“ปล่อยมือออกจากตัวนักเรียนของฉันเดี๋ยวนี้ คิน”
น้ำเสียงที่ทรงอำนาจและเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งขั้วโลกของ ‘คุณท่าน’ ประธานมูลนิธิการศึกษาดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับห้องประชุมจนแทบหายใจไม่ออก สายตาของเขาไม่ได้จ้องมองมาที่ใบหน้าของฉัน แต่จดจ้องไปยังมือของคินที่ยังคงวางอยู่บนไหล่ของฉันอย่างถือสิทธิ์ ราวกับว่านั่นคือรอยเปื้อนที่เขารังเกียจจะมองเห็น
คินไม่ได้สะดุ้ง เขายังคงยืนนิ่ง ราวกับรูปปั้นหินที่ไร้ความรู้สึก ทว่าฉันกลับสัมผัสได้ถึงแรงบีบที่แผ่วเบาบนไหล่ ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ผละมือออกอย่างเชื่องช้า
“เราเพิ่งนำเสนอโปรเจกต์เสร็จครับคุณพ่อ” คินตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย หากแต่ในดวงตาคู่นั้น ฉันกลับเห็นพายุที่กำลังก่อตัวอยู่ลึกๆ เขาหันมามองฉันแวบหนึ่ง—สายตาที่สื่อถึงคำสั่งให้ ‘อยู่เฉยๆ’ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับบิดาตนเอง “และมันประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม”
“ความสำเร็จที่แลกมาด้วยการทำตัวเสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูลน่ะหรือ?” คุณท่านก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น ชายชุดดำทั้งสามคนขยับตามมาเป็นเงาตามตัว เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะที่ฟังดูเหมือนเสียงนาฬิกานับถอยหลังสู่หายนะ “มินต์ใช่ไหม? เด็กสาวที่คิดว่าตัวเองฉลาดพอจะดึงลูกชายฉันลงมาคลุกคลีกับความไร้สาระแบบนี้”
ฉันกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความโกรธแล่นพล่านขึ้นมาจนหน้าชา แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะสาดคำพูดใส่เขา ฉันรู้ดีว่าการปะทะกับคนระดับนี้ตรงๆ มีแต่จะทำให้คินเดือดร้อน
“โปรเจกต์นี้ไม่ได้ไร้สาระค่ะ” ฉันพูดออกไป น้ำเสียงของฉันอาจจะสั่นเล็กน้อย แต่มันหนักแน่นพอที่จะทำให้คนในห้องหันมามอง “มันคืออนาคตของโรงเรียน และมันคือสิ่งที่นักเรียนทุกคนต้องการ ไม่ใช่สิ่งที่ท่านต้องการจะยัดเยียดให้”
คินหันขวับมามองฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกใจระคนเป็นห่วง เขาคงคิดไม่ถึงว่าฉันจะกล้าเถียง แต่ในวินาทีนั้น ฉันไม่สนอะไรแล้ว ความรู้สึกที่อัดอั้นมาตลอดการทำโปรเจกต์นี้มันระเบิดออกมา
“ดี... กล้าดีนี่” คุณท่านยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีแววตา “งั้นก็เก็บความกล้านี้ไว้ให้ดี เพราะหลังจากวันนี้ โปรเจกต์ที่พวกเธอภูมิใจนักหนา จะถูกสั่งระงับการสนับสนุนทั้งหมด และคิน... แกจะต้องกลับไปเตรียมตัวสำหรับโปรแกรมเรียนต่อต่างประเทศที่ฉันวางไว้ให้ทันที”
“ผมไม่ไป” คำตอบของคินสั้น ห้วน และเด็ดขาด
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดถึงขีดสุด ชายชุดดำสองคนขยับตัวเข้ามาใกล้คินมากขึ้น ราวกับรอคำสั่งเพียงประโยคเดียวจากเจ้านาย แต่คุณท่านกลับยกมือขึ้นห้าม เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉัน
“เธอรู้ไหมมินต์ ว่าทำไมคินถึงต้องทำตามที่ฉันบอกตลอดมา?” เขาโน้มตัวลงมาใกล้ กระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสามคน “เพราะถ้าเขาก้าวพลาดแม้แต่นิดเดียว... คนที่จะต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่เขา แต่จะเป็นคนใกล้ตัวเขาที่สุด”
หัวใจของฉันหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทันใดนั้น สายตาของคุณท่านก็เหลือบไปมอง ‘สร้อยคอ’ ที่ฉันสวมอยู่ ซึ่งเป็นของดูต่างหน้าชิ้นเดียวที่แม่ทิ้งไว้ให้ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดหน้าจอโชว์ภาพบางอย่างให้ฉันเห็น
