงาครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%