“คุณกำลังพยายามจะบอกอะไรผมกันแน่ มัทนา? การหยิบเอาถ้อยคำที่ตายไปแล้วมาปัดฝุ่นใหม่แบบนี้ มันไม่มีความหมายอะไรเลยนอกจากความเพ้อฝัน”
คณินกระแทกแก้วน้ำชาลงบนโต๊ะไม้โอ๊กเก่าแก่จนเกิดเสียงดังกังวานในห้องสมุดที่เงียบสงัด เขายืนเผชิญหน้ากับหญิงสาวที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงข้าม สายตาของเขาจ้องเขม็งไปยังกระดาษแผ่นบางที่วางอยู่ระหว่างกลาง—กระดาษที่เต็มไปด้วยรอยหมึกสีน้ำเงินเข้มที่ดูเหมือนจะกักขังวิญญาณของผู้เขียนเอาไว้ภายใน
มัทนาไม่ได้สะทกสะท้าน มุมปากของเธอหยักยิ้มเพียงเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยคู่นั้นดูราวกับมีเงาของกาลเวลาซ่อนอยู่ “ความหมายไม่ได้อยู่ที่ตัวอักษรหรอกค่ะคณิน แต่อยู่ที่ว่า ‘ใคร’ เป็นคนอ่านมันต่างหาก” เธอเว้นจังหวะ ก่อนจะเลื่อนกระดาษแผ่นนั้นมาหาเขาด้วยนิ้วมือที่เรียวยาว “บทกวีบทแรกนำทางคุณมาถึงที่นี่ แต่บทที่สอง... มันจะตัดสินว่าคุณจะกล้าก้าวออกจากเงาของตัวเองหรือไม่”
คณินก้มลงมองตัวอักษรที่มัทนาบรรจงเขียนลงไป ลายมือของเธอตวัดอ่อนช้อยจนน่าใจหาย ราวกับหยดเลือดที่ถูกบรรจงแต้มลงบนผืนผ้าใบแห่งความว่างเปล่า
*‘เมื่อกาลเวลาไหลย้อน สู่หลืบซ่อนแห่งรอยจำ*
*หยาดน้ำค้างบนกลีบช้ำ ที่ร่วงหล่นลงโคลนตม*
*มิใช่เพียงธุลี ที่ขังขังความขื่นขม*
*แต่คือคำที่ถูกงดงาม... ให้รอวันพิพากษาจากหัวใจ’*
มือของคณินสั่นเทาโดยไม่อาจควบคุม เขาจำจังหวะการเว้นวรรคแบบนี้ได้ มันไม่ใช่กวีทั่วไปที่ใครจะเขียนขึ้นมาได้ หากมันเป็นจังหวะเดียวกับที่เขามักจะใช้ในการเขียนถึง ‘เธอ’ คนนั้น... คนที่หายสาบสูญไปพร้อมกับกลิ่นฝนจางๆ ในคืนที่ฟ้าผ่าลงกลางความรู้สึกของเขา
“คุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไง?” เขาเงยหน้าขึ้นถาม น้ำเสียงแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด
มัทนาลุกขึ้นยืนช้าๆ เธอเดินอ้อมไปด้านหลังของเขา กลิ่นหอมจางๆ ของกระดาษเก่าและกลิ่นดอกมะลิร่วงลอยมาแตะจมูกคณิน ก่อนที่มือของเธอจะวางลงบนบ่าของเขาอย่างแผ่วเบา แต่หนักแน่นด้วยอำนาจบางอย่าง “ฉันรู้ในสิ่งที่คนเป็นมักจะลืม และฉันเห็นในสิ่งที่กวีผู้มีความสมบูรณ์แบบอย่างคุณ พยายามจะซ่อนไว้ใต้พรมแห่งความเสียใจไงคะ”
คณินเม้มริมฝีปากแน่น เขาอยากจะผลักมือคู่นั้นออก แต่ราวกับมีแม่เหล็กดึงดูดใจไว้ เขาไม่สามารถขยับตัวได้ราวกับถูกสาป “คุณต้องการให้ผมตีความมันว่ายังไง? ถ้อยคำที่ถูกกักขัง... สิ่งที่ถูกงดงาม... คุณกำลังจะบอกว่าการสูญเสียของผม มันคือความตั้งใจหรือ?”
“ทุกอย่างมีที่มาที่ไปเสมอคณิน” มัทนาโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหู น้ำเสียงของเธอเย็นเยียบแต่ทว่าชวนให้หลงใหล “ลองมองดูดีๆ สิคะ ในคำกลอนที่คุณเฝ้าถวิลหา ไม่ได้มีแค่ร่องรอยของคนรักเก่า แต่มันมีพิกัดที่เธอกำลังส่งสัญญาณบอกคุณว่า... เธอไม่ได้จากไปไหน เพียงแต่ถูกกักขังอยู่ในความทรงจำที่บิดเบี้ยวของคุณเอง”
คณินเบิกตากว้าง เขาหยิบปากกาหมึกซึมคู่ใจขึ้นมา พยายามแกะรหัสผ่านอักษรเหล่านั้น มือของเขาขีดเขียนลงบนกระดาษทดซ้ำแล้วซ้ำเล่า หัวใจเต้นรัวราวกับกลองศึก ทุกตัวอักษรเริ่มขยับเขยื้อน ราวกับมีชีวิตจริงในความมืดมิดของห้องสมุด
ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะถอดรหัสบรรทัดสุดท้ายออกได้ เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเชื่องช้าก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องสมุด เสียงบานพับประตูไม้หนักๆ ค่อยๆ แง้มออกช้าๆ พร้อมกับเงาร่างของชายชราในชุดสูทสีเทาเข้มที่คณินจำได้แม่นว่าเขาเสียชีวิตไปเมื่อสิบปีก่อน
ชายคนนั้นก้าวเข้ามาหยุดอยู่กลางห้อง แสงไฟสลัวส่องกระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอย เขายื่นมือออกมาถือจดหมายฉบับหนึ่งที่ปิดผนึกด้วยตราครั่งสีแดงสด ก่อนจะเอ่ยชื่อที่ทำเอาคณินตัวเย็นเฉียบไปถึงกระดูกสันหลัง
“คณิน... กาลเวลาของคุณ กำลังจะหมดลงแล้ว”
มัทนาถอยห่างออกไปยืนเงามืด เธอผุดยิ้มที่ทำให้คณินรู้สึกถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับ "บทกวีใต้ร่มเงา" ในห้วงอารมณ์นี้ด้วยกันนะครับ
สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล•ตอนที่ 5
ถ้อยคำที่ถูกกักขัง
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!