"หยุดฝีเท้าของคุณเสียเดี๋ยวนี้ คณิน... หากก้าวข้ามสะพานนี้ไปโดยไร้ซึ่งความสำรวม คุณอาจไม่ได้กลับมาเป็นคนเดิม"
มัทนากระซิบ น้ำเสียงของเธอยังคงความเย็นเยียบราวกับน้ำค้างแข็งบนกลีบกุหลาบ เธอไม่ได้หันมามองผม ดวงตาของเธอจับจ้องไปยังเบื้องหน้า—สะพานไม้ไผ่เก่าคร่ำที่ทอดตัวยาวข้ามหุบเหวแห่งความเงียบงัน มันไม่ใช่สะพานที่สร้างด้วยวัสดุธรรมชาติธรรมดา แต่ทุกข้อต่อของไม้ไผ่ดูราวกับถูกถักทอด้วยกระดูกและเส้นเอ็นของถ้อยคำที่ไม่มีใครกล้าเอ่ย
ผมกระชับสมุดปกหนังในมือแน่นจนนิ้วซีดขาว กลิ่นอายของความอ้างว้างโชยมาปะทะจมูก กลิ่นของกระดาษเก่าและกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ที่ไม่มีชื่อในป่าแห่งนี้ ผมขยับกายไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เสียงไม้ไผ่ลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับเสียงกระดูกลั่นในความเงียบ
"ถ้าความเงียบคืออาวุธที่พวกเขาใช้สังหารความจริง มัทนา... งั้นผมก็พร้อมจะโดนมันเชือดเฉือน" ผมตอบกลับไป เสียงของผมฟังดูแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับสายลม
มัทนาแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงที่ไร้ความยินดีโดยสิ้นเชิง เธอหมุนตัวกลับมา สายตาที่เธอมองผมนั้นลึกล้ำราวกับห้วงเหวที่รออยู่เบื้องหลัง เธอขยับเข้าใกล้จนผมได้กลิ่นจางๆ ของหมึกพิมพ์โบราณจากตัวเธอ
"คนอย่างคุณมักคิดว่ากวีคือผู้ร่ายเวทมนตร์ แต่ที่นี่... กวีคือผู้แบกรับความตายที่ไม่มีใครต้องการ" เธอเอื้อมมือมาแตะที่หน้าอกของผม นิ้วเรียวยาวของเธอเย็นจัดจนผมสะดุ้ง "ที่นี่คือแดนสนธยาแห่งวาจา ทุกคำพูดที่คุณเอ่ยออกไปจะมีน้ำหนักเท่ากับก้อนหินที่ถ่วงชีวิตคุณไว้ หากคุณเอ่ยผิดเพียงพยางค์เดียว สะพานนี้จะกลายเป็นกรงขังคุณตลอดกาล คุณแน่ใจแล้วหรือว่าความจริงที่ตามหา มันคุ้มค่ากับเสียงของคุณที่จะต้องเสียไป?"
ผมไม่ตอบ แต่เลือกที่จะก้าวเท้าลงบนสะพานไม้ไผ่นั้น พื้นที่ใต้เท้าสั่นคลอนอย่างน่าหวาดเสียว เบื้องล่างห่างออกไปนับร้อยฟุต คือความมืดมิดที่ไหลวนเหมือนกระแสน้ำวนของหมึกสีดำ
เราเดินเคียงคู่กันไปบนสะพานที่ดูเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด ความเงียบในเขตแดนนี้ไม่ใช่ความเงียบที่ว่างเปล่า แต่มันหนาแน่นราวกับมีมวลสาร มันกดทับลงบนบ่าจนผมรู้สึกหายใจลำบาก ทันใดนั้น เงาร่างของชาวบ้านกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากหมอกหนา พวกเขายืนเรียงรายอยู่สองข้างสะพาน ทุกคนไร้ซึ่งดวงตา มีเพียงริมฝีปากที่ถูกเย็บปิดสนิทด้วยเส้นด้ายสีแดงชาด
พวกเขายืนอยู่อย่างนั้น นิ่งงันราวกับรูปสลัก ทว่าเมื่อเราเดินผ่าน ความกดดันมหาศาลก็ถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นทะเล
"อย่าหันไปมอง" มัทนาสั่ง เสียงของเธอสั่นเครือเพียงเล็กน้อย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งเดียวที่บ่งบอกว่าเธอก็หวาดกลัวเช่นกัน "ถ้าคุณสบตากับคนไร้ปาก คุณจะต้องสูญเสียความทรงจำที่ล้ำค่าที่สุดไปเป็นการแลกเปลี่ยน"
ผมพยายามก้มหน้ามองเพียงแผ่นไม้ที่เท้า ทว่าในใจกลับมีเสียงดังก้อง... เสียงของคนรักที่จากไป เสียงที่ผมพยายามจดบันทึกไว้ในสมุดเล่มนี้ มันกำลังเรียกร้องให้ผมเอ่ยชื่อเธอออกมา เสียงเรียกนั้นดังเสียจนหูผมอื้ออึง
"มัทนา" ผมหลุดปากเรียก
มัทนาหยุดกะทันหัน เธอหันมามองผมด้วยแววตาตื่นตระหนก "คุณทำอะไรลงไป! อย่าได้ริอ่านส่งเสียงในที่ที่คนตายกำลังฟังอยู่!"
