“ถ้าคุณคิดว่ามูลค่าของที่นี่วัดกันที่ตัวเลขในตาราง Excel ล่ะก็ ฉันเกรงว่าอาหารมื้อนี้คงเสียเปล่าตั้งแต่คำแรกแล้วค่ะ”
รินวางทัพพีไม้ลงบนขอบหม้อดินเผา เสียงกระทบกันเบาๆ แต่ดังก้องในความรู้สึกของกลุ่มนักลงทุนที่นั่งเรียงรายอยู่บนโต๊ะไม้สักเก่าแก่ กลิ่นแกงรัญจวนหอมฟุ้งอบอวลไปทั่วศาลาริมน้ำ มันไม่ใช่กลิ่นหอมแบบน้ำหอมปรุงแต่ง แต่เป็นกลิ่นของกะปิอย่างดีที่ผ่านการเผาไฟจนหอมกรุ่น ตัดกับกลิ่นตะไคร้สดและใบโหระพาที่เพิ่งเก็บมาจากสวนหลังบ้านเมื่อครู่นี้เอง
ชายวัยกลางคนที่ดูเป็นหัวหน้ากลุ่มขยับแว่นสายตา สายตาของเขากวาดมองไปรอบห้องครัวเปิดโล่งที่รินเพิ่งจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง “คุณรินครับ... คือ เราแค่ต้องการเห็นความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่มานั่งฟังบทเรียนปรัชญาการทำอาหาร”
“ความเป็นไปได้... มันเริ่มจากความเข้าใจในสิ่งที่กำลังทำนะคะ” รินตอบพลางตักแกงรัญจวนสีเข้มข้นลงในชามเซรามิกเขียนลายครามด้วยมือของเธอเอง “หากมองแค่ผลกำไร คุณจะเห็นแค่สวนสมุนไพรเก่าๆ กับบ้านไม้ผุพัง แต่ถ้าคุณลองหลับตา... คุณจะได้ยินเสียงของคนรุ่นก่อนที่ฝากวิญญาณไว้กับดินและวัตถุดิบเหล่านี้”
ลุงป้องที่ยืนหลบมุมอยู่หลังเสาไม้ ขยับยิ้มบางๆ ให้กับหลานสาวคนเก่ง เขาไม่ได้พูดอะไร แต่มือที่สั่นน้อยๆ ของเขาก็แสดงให้เห็นว่าเขากำลังลุ้นระทึกไม่ต่างจากริน
รินค่อยๆ เลื่อนชามแกงวางลงตรงหน้าแขกผู้มาเยือน กลิ่นหอมร้อนแรงของเครื่องเทศไทยแท้เตะจมูกจนคนที่เคยทำหน้าเบื่อหน่ายเริ่มชะงัก รินไม่ได้เสิร์ฟแค่แกง แต่เธอวาง 'ความทรงจำ' ลงไปพร้อมกับมัน เธอจำคำสอนของยายได้ขึ้นใจ ‘ทำอาหารด้วยใจที่นิ่ง แม้โลกจะหมุนเร็วจนน่าใจหาย แต่จานอาหารต้องเป็นที่พักใจให้คนกิน’
“ลองชิมดูนะคะ... นี่คือสูตรที่คุณยายเคยทำตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านมักจะบอกว่า แกงรัญจวนที่ดี ต้องไม่หอมแค่อาหาร แต่ต้องหอมไปถึงความรู้สึกของคนในครอบครัว”
แขกคนนั้นช้อนน้ำแกงขึ้นจิมเพียงน้อยนิด ทันทีที่น้ำแกงสัมผัสลิ้น ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปจากความเฉยเมยเป็นความแปลกใจ ก่อนจะค่อยๆ อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด ความหอมของเครื่องเทศที่ลอยขึ้นมาผ่านจมูกมันชวนให้นึกถึงบ้าน นึกถึงวัยเด็กที่เคยวิ่งเล่นในสวนหลังบ้านของใครสักคน
“รสชาตินี้...” ชายผู้นั้นพึมพำ “ผมไม่เคยคิดว่าสมุนไพรธรรมดาๆ จะสร้างความรู้สึกแบบนี้ได้”
“มันไม่ใช่อาหารวิเศษหรอกค่ะ มันเป็นเพียงแค่การใส่ใจในรายละเอียดที่คนสมัยนี้อาจจะหลงลืมไป” รินยิ้มบางๆ มือของเธอยังคงมั่นคง เธอไม่ได้ต้องการเอาชนะด้วยเหตุผล แต่เธอต้องการเอาชนะด้วย 'คุณค่า' ที่เงินซื้อไม่ได้
ทว่า ขณะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางเดินริมน้ำ รินขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นเงาของชายชุดดำสองคนที่ก้าวเข้ามาในบริเวณศาลา บรรยากาศที่กำลังอบอวลด้วยความอบอุ่นกลับกลายเป็นความตึงเครียดขึ้นมาทันที
ลุงป้องก้าวออกมาขวางหน้าชายกลุ่มนั้นไว้ “ที่นี่เป็นพื้นที่ส่วนบุคคลครับ ผมว่าพวกคุณมาผิดที่แล้ว”
ชายคนหนึ่งในชุดสูทสีเข้มเดินฝ่าวงล้อมเข้ามาโดยไม่สนใจคำเตือน เขาวางซองเอกสารสีน้ำตาลลงบนโต๊ะอาหารข้างๆ ชามแกงที่ยังอุ่นอยู่ ก่อนจะแสยะยิ้มให้กับริน
“คุณรินครับ... อาหารอร่อยดีนะ แต่ผมเกรงว่าคุณจะไม่มีเวลาทำมื้อถัดไปแล้วล่ะ เพราะตามเอกสารฉบับนี้ ที่ดินแปลงนี้ได้เปลี่ยนมือเป็นของเจ้าของใหม่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และผมคือตัวแทนของเขา”
รินตัวแข็งทื่อ หัวใจหล่นวูบไปที่ตาตุ่ม เธอหันไปมองลุงป้องที่ตอนนี้หน้าซีดเผือดเหมือนคนไร้วิญญาณ ลุงป้องค่อยๆ หันมาสบตารินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความลับที่ปิดบังมาตลอดชีวิต
“ริน... มันถึงเวลาแล้วที่ต้องบอกความจริง...” ลุงป้องกระซิบด้วยเสียงที่สั่นเครือ “ที่ดินผืนนี้ไม่เคยเป็นของตระกูลเราตั้งแต่แรก... แต่มันเป็นของคนคนหนึ่งที่ยายเธอขโมยทุกอย่างไปเมื่อห้าสิบปีก่อน”
รินนิ่งงัน ราวกับถูกกระชากลงจากหุบเขาแห่งความหวังไปสู่ก้นบึ้งของความจริงที่เจ็บปวด เธอหันกลับไปมองชายชุดดำที่กำลังยิ้มเยาะอย่างผู้ชนะ ก่อนที่เขาจะพูดประโยคที่ทำลายโลกทั้งใบของเธอ
“เจ้าของใหม่ที่ว่า... เขามาถึงแล้ว และเขาต้องการให้คุณออกจากบ้านหลังนี้ภายในหนึ่งชั่วโมง... พร้อมกับความลับของยายคุณทั้งหมด”
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ - ครัวคุณยาย
สูตรลับตำรับยาย: กลิ่นไอรักในบ้านสวน•ตอนที่ 13
มื้ออาหารเชื่อมใจ
ผลงานโดย ครัวคุณยาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ครัวคุณยาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรลับตำรับยาย: กลิ่นไอรักในบ้านสวน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!