“คุณกำลังเขียนจดหมายลาตายให้ใคร... หรือว่าเขียนให้เงาในกระจกกันแน่ครับ คณิน”
เสียงของมัทนาไม่ได้ดังสะท้อนก้องกังวาน มันเป็นเพียงกระซิบแผ่วเบาที่ลอยปะปนมากับกลิ่นอายความอับชื้นของห้องทำงานยามวิกาล ทว่ากลับคมกริบพอจะกรีดลึกลงไปบนความเงียบงันที่คณินเพียรสร้างขึ้นมาตลอดหลายปี
ปลายปากกาหมึกซึมของคณินหยุดชะงักลงบนกระดาษสาแผ่นบาง หยดหมึกสีดำสนิทซึมแผ่ขยายออกเป็นวงกลม คล้ายรอยด่างพร้อยในความทรงจำที่เขาพยายามลบเลือนแต่ไม่เคยสำเร็จ เขาไม่ได้หันไปมองหญิงสาวที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูด้วยซ้ำ ดวงตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นสายตาจดจ้องเพียงเงาสะท้อนของตนเองบนบานกระจกเงาบานใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
เงาในกระจกนั้น... ไม่ใช่เงาของเขาคนเดิมอีกต่อไป
“คุณเข้ามาในห้องของผมได้โดยไม่เคาะประตูอีกแล้วนะ มัทนา” คณินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบสนทนาราบเรียบ ทว่าสั่นเครือเล็กน้อยในยามที่ลมหายใจปะทะเข้ากับความหนาแน่นของความทรงจำในห้องนี้ “มารยาททางสังคมดูจะเป็นสิ่งที่คุณมักจะหลงลืมไว้เบื้องหลังเสมอเมื่อก้าวเข้ามาในโลกของผม”
“มารยาทหรือครับ?” มัทนาก้าวเท้าเข้ามาใกล้ ช้าๆ ทว่ามั่นคง เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นไม้ปาร์เกต์ดัง ก๊อป... แก๊อป... ราวกับเสียงนาฬิกาชีวิตที่กำลังนับถอยหลัง “คนที่จมปลักอยู่กับซากปรักหักพังของอดีต และเอาแต่นั่งร่ายร้อยถ้อยคำตัดพ้อโชคชะตาอย่างคุณ มีสิทธิ์มาทวงถามหาความเหมาะสมจากคนอื่นด้วยหรือคะ... อ้อ ขออภัย ผมติดสำนวนของคุณมาเสียได้” รอยยิ้มมุมปากของเธอบ่งบอกถึงความเย้ยหยันที่เจือความเห็นอกเห็นใจอย่างประหลาด
คณินวางปากกาลงช้าๆ เขาหลับตาลงเพื่อสลัดภาพหลอนที่เริ่มก่อตัวขึ้นในห้องนี้ ผนังห้องที่เคยเงียบสงบ บัดนี้กลับมีเสียงกระซิบของใครบางคนดังแว่วมาจากมุมมืด เสียงหัวเราะเบาๆ กลิ่นอายของดอกมะลิยามค่ำคืน และสัมผัสอุ่นๆ ที่เคยโอบกอดเขาไว้ในคืนที่หนเหน็บ—ทุกอย่างยังคงชัดเจน ราวกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
ทว่าผ่านไปสามปีแล้ว... สามปีเต็มๆ ที่คนรักของเขาหายลับไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับละอองดาวที่ระเหยหายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงสมุดบันทึกเล่มหนากับบทกวีที่ยังแต่งไม่จบ
คณินลืมตาขึ้นมองกระจกเงาอีกครั้ง ทันใดนั้น หัวใจของเขาก็ต้องกระตุกวูบ
ในกระจก... เงาสะท้อนของเขาไม่ได้ขยับตาม ทว่ากลับเป็นภาพของหญิงสาวในชุดเดรสสีขาวเปียกโชก หยดน้ำฝนหยดลงมาจากปลายผมของเธอ ดวงตากลมโตคู่นั้นมองตรงมาที่เขาด้วยความโหยหาและตัดพ้อ ก่อนที่ริมฝีปากของเงาในกระจกจะขยับเปล่งเสียงที่คณินคุ้นเคยยิ่งกว่าเสียงของตัวเอง
*“ทำไมถึงลืมฉันเร็วนักล่ะ... คณิน”*
คณินสะดุ้งเฮือก มือหนาคว้าขอบโต๊ะทำงานไว้แน่นจนนิ้วมือขาวซีด เขาหันขวับกลับไปมองด้านหลังทันที ความว่างเปล่าและแสงเงาสลัวจากตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะคือคำตอบ มีเพียงความเย็นเยียบของอากาศที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้น... นอกจากมัทนาที่ยืนกอดอกมองดูอาการของเขาด้วยสายตานิ่งสงบ
“เห็นไหมครับ...” มัทนาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลขึ้นอย่างน่าประหลาด “ความทรงจำไม่ใช่สิ่งที่กักเก็บไว้ในสมุดบันทึก แต่มันฝังรากลึกอยู่ในเนื้อหนังมังสาและลมหายใจของคุณเอง ยิ่งคุณพยายามขัดเกาถ้อยคำเพื่ออำพรางความเจ็บปวดมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งย้อนกลับมาทิ่มแทงคุณในยามที่แสงสว่างดับลง”