ทันใดนั้น ชาวบ้านที่ยืนเรียงรายรอบสะพานก็เริ่มขยับตัวอย่างพร้อมเพรียงกัน แม้ปากของพวกเขาจะถูกเย็บปิดสนิท แต่ผมกลับได้ยินเสียงคำรามที่ดังมาจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณพวกเขา มันเป็นเสียงโหยหวนที่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองต่อทุกตัวอักษรที่เคยถูกขีดเขียนขึ้นบนโลกมนุษย์
พื้นไม้ไผ่ที่ใต้เท้าของผมเริ่มแตกร้าว ลำไม้ไผ่ที่เคยประสานกันมั่นคงกลับคลายตัวออกเหมือนงูที่กำลังเลื้อยหนี ผมเสียหลักเซถลาลงไปข้างหนึ่ง มือคว้าจับราวสะพานไว้ได้ทันแต่ร่างครึ่งหนึ่งห้อยต่องแต่งอยู่เหนือเหวเบื้องล่าง
"คณิน! อย่าปล่อยมือ!" มัทนาพุ่งเข้ามาคว้าข้อมือผมไว้ แรงดึงของเธอมหาศาลผิดกับรูปร่างบอบบาง
ในจังหวะที่ผมเงยหน้าขึ้นมองเธอ ผมเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังมัทนา... มันไม่ใช่หมอก ไม่ใช่เงา แต่เป็นหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงปลายสะพาน รูปร่างหน้าตาของเธอเหมือนกับคนที่ผมตามหามาตลอดชีวิต คนที่ควรจะหายสาบสูญไปในอดีต เธอไม่ได้มีริมฝีปากที่ถูกเย็บปิด แต่เธอกลับค่อยๆ ยกมือขึ้นมาวางบนริมฝีปากของตัวเองแล้วทำท่า 'ชู่ว์' เป็นเชิงให้ผมเงียบ
หัวใจของผมเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความจริงที่ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ หรือบางที... เธออาจไม่เคยมีชีวิตอยู่เลยตั้งแต่ต้น ความเป็นความตายเริ่มพร่าเลือนจนผมแยกไม่ออก
"เธอกลับมาแล้ว..." ผมพึมพำ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงสู่เหวเบื้องล่าง
มัทนามองตามสายตาของผมไป แต่เธอกลับขมวดคิ้วแน่น "ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น คณิน... ไม่มีใครเลย นอกจากเงามืดที่กำลังกลืนกินคุณ"
ในขณะที่มัทนาดึงผมขึ้นมา เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นดังมาจากปลายสะพานที่ผมมองเห็นคนรักยืนอยู่ แต่มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ มันคือเสียงของรองเท้าบูทเหล็กที่ย่ำลงบนไม้ไผ่จนเกิดรอยบุบ และเมื่อเงามืดนั้นก้าวออกมาจากม่านหมอก เผยให้เห็นชายชุดดำในหน้ากากรูปนกที่ผมเคยเห็นเพียงในฝันร้าย เขาก็หยุดลงตรงหน้าเรา พร้อมกับยื่นสมุดบันทึกที่หน้าตาเหมือนของผมเปี๊ยบ... เล่มที่เข็มนาฬิกาบนหน้าปกกำลังเดินถอยหลังอย่างบ้าคลั่ง
"ถึงเวลาชำระบทกวีที่ยังไม่จบสิ้นเสียที" เสียงของชายชุดดำทุ้มต่ำและเย็นเฉียบราวกับเสียงฝนตกบนหลุมศพ
เขายื่นมือมาข้างหน้า สิ่งที่อยู่ในมือเขาไม่ใช่ปากกา แต่เป็นกริชที่ทำจากขนนกสีดำสนิท ซึ่งเปื้อนไปด้วยคราบหมึกที่ดูเหมือนเลือดสดๆ ผมหันไปมองมัทนา แต่เธอกลับค่อยๆ ถอยห่างออกไป พร้อมกับเผยรอยยิ้มที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน รอยยิ้มของคนทรยศ
"ขอโทษด้วยนะคณิน" มัทนากระซิบ "สะพานนี้ไม่ได้สร้างไว้ให้ใครข้ามไป แต่มันสร้างไว้เพื่อ 'คัดกรอง' กวีที่ควรค่าแก่การถูกลบชื่อออกจากประวัติศาสตร์... และดูเหมือนว่าวันนี้ เจ้าของเรื่องราวจะมารับตัวคุณไปแล้ว"
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางผ่านหมอกแห่งความเงียบงันไปกับ "บทกวีใต้ร่มเงา" ในห้วงอารมณ์นี้ด้วยกันนะครับ
สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล•ตอนที่ 6
สะพานไม้ไผ่และความเงียบงัน
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!