“แกกินกาแฟดำตั้งแต่เมื่อไหร่ มินต์”
หลอดพลาสติกสีเขียวเข้มชะงักค้างอยู่ระหว่างริมฝีปาก แก้วพลาสติกที่มีหยดน้ำเกาะพราวเย็นเฉียบจนแทบกัดปลายนิ้ว แต่สิ่งที่ทำให้ฉันเย็นวาบไปถึงสันหลังไม่ใช่ความเย็นของน้ำแข็ง หากแต่เป็นสายตาคมกริบดั่งใบมีดผ่าตัดของ ‘แพรว’ ที่หรี่มองข้ามโต๊ะม้าหินอ่อนใต้ตึกมนุษยศาสตร์
ฉันแสร้งกลอกตา พ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างที่ชอบทำเวลาต้องการกลบเกลื่อนความปั่นป่วนในอก “แล้วทำไมฉันจะกินไม่ได้ ร้านป้าข้างตึกชงหวานตัดขาจนเบาหวานจะถามหา เปลี่ยนมากินอเมริกาโน่ไม่ใส่น้ำตาลบ้างมันแปลกตรงไหน”
“แปลกตรงที่คนอย่างแก ต่อให้ฟ้าถล่มแผ่นดินทลายก็ไม่เคยแตะอะไรที่ขมเกินกว่าช็อกโกแลตเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์”
แพรวกระแทกสันหนังสือเตรียมสอบเล่มหนาลงบนโต๊ะจนเกิดเสียง *ปัง!* นกพิราบสองสามตัวที่เกาะอยู่บนกิ่งกระดังงาพากันบินกระเจิง แต่คนตรงหน้าไม่แม้แต่จะกระพริบตา หล่อนทิ้งตัวพิงพนัก กอดอก แล้วจ้องฉันเหมือนครูฝ่ายปกครองกำลังซักฟอกเด็กหนีเรียน
“แล้วไอ้กาแฟคั่วเข้ม รสชาติเหมือนถ่านหินบดละเอียดเนี่ย... ฉันเห็นอยู่คนเดียวในโรงเรียนนี้ที่สั่งกินเป็นน้ำเปล่า”
ชื่อของคนคนนั้นลอยคว้างอยู่ในอากาศ โดยไม่ต้องมีใครเอ่ยออกมา
‘คิน’
ฉันเผลอกัดหลอดพลาสติกจนแบน แต่นั่นเป็นการกระทำที่โง่บรม เพราะแววตาจับผิดของเพื่อนสนิทที่คบกันมาตั้งแต่มัธยมต้นเปล่งประกายวาววับขึ้นมาทันทีราวกับเจอหลักฐานชิ้นสำคัญในคดีฆาตกรรม
“สองอาทิตย์แล้วนะมินต์” แพรวโน้มตัวข้ามโต๊ะ ลดระดับเสียงลงจนแทบเป็นเสียงกระซิบ แต่ความหนักแน่นของมันกลับดังก้องในหูฉัน “สองอาทิตย์ที่แกเลิกบ่นเรื่อง ‘ไอ้ประธานหน้าหิน’ ในแชตกลุ่ม สองอาทิตย์ที่แกแวบหายไปตอนพักเที่ยง แล้วก็สองอาทิตย์ที่แกอยู่โยงที่ห้องสภานักเรียนจนภารโรงแทบจะเอาพวงกุญแจมาคล้องคอแกไว้แทนสุนัขเฝ้าตึก”
“ก็งานเอกสารงบประมาณกีฬาสีมันยังไม่เสร็จ!” ฉันสวนกลับทันควัน เสียงสูงขึ้นครึ่งคีย์อย่างควบคุมไม่ได้ “แกก็รู้ว่าแม่ฉันกำชับเรื่องพอร์ตฟอลิโอขนาดไหน ถ้ากิจกรรมระดับโรงเรียนรอบนี้พัง คะแนนความประพฤติกับผลงานฉันตก แม่ได้จับฉันส่งไปเรียนพิเศษวันละสิบแปดชั่วโมงแน่”
