“ถ้าคุณต้องแลกวิญญาณของกวีด้วยการเขียนสิ่งที่ไร้หัวใจ คุณยังจะเรียกตัวเองว่ากวีอยู่อีกหรือครับ คณิน?”
เสียงของมัทนาไม่ได้ดัง แต่ในความเงียบงันของห้องสมุดเก่าแก่ที่รายล้อมไปด้วยกลิ่นกระดาษสาและฝุ่นผงแห่งกาลเวลา น้ำเสียงนั้นกลับบาดลึกราวกับคมมีดที่กรีดลงบนผืนผ้าใบแห่งความทรงจำ
คณินยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะไม้โอ๊กตัวเขื่อง บนนั้นมีกระดาษสามแผ่นวางแยกจากกันอย่างชัดเจน แผ่นหนึ่งคืออนาคตที่เขาสร้างขึ้นจากความฝัน อีกแผ่นคืออดีตที่เขาเพียรพยายามจะรื้อฟื้น และแผ่นที่สาม... คือทางเลือกที่เขายังมิอาจแตะต้อง
“การมีหัวใจในโลกที่ไร้ความหมาย มันทรมานกว่าการเป็นกวีที่ไร้วิญญาณเสียอีก มัทนา” คณินตอบกลับโดยไม่หันไปมอง แววตาของเขาจดจ้องไปที่หมึกสีดำที่ยังไม่แห้งสนิทบนแผ่นกระดาษ “ผมพยายามจะสลักความรักไว้บนรอยกาล แต่ดูเหมือนกาลเวลาจะโหดร้ายเกินกว่าจะยอมรับรอยแผลเป็นของผม”
มัทนาเดินก้าวเข้ามาใกล้ แสงไฟสีส้มสลัวกระทบใบหน้าของเธอเห็นเป็นเงาครึ่งซีก เธอหยิบพู่กันขึ้นมาแล้วจุ่มลงในจานหมึกสีเข้ม ก่อนจะยื่นมันให้เขา “บทกลอนหนึ่งบทที่ต้องตัดสินชะตาชีวิต จงเขียนมันลงไป อย่าให้ใครมาขีดฆ่ามันได้อีก”
คณินรับพู่กันมา มือของเขาสั่นไหวเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมามั่นคงอย่างน่าประหลาด ในหัวของเขามีเพียงภาพของใครบางคนที่เลือนหายไปในหมอกหนาทึบเมื่อสามปีก่อน ความทรงจำเหล่านั้นปะทะกับความจริงในปัจจุบันราวกับกระแสน้ำเชี่ยวที่ขัดแย้งกัน
*จะเลือกทางรุ่งโรจน์ที่ปราศจากเธอ*
*หรือเลือกทางร่วงโรยที่โอบกอดเงาแห่งความหลัง*
*หรือจะยอมทำลายบทกวีทั้งหมด เพื่อยุติความทุกข์ระทมที่กักขังวิญญาณตนเองไว้*
คณินหลับตาลง ภาพลักษณ์ของมัทนาไม่ได้มีเพียงความงาม แต่มีความร้ายกาจที่ซ่อนอยู่ในแววตาคู่นั้น เธอกำลังทดสอบว่าเขาเป็นกวีที่รักในความตาย หรือรักในชีวิตที่ไร้ซึ่งบทกวี
“ถ้าผมเลือกทางที่สาม…” คณินลืมตาขึ้น สายตาของเขาเปลี่ยนไป มันคมกริบและเด็ดขาด “บทกวีบทนี้จะไม่ใช่แค่ถ้อยคำ แต่มันคือการเผาผลาญทุกอย่างที่ผมเคยเป็น”
เขาจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษ แผ่นที่สามที่ว่างเปล่าถูกรอยหมึกกัดกินอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายของความอาดูรตลบอบอวลไปทั่วห้อง ทุกตัวอักษรที่ตวัดผ่านกระดาษเปรียบเสมือนลมหายใจสุดท้ายที่เขาตัดสินใจสละทิ้ง การเลือกครั้งนี้ไม่ใช่การเลือกเส้นทางเดิน แต่เป็นการเลือกที่จะไม่เดินต่อไปในวงจรเดิมที่กัดกินใจมานานนับปี
มัทนาขยับเข้าใกล้จนคณินสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ เธอโน้มตัวลงกระซิบข้างหู น้ำเสียงนั้นเปลี่ยนไปราวกับคนละคน “คุณทำถูกต้องแล้วคณิน การปลดปล่อยตัวเองด้วยบทกวีที่รุนแรงที่สุด คือทางรอดเดียวที่กวีผู้สิ้นหวังจะได้รับ”
ขณะที่ตัวอักษรสุดท้ายตวัดลงบนกระดาษ พื้นดินใต้เท้าของคณินเริ่มสั่นสะเทือนราวกับเหตุการณ์บางอย่างกำลังจะถูกพังทลายลงจากรากฐาน มัทนาถอยห่างออกไปพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของเขากระตุกวูบ
“คุณคิดว่าการทำลายมันจะช่วยให้คุณลืมได้งั้นหรือ?” มัทนาถามพลางมองไปที่หน้าต่างที่บัดนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกหนาทึบจนมองไม่เห็นโลกภายนอก “คนในความทรงจำของคุณน่ะ... เขาไม่เคยจากไปไหนหรอก เขากำลังรออยู่ที่ปลายทางแยกที่คุณเพิ่งจะปฏิเสธไปต่างหาก”
คณินชะงัก พู่กันในมือร่วงหล่นลงพื้นไม้เกิดเสียงดังกังวาน เขารีบก้มลงไปมองกระดาษที่เขาเพิ่งเขียนจบ และสิ่งที่ปรากฏอยู่บนนั้นไม่ใช่บทกลอนที่เขาสลักขึ้นมาด้วยมือตนเอง แต่เป็นลายมือที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี... ลายมือของ 'เธอ' คนที่เขาพยายามจะตามหามาตลอดสามปี!
ประตูด้านหลังห้องสมุดถูกเปิดออกช้าๆ พร้อมกับร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่ก้าวเข้ามา ท่ามกลางหมอกหนาที่เริ่มไหลทะลักเข้ามาในห้อง เธอหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขาในระยะที่ห่างกันเพียงลมหายใจก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำลายความเชื่อทุกอย่างของเขาให้ย่อยยับ
“กวีผู้โง่เขลา... ท่านเขียนบทกลอนนี้ขึ้นมาเพื่อไล่ข้าให้จากไป หรือเพื่อเรียกข้าให้กลับมาหาความตายกันแน่?”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางผ่านบรรทัดแห่งชีวิตไปกับบทกวีใต้ร่มเงานะครับ
สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล•ตอนที่ 18
หมอกหนาทึบและทางแยกสามแพร่ง
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักคำกลอนไว้บนรอยกาล นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!