"คุณคิดจะเล่นเกมอะไรกันแน่, คุณประธานนักเรียน"
ฉันเค้นเสียงลอดไรฟัน ขณะที่แผ่นหลังแนบสนิทไปกับชั้นหนังสือเก่าคร่ำคร่าในห้องสมุดเขตหวงห้าม กลิ่นฝุ่นละอองและกระดาษเก่าคละคลุ้งอยู่ในอากาศ แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความอึดอัดที่แผ่ซ่านมาจากร่างสูงโปรดักชันเนี๊ยบของคนที่ยืนประชิดตัวอยู่ตรงหน้า ปริญญา หรือที่ใครต่อใครต่างเรียกว่า 'คิน' นายมาดนิ่งผู้ไม่เคยแสดงอารมณ์ใดๆ นอกจากการตีหน้าตายใส่ชาวบ้าน
เขาก้มลงมองฉันด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ระยะห่างระหว่างเราตอนนี้แทบไม่มีช่องว่างให้ลมหายใจผ่าน นิ้วเรียวยาวของเขาแตะอยู่บนสันปกหนังสือเล่มเก่าที่เพิ่งดึงออกมาจากชั้น มันเป็นหนังสือรวมนิทานภาพปกหนังสีน้ำตาลเข้มที่ดูทรุดโทรมตามกาลเวลา
"ผมไม่ได้เล่นเกมอะไรทั้งนั้น, มินต์" น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบตามเคยเอ่ยขึ้น แต่แววตาคู่นั้นกลับไหววูบประหลาด ราวกับกำลังซ่อนระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำงาน "แต่ดูเหมือน... คุณต่างหากที่เป็นคนขุดคุ้ยอดีตขึ้นมาเอง"
ฉันขมวดคิ้วแน่น หัวใจเต้นรำด้วยจังหวะกระชั้นชิดที่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความโกรธหรือความตื่นกลัวกันแน่ "ฉันไม่ได้ขุด! คุณนั่นแหละที่จงใจทิ้งร่องรอยพวกนี้ไว้ที่ห้องสภานักเรียน เพื่อให้ฉันเดินตกลงไปในหลุมพรางที่คุณขุดดักรอไว้ใช่ไหมล่ะคะ!"
คินไม่ตอบ เขายังคงจ้องหน้าฉันนิ่ง ปลายนิ้วที่สัมผัสสันปกหนังสือเล่มนั้นเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย—น้อยเสียจนถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็คงมองไม่เห็น ภาพลักษณ์ประธานนักเรียนผู้ไร้ที่ติพังทลายลงชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะพลิกเปิดหน้าแรกของหนังสือเล่มนั้นออกช้าๆ
สายตาของฉันกวาดมองตามสัญชาตญาณ บนหน้ากระดาษเหลืองกรอบ มีลายมือเด็กผู้หญิงยึกยือเขียนด้วยดินสอสีไม้สีเขียวมิ้นต์สดใส ข้อความนั้นเขียนไว้ตัวโตๆ ว่า...