การอ้างชื่อ ‘แม่’ มักเป็นไพ่ตายที่ได้ผลเสมอ แพรวมีสีหน้าอ่อนลงแวบหนึ่ง ร่องรอยความเห็นใจพาดผ่านดวงตา เพราะหล่อนรู้ดีว่าบ้านของฉันไม่ได้มองว่าฉันเป็น ‘ลูกสาว’ แต่มองว่าฉันเป็น ‘เครื่องจักรผลิตเกียรตินิยม’ ที่ต้องสมบูรณ์แบบ ไร้รอยด่างพร้อย และห้ามมีคำว่าล้มเหลวอยู่ในสารบบ
ทว่า คราวนี้แพรวไม่ยอมปล่อยให้ไพ่ใบนั้นทำงานของมันจนจบ
“ถ้ามันเป็นเพราะแม่แก แกต้องนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด สาปแช่งงานเอกสารสิ ไม่ใช่...” แพรวเว้นจังหวะ สายตาเลื่อนลงต่ำมองปลายนิ้วของฉัน “ไม่ใช่เผลอยิ้มตอนนั่งจัดเรียงใบเสร็จเบิกจ่ายงบแบบที่ฉันเห็นเมื่อวาน”
หัวใจฉันกระตุกวูบ
“ฉันไม่ได้ยิ้ม”
“แกยิ้ม มินต์” แพรวยืนยันด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ฉันเถียงไม่ออก “และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ไอ้คุณประธานนักเรียนที่ปกติหน้าตายยังกับรูปปั้นโรมัน คนที่ชอบมองคนอื่นเหมือนมองอากาศธาตุ... เมื่อวานตอนแกสะดุดสายไฟในห้องสภาฯ มันพุ่งมารับแกเร็วกว่าหน่วยกู้ภัยเสียอีก”
ภาพเหตุการณ์เมื่อวานย้อนกลับเข้ามาในหัวอย่างไม่ได้รับเชิญ—กลิ่นโคโลญจน์อ่อนๆ กลิ่นเปลือกไม้และซีดาร์วูดที่ติดอยู่บนเสื้อเชิ้ตนักเรียนรีดเรียบกริบของเขา สองแขนที่คว้าเอวฉันไว้ได้ทันท่วงที ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้า และเสียงกระซิบราบเรียบที่ดังอยู่ข้างหูแต่กลับทำให้ขนแขนฉันลุกชัน
*‘ถ้าซุ่มซ่ามจนหัวร้างข้างแตก งานเอกสารที่เหลือเธอต้องรับผิดชอบคนเดียวนะ มินต์’*
คำพูดร้ายกาจ ปากเสีย หน้านิ่ง แต่ฝ่ามือคู่นั้นกลับประคองฉันให้ยืนอย่างมั่นคงก่อนจะค่อยๆ ปล่อยออก ราวกับกลัวว่าฉันจะล้มลงไปอีกรอบ
“มันเป็นอุบัติเหตุ” ฉันพยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น คว้าแก้วกาแฟขึ้นมาดูดรวดเดียวจนความขมปร่าแล่นพล่านไปทั่วโคนลิ้น “หมอนั่นมันก็แค่กลัวงานไม่เสร็จตามกำหนด คนเจ้าระเบียบประสาทแดกอย่างนายคินเคยแคร์ใครที่ไหนนอกจากหน้าตาของสภานักเรียน”
“นั่นแหละคือประเด็นที่ฉันต้องเตือนแก!”
