สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล•ตอนที่ 3

เสียงกระซิบจากสายลมฤดูใบไม้ร่วง

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
"คุณกำลังอ่านผิดหน้าครับ" เสียงนั้นแผ่วเบาราวกับเสียงใบไม้แห้งกรอบที่ร่วงหล่นลงบนผิวน้ำ แต่มันกลับคมกริบพอที่จะทำให้คณินชะงักมือที่กำลังพลิกหน้ากระดาษหนังสือเก่าคร่ำคร่า เขาเงยหน้าขึ้นจากสันปกหนังที่เริ่มเปื่อยยุ่ย สายตาปะทะเข้ากับหญิงสาวที่ยืนซ่อนตัวอยู่หลังชั้นหนังสือไม้สักสูงชะลูด เธอไม่ได้มองมาที่เขาโดยตรง แต่สายตาของเธอกลับจ้องมองไปที่รอยคราบหมึกสีจางบนหน้ากระดาษที่เขาเปิดค้างไว้ คณินขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเป็นนักสะสมและนักอ่านผู้เจนจัดในตัวอักษร "ผมไม่คิดว่ากวีจะเขียนผิดหน้า หรือถ้าจะผิด ก็คงเป็นผู้อ่านที่หลงทิศทางเสียเองมากกว่าครับ" "ความจริงมักจะหลบซ่อนอยู่ในจุดที่คนเรามองข้ามเสมอ" หญิงสาวก้าวพ้นจากเงามืด แสงสีส้มหม่นยามเย็นของฤดูใบไม้ร่วงทาบทับลงบนใบหน้าของเธอ มัทนาไม่ได้สวยสะดุดตาแบบภาพวาดสีน้ำมันที่ฉูดฉาด แต่เธอมีความงามแบบภาพพิมพ์หมึกจีนที่ดูเย็นเยียบและลึกลับ "คุณเปิดหน้าที่พูดถึงการจากลา แต่คนเขียนตั้งใจจะบอกถึงการรอคอยต่างหากล่ะครับ คุณคณิน" คณินนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ชื่อของเขาไม่ได้ถูกใครเรียกมานานนับปีนับตั้งแต่เหตุการณ์ในครั้งนั้น เขาวางหนังสือลงบนโต๊ะไม้ตัวเก่า เสียงไม้กระทบกันดังก้องไปทั่วร้านหนังสือเงียบสงัดที่ตั้งอยู่ริมคลองสายที่แทบจะถูกลืมเลือนไปจากแผนที่เมือง "คุณรู้จักผม?" "ในโลกของกวี ไม่มีใครไม่รู้จักชายที่พยายามเขียนกลอนลบเงาของคนรักเก่าหรอกครับ" เธอเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมจางๆ ของกระดาษเก่าและกลิ่นอายของฝนที่กำลังจะมาถึงอบอวลอยู่รอบตัวเธอ มัทนาหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งขึ้นมา แล้วกางมันออกตรงหน้าเขา หน้ากระดาษนั้นว่างเปล่า ทว่าบนพื้นผิวที่ว่างเปล่านั้นกลับมีรอยกดทับของอักษรที่จารึกไว้ด้วยน้ำตา คณินก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว หัวใจเขาสั่นไหวราวกับถูกกระชากกลับไปสู่ห้วงเวลาที่เขาพยายามฝังกลบ มันไม่ใช่แค่ลายมือที่เขาคุ้นเคย แต่มันคือจังหวะการเว้นวรรคที่เขาเคยเป็นคนสอนให้เธอใช้ในบทกวีเมื่อครั้งอดีต "นี่มัน... เป็นไปไม่ได้" เขาสั่นเสียง "เธอหายไปแล้ว เธอไม่ทิ้งอะไรไว้เลยนอกจากความเงียบ" "ความเงียบคือรูปแบบหนึ่งของภาษาที่ทรงพลังที่สุดครับ" มัทนาเอียงคอมองเขา แววตาของเธอสะท้อนความเจ็บปวดที่คล้ายคลึงกับเขาอย่างประหลาด "และถ้าคุณอยากรู้ว่าเหตุใดความเงียบนั้นถึงยังคงตะโกนก้องอยู่ในใจคุณ คุณก็ต้องอ่านบรรทัดถัดไป... บรรทัดที่ถูกลบออกไปจากบันทึกของกาลเวลา" เธอวางปากกาคอแร้งด้ามเก่าลงบนโต๊ะ ปลายปากกายังคงเปื้อนหมึกสดใหม่ราวกับเพิ่งจรดเขียนเมื่อครู่ คณินเอื้อมมือไปหมายจะคว้าข้อมือของเธอ แต่เขากลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่าราวกับเธอเป็นเพียงไอหมอกที่จางหายไปเมื่อถูกสัมผัส ร้านหนังสือทั้งร้านพลันเงียบสนิท เสียงคลื่นน้ำกระทบศาลาริมน้ำด้านนอกดูอื้ออึงขึ้นทันตาเห็น คณินก้มมองหน้ากระดาษในสมุดบันทึกที่เธอยื่นให้ เมื่อกี้มันว่างเปล่า ทว่าตอนนี้กลับปรากฏตัวอักษรขึ้นทีละบรรทัดด้วยหมึกที่ค่อยๆ ซึมซับลงไปราวกับมีวิญญาณมาเขียนขึ้นใหม่ *‘แด่ผู้ที่ติดอยู่ในวังวนแห่งถ้อยคำ จงรู้ไว้ว่ากรงขังที่ท่านสร้างขึ้น มิใช่เพื่อลืมเลือน... แต่เพื่อเก็บรักษาความลับที่ท่านเองก็หวาดกลัวจะเผชิญหน้า’* ขณะที่เขากำลังอ่านประโยคสุดท้ายด้วยหัวใจที่เต้นรัว เสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ดังขึ้นช้าๆ ไม่ใช่เพราะลมพัด แต่เพราะบานประตูเปิดออกโดยใครบางคน คณินเงยหน้าขึ้นหมายจะพบกับมัทนาอีกครั้ง แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าประตูไม้เก่าๆ นั้น กลับไม่ใช่หญิงสาวผู้ปริศนา หากแต่เป็นชายแก่ในชุดสูทสีเทาหม่นที่เขารู้จักดีในฐานะผู้ดูแลสุสานในวันที่คนรักของเขาจากไป ชายผู้นั้นถือดอกลิลลี่สีขาวที่เหี่ยวเฉาจนเป็นสีน้ำตาลกำใหญ่ไว้ในมือ พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของคณินเย็นเฉียบ "เธอกลับมาแล้วครับคณิน... แต่เธอกลับมาในร่างที่ไร้วิญญาณตั้งแต่เมื่อสิบปีที่แล้ว และคนที่ส่งจดหมายฉบับนี้ถึงคุณ... ก็คือคนเดียวกับที่ฝังเธอลงไปในดินด้วยมือของตัวเอง" ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับ "บทกวีใต้ร่มเงา" ในห้วงอารมณ์นี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%