มันคือภาพบ้านพักของฉัน... และภาพ ‘แม่’ ของฉันที่กำลังเดินกลับจากร้านอาหารโดยไม่รู้ตัวว่ามีใครบางคนกำลังยืนดักรออยู่ในมุมมืด
“คิน... อย่าไปฟังเขา” ฉันหันไปหาคินด้วยความตระหนก แต่ร่างสูงกลับนิ่งค้างไปแล้วเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในหน้าจอโทรศัพท์ของบิดา
“พ่อต้องการอะไร” คินถาม น้ำเสียงสั่นเครืออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ไปกับฉัน เดี๋ยวนี้” คุณท่านสั่ง ก่อนจะหันมามองฉันด้วยสายตาเย้ยหยัน “และถ้าอยากให้คนสำคัญของเธอปลอดภัย ก็จงลืมเสียว่าเคยทำโปรเจกต์นี้ร่วมกับลูกชายของฉัน”
พวกเขาทั้งหมดเดินจากไป ทิ้งให้ฉันยืนอยู่กลางห้องประชุมที่เพิ่งจะฉลองความสำเร็จกันไปเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว ความเย็นชาของแอร์คอนดิชันเนอร์ดูจะเบาบางไปเลยเมื่อเทียบกับความเย็นวาบที่เกาะกินใจฉันในเวลานี้
โปรเจกต์แรกของเราสำเร็จแล้ว... แต่มันกลับเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามที่ฉันไม่มีทางชนะ
ฉันทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเดิมที่คินเคยนั่ง น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้เริ่มเอ่อล้นออกมา ความรู้สึกคลุมเครือที่ฉันมีต่อคิน—ความรู้สึกที่เถียงกันจนรัก—มันดูไร้ความหมายเมื่อต้องเผชิญกับโลกของผู้ใหญ่ที่น่ารังเกียจ
ทันใดนั้น เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ในกระเป๋าก็แผดเสียงดังลั่นในความเงียบ ฉันหยิบมันขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา ข้อความจากเบอร์แปลกหน้าที่ส่งมาพร้อมกับภาพถ่ายใบใหม่
*‘ลบข้อมูลโปรเจกต์ทั้งหมดทิ้งเสีย ก่อนเที่ยงคืนวันนี้... ไม่อย่างนั้น พรุ่งนี้เธอจะไม่ได้เห็นหน้าแม่ของเธออีกตลอดไป’*
ฉันรีบวิ่งออกจากห้องประชุมมุ่งหน้าไปที่เซิร์ฟเวอร์ของโรงเรียนโดยไม่สนใจความเจ็บปวดที่ฝ่าเท้า ทว่าเมื่อถึงหน้าห้องเก็บข้อมูล ฉันกลับพบกับร่างสูงที่คุ้นตาของคินยืนขวางทางอยู่ เขากำลังถือไดรฟ์ข้อมูลหลักที่ฉันฝากไว้ในมือ สายตาที่เขามองมาที่ฉันในตอนนี้ไม่มีร่องรอยของความอ่อนโยนเหลืออยู่เลย มีเพียงความว่างเปล่าที่ทำเอาหัวใจฉันแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ
“คิน... นายจะทำอะไรน่ะ!” ฉันตะโกนถาม เสียงของฉันสั่นเครือไปถึงขั้วหัวใจ
เขาไม่ได้ตอบ แต่กลับหยิบไฟแช็กขึ้นมาจุดไฟลนตัวไดรฟ์จนพลาสติกเริ่มละลายหยดลงบนพื้นทีละหยด พร้อมกับพูดประโยคที่ทำลายทุกอย่างลงในพริบตา
“อย่าตามมาอีกเลยมินต์... สำหรับฉัน เธอเป็นเพียงแค่เกมที่เล่นจบแล้ว”
แล้วเขาก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งให้ฉันยืนอยู่ท่ามกลางควันไฟของโปรเจกต์ที่กำลังมอดไหม้ไปพร้อมกับหัวใจของฉันที่ถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี... โดยไม่รู้เลยว่า ในเงามืดหลังทางเดินนั่น มีใครบางคนกำลังเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยรอยยิ้มที่น่าขนลุกที่สุด
ขอบพระคุณนักอ่านที่น่ารักของไอศกรีมมินต์ช็อกทุกท่านที่ติดตามร่วมลุ้นไปกับความสัมพันธ์อันแสนเปราะบางนี้จนถึงบรรทัดสุดท้ายนะคะ!
สูตรลับฉบับกวนใจ ยัยตัวร้ายกับนายมาดนิ่ง•ตอนที่ 23
จุดจบของโปรเจกต์แรก
ผลงานโดย ไอศกรีมมินต์ช็อก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไอศกรีมมินต์ช็อก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรลับฉบับกวนใจ ยัยตัวร้ายกับนายมาดนิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!