คณินหอบหายใจถี่กระชั้น เหงื่อกาฬซึมตามไรผม ความหวาดกลัวไม่ได้มาจากผีสางเทวดา หากแต่มาจากความจริงที่ว่า เขากำลังสูญเสียสติสัมปชัญญะไปทีละน้อยภายใต้พันธนาการแห่งกาลเวลา
“คุณต้องการอะไรกันแน่ มัทนา” คณินกัดฟันกรอด พยายามรักษามารกยาทและท่าทีของสุภาพบุรุษเอาไว้ให้ได้มากที่สุด แม้ข้างในจะพังทลายลงมาไม่เป็นท่าแล้วก็ตาม “คุณรู้เรื่องราวของผม คุณรู้ว่าผมกำลังเผชิญกับอะไร และคุณก็มักจะโผล่มาในเวลาที่ผมอ่อนแอที่สุด... คุณเป็นใครกันแน่ หรือว่าคุณเป็นเพียงภาพหลอนอีกภาพที่จิตใต้สำนึกของผมสร้างขึ้นมาเพื่อทรมานตัวเอง”
มัทนาก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงาน เธอยื่นมือเรียวบางออกไปแตะแผ่นกระดาษสาที่คณินเพิ่งเขียนค้างไว้ ปลายเล็บเรียวไล่ไปตามตัวอักษรทีละตัว ราวกับเธอกำลังอ่านความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดของเขาผ่านตัวอักษรเหล่านั้น
“ผมจะเป็นใครนั้นไม่สำคัญหรอกครับ คณิน” มัทนาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่นั้นสะท้อนประกายบางอย่างที่ทำให้คณินรู้สึกร้อนรุ่มในอก “สิ่งสำคัญคือ... คุณจะยอมปล่อยมือจากอดีต หรือจะปล่อยให้เงาในกระจกกลืนกินตัวตนของคุณจนหมดสิ้น”
“คุณพูดง่ายนี่!” คณินโพล่งออกมาอย่างเหลืออด ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานนับปีระเบิดออก น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ “คุณไม่เคยสูญเสีย คุณไม่เคยรู้ว่าการตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าเตียงนอนว่างเปล่า มันทรมานแค่ไหน! คุณไม่รู้หรอกว่าการมองเห็นคนรักเดินหายไปในหมอกควันโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง มันสร้างรอยแผลเป็นที่ลึกขนาดไหนในใจ!”
ห้องทำงานทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวของคณินและเสียงลมหายใจของมัทนา หญิงสาวไม่ได้โต้ตอบ เธอยังคงยืนนิ่ง มองเขาด้วยแววตาที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่ชายหนุ่มจะหยั่งถึง
“ถ้าเช่นนั้น...” มัทนาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่มั่น
“ก็พิสูจน์ให้ผมเห็นสิครับ ว่าคุณกล้าหาญพอที่จะเผชิญหน้ากับความจริง”
พูดจบ มัทนาก็ยื่นมือไปจับข้อมือของคณิน ออกแรงดึงเบาๆ ทว่าเด็ดขาด พาเขาเดินตรงไปยังบานกระจกเงาบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง คณินพยายามขัดขืนในทีแรก แต่ด้วยแรงดึงที่ประหลาดและเรี่ยวแรงที่หดหาย ทำให้เขาก้าวตามเธอไปอย่างไร้การควบคุม
เงาสะท้อนในกระจกค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป...
ภาพของห้องทำงานด้านหลังหายไป แทนที่ด้วยภาพของชายหาดรกร้างในยามพลบค่ำ สายลมหนาวพัดกรรโชก และที่ปลายขอบฟ้า... มีเงาร่างของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังยืนหันหลังให้พวกเขา เส้นผมยาวสยายปลิวไปตามกระแสลม
คณินเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อจำแผ่นหลังนั้นได้ขึ้นใจ
“นั่นมัน...” คณินพึมพำเสียงสั่น ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน
มัทนาไม่ได้กล่าวคำใดเพิ่มเติม เธอปล่อยมือจากข้อมือของเขา แล้วก้าวถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว ปล่อยให้คณินยืนเผชิญหน้ากับภาพในกระจกเพียงลำพัง
ก่อนที่เงาร่างของหญิงสาวที่ยืนหันหลังอยู่ในกระจกนั้น จะค่อยๆ หมุนตัวกลับมาอย่างช้าๆ... และส่งยิ้มให้เขา
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับ "บทกวีใต้ร่มเงา" ในห้วงอารมณ์นี้ด้วยกันนะครับ
สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล•ตอนที่ 4
เงาแห่งอดีตในกระจกเงา
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!