*'สัญญาว่าโตขึ้น จะต้องมาทวงคืนเกี๊ยวซ่าสามจานจากนายขี้แงให้ได้! — น้องมินต์ตัวแสบ'*
โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุนไปชั่วขณะ
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องสมุดเก่า มีเพียงเสียงลมหายใจของเราสองคนที่ดังสลับกันไปมา ความทรงจำที่ถูกฝังกลบไว้ในซอกหลืบอันลึกที่สุดของสมองค่อยๆ ผุดพรายขึ้นมาทีละน้อยราวกับภาพยนตร์ฟิล์มเก่าที่ถูกฉายซ้ำ ภาพเด็กผู้หญิงหัวเปียสองข้างที่กำลังร้องไห้งอแงอยู่ริมสนามเด็กเล่นในโรงเรียนอนุบาลเอกชนชื่อดัง เพราะโดนเด็กผู้ชายตัวสูงกว่าแย่งขนมเกี๊ยวซ่าชิ้นสุดท้ายไป
และเด็กผู้ชายขี้แยคนนั้น... ที่นั่งกอดเข่าร้องไห้ขี้มูกโป่งไม่แพ้กัน เพราะโดนคุณแม่ดุเรื่องทำของเล่นพัง
ฉันเงยหน้าขึ้นสบตากับคนตรงหน้าอีกครั้ง ประกายในดวงตาของคินเวลานี้ไม่ได้มีความเย่อหยิ่งหรือมาดนิ่งแบบที่เคยเป็น แต่มันสะท้อนภาพเงาของเด็กชายคนเดิมในอดีตคนนั้น—คนที่เคยแบ่งลูกอมรสสะระแหน่ให้ฉันเพื่อเป็นการไถ่โทษ
"จำได้แล้วใช่ไหมครับ..." คินกระซิบแผ่วเบา เสียงของเขาสั่นพร่าเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด "ยัยตัวแสบ"
คำเรียกนั้น... น้ำเสียงนั้น... มันไม่ใช่คำพูดที่ประธานนักเรียนคนเก่งใช้พูดกับรองประธานจอมแสบ แต่มันคือถ้อยคำเดียวกันกับที่เด็กผู้ชายคนนั้นเคยกระซิบข้างหูฉันในวันที่เราต้องแยกย้ายกันไปคนละโรงเรียนเมื่อสิบปีที่แล้ว
ฉันอ้าปากค้าง สมองตื้อตันไปหมด คำแก้ตัวร้อยแปดพันเก้าที่เตรียมไว้จะเถียงเขากลับมลายหายไปสิ้น ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหิน มือที่เคยกำหมัดแน่นคลายออกโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกแปลกประหลาดวิ่งพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย มันไม่ใช่ความเกลียดชัง ไม่ใช่ความหมั่นไส้ แต่เป็นความอบอุ่นวาบที่แผ่ซ่านเข้ามาในอกอย่างกะทันหัน จนทำให้ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ
"นะ... นาย..." ฉันกลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก พยายามเค้นเสียงให้เป็นปกติที่สุด "นายคือเด็กผู้ชายคนนั้นจริงๆ เหรอ? คนที่ร้องไห้ขี้มูกโป่งเพราะโดนแย่งตุ๊กตาหุ่นยนต์?"
คินหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่จริงใจที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยินมาจากเขา รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก ทำให้ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูผ่อนคลายและมีชีวิตชีวาขึ้นมาถนัดตา "ผมไม่ได้ร้องไห้เพราะโดนแย่งหุ่นยนต์เสียหน่อย... ผมร้องไห้เพราะคุณทำตุ๊กตาตัวโปรดของผมพังต่างหากล่ะครับ"
"นั่นมันอุบัติเหตุต่างหากเล่า!" ฉันเถียงกลับตามสัญชาตญาณ แก้มร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความอาย แม้เวลาจะผ่านไปนานนับสปีด แต่ความปากร้ายของเขาก็ยังคงทำลายเกราะป้องกันของฉันได้ราบคาบเหมือนเดิม "แล้วทำไม... ทำไมคุณถึงไม่บอกฉันตั้งแต่แรก ปล่อยให้ฉันจำไม่ได้อยู่ได้ตั้งนาน สุN-T"
"ผมอยากรู้ว่า..." คินก้าวเท้าเข้ามาใกล้กว่าเดิมอีกนิด จนปลายจมูกของเราแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บนพวงแก้มที่กำลังขึ้นสีแดงจัดของฉัน แววตาคมกริบคู่นั้นทอดมองลึกลงมาในดวงตาของฉัน ราวกับต้องการค้นหาคำตอบบางอย่าง "ผู้หญิงที่ชอบเถียงผมคอเป็นเอ็นทุกวันคนนี้ จะยังจำสัญญาในวัยเด็กของเราได้บ้างไหม"
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกบีบอัดจนแน่นขนัด หัวใจของฉันเต้นโครมครามดังยิ่งกว่าเสียงกลองศึก ความรู้สึก "Enemies to lovers" ที่เคยคิดว่าเป็นแค่เรื่องตลกกลบเกลื่อนความรำคาญ บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความผูกพันลึกซึ้งที่ยากจะปฏิเสธ เขากับฉันไม่ได้เป็นแค่คู่ปรับที่ต้องฟาดฟันกันในทุกเรื่องของสภานักเรียนอีกต่อไปแล้ว
แต่มันมีสายใยบางๆ ที่มองไม่เห็น ดึงดูดเราเข้าหากันมาตั้งแต่สิบปีที่แล้ว...
