สูตรลับตำรับยาย: กลิ่นไอรักในบ้านสวน•ตอนที่ 12

เครื่องแกงของย่าเฒ่าข้างบ้าน

ผลงานโดย ครัวคุณยาย
“จำได้แม่นดีนี่... แต่เสียใจด้วยนะแม่หนู เพราะคราวนี้ ฉันไม่ได้มาเอาแค่ที่ดิน... แต่ฉันจะเอาทุกอย่างที่อยู่ในบ้านหลังนี้ รวมถึงสูตรลับที่ยายเธอหวงนักหวงหนาด้วย” คำประกาศกร้าวของ ‘น้าชื่น’ อดีตหุ้นส่วนทางธุรกิจของยาย ที่ยืนกอดอกแน่นอยู่บนชานเรือน ยังคงก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของริน ราวกับเสียงก้อนหินที่ถูกทิ้งลงไปในบึงน้ำนิ่ง รินยืนนิ่งอยู่หน้าตู้กับข้าวไม้สักเก่าแก่ ร่างกายชาดิกตั้งแต่ปลายนิ้วจรดโคนผม ความโกรธผสมปนเปกับความหวาดกลัววิ่งพล่านอยู่ในกระแสเลือด เธอมองหน้าผู้หญิงวัยกลางคนผู้มีแววตาดุดันและรอยยิ้มหยันที่มุมปาก ชื่นไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เป็นคนที่ยายเคยเอ่ยถึงด้วยความระแวงระวังอยู่เสมอ—ความบาดหมางที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ผืนดินแห่งนี้มานานนับทศวรรษ กำลังถูกขุดคุ้ยขึ้นมาทวงถามด้วยดอกเบี้ยที่แพงมหาศาล “บ้านหลังนี้... และทุกอย่างในนี้ เป็นของฉันตามพินัยกรรม” รินเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่นไหว แม้หัวใจจะเต้นโครมครามรากระรัวราวกับกลองเพล “และสูตรลับของยาย... ไม่มีทางตกไปอยู่ในมือของคนอย่างคุณแน่” น้าชื่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบแห้งและระคายหู “พินัยกรรมกระดาษเก่าๆ แผ่นเดียว จะไปสู้สัญญาเงินกู้ที่ยายเธอลงชื่อไว้ก่อนตายได้ยังไงล่ะแม่หนู อีกสามวัน... ถ้าเธอไม่มีเงินก้อนนั้นมาใช้หนี้ ฉันจะมาขนย้ายทุกอย่างออกไปเอง เตรียมตัวเก็บกระเป๋าไสหัวกลับกรุงเทพฯ ไปได้เลย!” ร่างท้วมของน้าชื่นหมุนตัวกลับกระแทกเท้าเดินลงบันไดบ้านไปอย่างฮึกเหิม ทิ้งให้รินยืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางความเงียบงันที่น่ากลัว กลิ่นอายความอับชื้นของเรือนไม้เก่าเหมือนจะกดทับร่างเธอให้จมดิ่งลงไป ความกดดันถาโถมเข้ามาจนหายใจแทบไม่ออก รินทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นไม้ขัดมัน มือเรียวบางกำเศษชายเสื้อแน่นจนยับยู่ยี่ น้ำตาหยดใสไหลร่วงลงมากระทบพื้นไม้ทีละหยด สติที่เคยแข็งแกร่งของเชฟสาวผู้ผ่านสมรภูมิห้องครัวระดับมิชลินมาแล้วพังทลายลงในพริบตา นี่หรือคือบททดสอบที่ยายทิ้งไว้ให้? การปกป้องบ้านสวนหลังนี้มันยากเย็นเกินกว่าที่เธอคาดคิดไว้เสียอีก “ปล่อยให้แกเจ็บใจเล่นไปเถอะแม่หนู ชื่นมันก็เป็นคนแบบนี้แหละ ปากกล้าใจนักเลงเหมือนพ่อมันไม่มีผิด” เสียงทุ้มแหบพร่าแต่ทรงพลังดังขึ้นจากทางประตูด้านหลัง รินสะดุ้งสุดตัว รีบยกหลังมือปาดน้ำตาออกจากแก้มอย่างลวกๆ แล้วหันไปมอง ‘ยาย 007’ หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า ‘ยายพิณ’ หญิงชราวัยแปดสิบเศษ เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของยายผู้ล่วงลับ ยายพิณก้าวเข้ามาในบ้านด้วยไม้เท้าหัวมังกรคู่ใจ หลังค่อมเล็กน้อยแต่แววตานั้นยังคงคมกริบราวกับพญาอินทรี ยายพิณมองตามหลังน้าชื่นที่เดินลับตาไป ก่อนจะหันมามองรินด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก “ยายพิณ...” รินครางเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่ว พยุงตัวลุกขึ้นยืนด้วยความทุลักทุเล “ไม่ต้องมาทำหน้าเหมือนหมาตกน้ำหรอก หลานยายพิณคนเก่งหายไปไหนหมดแล้วล่ะ” ยายพิณพูดพลางเดินมาตบไหล่รินเบาๆ สัมผัสหยาบกร้านแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นทำให้ความตื่นตระหนกของรินค่อยๆ สงบลง “ลุงป้องเล่าให้ฟังหมดแล้วเรื่องที่นั่นมาป่วน แกกำลังจนตรอกใช่ไหมล่ะ ถึงได้วิ่งแจ้นมาหาฉันถึงบ้านสวนริมคลองนี่” “ริน... รินไม่รู้จะทำยังไงแล้วค่ะยายพิณ น้าชื่นบอกว่ามีสัญญาเงินกู้ของยาย... รินไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย แล้วพริกแกงสูตรดั้งเดิมของยาย รินก็ยังทำไม่ได้รสชาติที่แท้จริงสักที รินพยายามมาเป็นเดือนแล้วนะคะ แต่มัน... มันเหมือนขาดอะไรไปตลอด” รินระบายความอัดอั้นตันใจออกมา น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้เอ่อล้นคลอเบ้าอีกครั้ง ยายพิณถอนหายใจยาวนาน พยักหน้าช้าๆ “แกคิดว่าพริกแกงของยายเฒ่ารingมันวิเศษวิโสมาจากไหนล่ะแม่หนู คิดว่ามันอยู่ที่สูตรลับจดใส่กระดาษเหลืองๆ งั้นรึ? เปล่าเลย... หัวใจของการทำเครื่องแกงไทย ไม่ได้อยู่ที่การชั่งตวงวัดด้วยตาชั่งดิจิทัลแบบที่แกทำในเมืองหรอกนะ” ยายพิณกวักมือเรียกให้รินเดินตามไปที่ห้องครัวหลังบ้าน ซึ่งมีกลิ่นอายของอดีตลอยอบอวลอยู่ เครื่องครัวทองเหลืองหมองคล้ำ ครกหินแกร่งขนาดใหญ่ และกองสมุนไพรพื้นบ้านที่วางเรียงรายส่งกลิ่นฉุนเฉพาะตัว ลุงป้องยืนรออยู่ก่อนแล้วด้วยรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าที่มีริ้วรอยตามวัย “นั่งลงตรงนี้” ยายพิณชี้ไปที่เก้าอี้ไม้ตัวเตี้ยหน้าครกหิน “วันนี้ ฉันจะสอนแกทำ ‘เครื่องแกงพริกขี้หนูสวนสูตรโบราณ’ ของจริง... สูตรที่ยายของแกหวงนักหวงหนา และไม่เคยเขียนมันลงในสมุดบันทึกเล่มไหนเลย” รินเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ หัวใจที่เคยห่อเหี่ยวกลับพองโตขึ้นมาอีกครั้ง “จริงเหรอคะยายพิณ? ยายเคยบอกเหรอคะว่าทำไม...” “ยายของแกน่ะหัวดื้อ” ยายพิณขัดขึ้นทันควัน แววตาฉายแววระลึกถึงอดีต “มันเชื่อว่ารสชาติที่แท้จริงต้องส่งต่อผ่าน ‘ความรู้สึก’ ไม่ใช่ตัวหนังสือ ชื่นมันอยากได้แค่สูตรกระดาษ เพราะมันโง่... มันไม่รู้หรอกว่า ต่อให้มีสูตรเป๊ะแค่ไหน แต่ถ้าไร้ซึ่ง ‘จิตวิญญาณ’ ของคนตำ แกงหม้อนั้นก็เป็นได้แค่น้ำล้างครกดีๆ นี่เอง” ยายพิณเริ่มลงมือหยิบวัตถุดิบขึ้นมาทีละอย่างด้วยความคล่องแคล่ว แม้สังขารจะร่วงโรยแต่มือคู่นั้นยังคงมั่นคง ข่าแก่ๆ ที่ทุบจนแตก กลิ่นหอมฉุนขึ้นจมูก ตะไคร้ซอยละเอียด ผิวมะกรูดหอมๆ หอมแดงหัวเล็ก และกระเทียมไทยกลีบจิ๋ว ทุกอย่างถูกโยนลงไปในครกหินทีละน้อยตามลำดับความแข็งของเนื้อสมุนไพร “จำไว้นะริน...” ยายพิณส่งสากไม้เนื้อแข็งให้กับริน “การตำเครื่องแกง ไม่ใช่การออกแรงทุบให้มันแหลกละเอียดเหมือนบดเนื้อสัตว์ในเครื่องปั่นไฟฟ้า แต่เป็นการ ‘นวด’ และ ‘ผสมผสาน’ ให้รสมันกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน สังเกตกลิ่นสิ... กลิ่นมันกำลังบอกอะไรแก?” รินรับสากมาถือไว้ด้วยมือที่ยังคงสั่นเล็กน้อย เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ กลิ่นหอมเผ็ดร้อนของข่า ตะไคร้ และผิวมะกรูดตีขึ้นจมูก ผสมผสานกับกลิ่นดินกลิ่นหญ้าจากสวนหลังบ้าน มันไม่ใช่แค่กลิ่นฉุนของเครื่องเทศ แต่มันคือกลิ่นของความทรงจำ กลิ่นของหยาดเหงื่อและความรักที่ยายใช้เวลาค่อนชีวิตรังสรรค์มันขึ้นมา “กลิ่น... มันหอมละมุนกว่าตอนที่รินทำเองค่ะ” รินกระซิบตอบ เสียงสั่นเครือ “เพราะแกมัวแต่กังวลเรื่องอัตราส่วนไงล่ะ” ยายพิณเอื้อมมือมาทาบบนหลังมือของริน พาจังหวะให้สากในมือโขกลงไปในครกหินเบาๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ *พลั่ก... ตุบ... พลั่ก...