ฉันเม้มริมฝีปากแน่น กำลังจะอ้าปากเอ่ยคำพูดประชดประชันออกไปเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายที่กำลังกัดกินหัวใจ แต่ก่อนที่เสียงของฉันจะหลุดรอดผ่านริมฝีปาก ประตูห้องสมุดเขตหวงห้ามที่ควรจะล็อกสนิท กลับถูกผลักเปิดออกด้วยแรงมหาศาลจากด้านนอก พร้อมกับเสียงฝีเท้าเร่งรีบและน้ำเสียงตื่นตระหนกของเพื่อนสนิทที่วิ่งหน้าตั้งเข้ามา
"มินต์! แย่แล้ว! อาจารย์ฝ่ายปกครองกำลังเดินตรวจแถวนี้ พวกเธอสองคนมาทำอะไรกันในที่ห้ามเข้า—!"
เสียงของเพื่อนสาวขาดหายไปกลางคัน เมื่อเธอวิ่งเข้ามาเห็นระยะประชิดระหว่างฉันกับคินเข้าพอดิบพอดี ดวงตาของเธอบิกกว้างอ้าปากค้างจนแทบจะกลืนไข่ต้มลงไปได้ทั้งใบ
แต่สิ่งที่ทำให้เลือดในกายของฉันเย็นเฉียบยิ่งกว่าการโดนจับได้ว่าแอบเข้าเขตหวงห้าม... คือเงาร่างสูงโปร่งอีกร่างหนึ่งที่ก้าวตามหลังเพื่อนฉันเข้ามาในห้องสมุด
ร่างนั้นหยุดยืนพิงกรอบประตู แสงไฟสลัวจากโถงทางเดินสาดกระทบใบหน้าด้านข้างที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี รอยยิ้มมุมปากเยียบเย็นที่ส่งตรงมาให้เราสองคน ทำให้ฉันรู้สึกราวกับมีเข็มนับพันเล่มพุ่งตรงเข้ามาปักกลางหลัง
'พี่ธาม' ประธานนักเรียนรุ่นพี่ปีสาม... อดีตคู่ปรับคินผู้กุมความลับดำมืดของสภานักเรียนไว้ทั้งหมด กำลังยืนกอดอกมองภาพเราสองคนด้วยแววตาสمน้ำหน้า และเอ่ยประโยคที่ทำให้ความอบอุ่นทั้งหมดมลายหายไปในพริบตา
"โอ๊ะ... ดูเหมือนฉันจะเข้ามาขัดจังหวะการรำลึกความหลังหวานชื่นของ **'คู่หมั้น'** ในนามอย่างพวกเธอสองคนสินะ?"
***
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางร่วมกันมาจนถึงบทนี้นะคะ*
สูตรลับฉบับกวนใจ ยัยตัวร้ายกับนายมาดนิ่ง•ตอนที่ 26
ความทรงจำในอดีต
ผลงานโดย ไอศกรีมมินต์ช็อก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไอศกรีมมินต์ช็อก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรลับฉบับกวนใจ ยัยตัวร้ายกับนายมาดนิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!