* เสียงนั้นดังสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบ “หลับตาลงสิ... แล้วนึกถึงตอนที่แกกินแกงเผ็ดฝีมือยายตอนเด็กๆ ตอนที่แกวิ่งเล่นเหนื่อยๆ แล้วยายตักราดข้าวให้ร้อนๆ รสชาติไหนล่ะที่แกโหยหานักหนา รสชาตินั้นแหละที่ต้องถ่ายทอดออกมาผ่านสากในมือแกตอนนี้” รินทำตามอย่างไร้ข้อกงขา เธอหลับตาลง ปล่อยให้ความทรงจำในวัยเด็กไหลย้อนกลับมา ภาพรอยยิ้มของยาย ภาพควันโขมงจากเตาถ่าน ภาพความอบอุ่นในบ้านสวนหลังนี้ ความโกรธและความกลัวต่อน้าชื่นค่อยๆ มลายหายไป เหลือเพียงสมาธิที่แน่วแน่และหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับการโขกเครื่องแกง *พลั่ก... พลั่ก... ตุบ...* กลิ่นหอมของพริกขี้หนูสวนสีเขียวจัดจ้านเริ่มฟุ้งกระจายเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ มันหอมจนแสบจมูกแต่กลับหอมหวานชื่นใจอย่างประหลาด เนื้อเครื่องแกงในครกค่อยๆ เนียนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน สีเขียวมรกตสดใสเปล่งประกายสะท้อนกับแสงไฟยามบ่ายที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ลุงป้องที่ยืนมองอยู่เงียบๆ ถึงกับพยักหน้าช้าๆ ด้วยความทึ่ง รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้ายับย่นของลุง “ใช้ได้แล้ว...” ยายพิณพึมพำเบาๆ “นี่แหละ... เครื่องแกงของยายเฒ่าข้างบ้านที่แกตามหา” รินลืมตาขึ้นมองผลงานตรงหน้า หัวใจพองโตอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน นี่ไม่ใช่แค่เครื่องแกง แต่เป็นกุญแจสำคัญที่จะไขไปสู่ความลับทั้งหมดของบ้านหลังนี้ และอาจเป็นหนี้สินก้อนโตที่น้าชื่นกำลังใช้ขู่เธออยู่ ทันใดนั้นเอง... เสียงรถกระบะคันคุ้นเคยก็แล่นเข้ามาจอดเทียบท่าหน้าบ้านสวนของยายพิณ เสียงปิดประตูรถดังปังสนั่น ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ที่เดินตรงเข้ามาที่ระเบียงบ้านอย่างไม่เกรงใจใคร รินสะดุ้งสุดตัว หันไปมองทางประตูบ้านด้วยความตกใจ ยายพิณขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าเหี่ยวย่นฉายแววไม่พอใจอย่างชัดเจน เงาร่างของคนกลุ่มหนึ่งทาบทับลงบนประตูกระจกใส นำหน้ามาด้วยน้าชื่นที่มีสีหน้าสะใจและเยาะเย้ยถนัดตา ข้างกายเธอกลับมีชายฉกรรจ์แต่งกายภูมิฐานในชุดสูทสีดำถือแฟ้มเอกสารหนาเตอะ ท่าทางไม่ใช่คนท้องถิ่น และที่ทำให้รินแทบหยุดหายใจ คือร่างของชายอีกคนหนึ่งที่ก้าวตามหลังมาติดๆ—ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าคมคายคุ้นตา แววตาเย็นชาไร้ความรู้สึก ทว่ากลับเป็นคนเดียวกับคนที่เธอเคยรักและเกลียดที่สุดในอดีต... อดีตคู่หมั้นหนุ่มจากเมืองกรุงที่หักหลังเธอก่อนที่เธอจะหนีมาซ่อนตัวที่นี่ “สวัสดีจ่ะน้องริน... พี่บอกแล้วใช่ไหม ว่าอีกสามวันมันนานเกินไป พี่เลยพาคนมาช่วย ‘เคลียร์’ ทุกอย่างให้มันจบเร็วขึ้นวันนี้เลยดีกว่า” เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยเอ่ยทักทาย รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา ขณะก้าวเข้ามาในครัวพร้อมกับชูเอกสารฉบับหนึ่งขึ้นสูง “และบ้านหลังนี้... ตอนนี้เป็นของพวกเราอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว” *ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ - ครัวคุณยาย*
สารจากนักเขียน (ครัวคุณยาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรลับตำรับยาย: กลิ่นไอรักในบ้านสวน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%