แพรวฟาดมือลงบนโต๊ะอีกครั้ง คราวนี้แววตาขี้เล่นหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความจริงจังที่ทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดขึ้นมาในอก
“แกกำลังเล่นกับไฟนะมินต์ ฉันรู้ว่าแกปากเก่ง แกชอบเอาชนะ แล้วไอ้คินมันก็เป็นเป้าหมายชั้นดีที่ท้าทายให้แกอยากจะงัดข้อด้วย... แต่แกไม่รู้หรอกว่าเบื้องหลังความนิ่ง ความเพอร์เฟกต์ของมัน มันซ่อนอะไรไว้บ้าง” แพรวสบตาฉันนิ่งลึก “ครอบครัวของคินไม่ได้ต่างจากครอบครัวแกเลยเผลอๆ จะกดดันและมืดมนกว่าด้วยซ้ำ คนที่ถูกตีกรอบให้เป็นที่หนึ่งมาทั้งชีวิตอย่างหมอนั่นน่ะ... ถ้าวันหนึ่งมันพัง มันจะไม่พังคนเดียว แต่มันจะดึงคนที่อยู่รอบข้างให้แหลกสลายไปด้วย”
คำพูดของแพรวเหมือนค้อนหนักๆ ที่ทุบลงกลางใจ
ฉันรู้... ฉันรู้ดีกว่าใครเสียอีก
เพราะในห้องสภานักเรียนอันเงียบสงัดหลังเวลาเลิกเรียน ท่ามกลางกองเอกสารสูงท่วมหัว ฉันเคยเห็นเศษเสี้ยวรอยร้าวบนใบหน้าไร้อารมณ์ของคินมาแล้ว ฉันเคยเห็นมือที่สั่นเทาของเขาตอนเซ็นชื่ออนุมัติโครงการที่ผู้ใหญ่วางหมากไว้ให้ ฉันเคยเห็นแววตาว่างเปล่าที่เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ราวกับอยากจะกระโดดหนีไปให้พ้นจากโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น
และที่เลวร้ายที่สุดคือ... เขาเองก็มองเห็นรอยแผลเป็นแบบเดียวกันในตัวฉัน
เราสองคนไม่เคยพูดจาหวานหูใส่กัน เราจิกกัด เราประชดประชัน เราเถียงกันจนคอเป็นเอ็นแทบทุกเรื่องตั้งแต่สีของกระดาษโปสเตอร์ไปจนถึงงบประมาณจัดซื้อปากกาไวท์บอร์ด แต่ภายใต้สงครามประสาทเหล่านั้น มันกลับเป็นพื้นที่เดียวในโรงเรียนเฮงซวยแห่งนี้ที่ฉันไม่ต้องสวมหน้ากาก ‘เด็กหัวกะทิผู้เพียบพร้อม’ และเขาก็ไม่ต้องเป็น ‘ท่านประธานผู้ไร้ที่ติ’
“แกคิดมากไปแล้วแพรว” ฉันแค่นยิ้ม ดันแก้วกาแฟเปล่าออกห่างตัว “ฉันกับหมอนั่นเกลียดขี้หน้ากันจะตาย แกก็รู้ ไม่มีทางที่ฉันจะลดตัวไปรู้สึกอะไรกับหุ่นยนต์เดินได้แบบนั้นหรอก”
“ขอให้มันจริงเถอะ” แพรวถอนหายใจยาว แววตากังวลไม่จางหาย “เพราะถ้าแกถลำลึกไปมากกว่านี้... คนที่จะเจ็บเจียนตายไม่ใช่แค่แกคนเดียว แต่เป็นความคาดหวังทั้งหมดที่แม่แกแบกไว้บนบ่าแกด้วย อย่าลืมสิว่าแม่แกเกลียดตระกูลนั้นเข้ากระดูกดำ”
ประโยคสุดท้ายของแพรวทำให้อากาศรอบตัวเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
ความลับเรื่องความบาดหมางระหว่างผู้ใหญ่สองตระกูล... เรื่องที่ฉันพยายามแกล้งทำเป็นลืมมาตลอดสองสัปดาห์ที่ได้ใกล้ชิดกับเขา
“ฉันรู้แล้วน่า เลิกเทศน์ได้แล้ว ฉันต้องเอาแฟ้มงวดบัญชีไปคืนที่ห้องสภาฯ ก่อนบ่ายโมง” ฉันตัดบท ลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วจนเก้าอี้ม้าหินครูดกับพื้นเสียงดัง แพรวมองตามฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำเตือนที่ยังพูดไม่หมด แต่ฉันเลือกที่จะหันหลังแล้วก้าวเดินออกมา
ทางเดินเชื่อมระหว่างอาคารเรียนตอนพักกลางวันคลาคล่ำไปด้วยนักเรียน เสียงจอแจและเสียงหัวเราะดังระงมไปทั่ว แต่ในหัวฉันกลับมีแต่ความเงียบงันที่แสนอื้ออึง
สองขาก้าวพาฉันมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องสภานักเรียน ป้ายไม้สลักตัวอักษรสีทองดูเคร่งขรึมและทรงอำนาจ ฉันสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมเกราะกำบังความกวนประสาทที่คุ้นเคยกลับคืนมาบนใบหน้า ก่อนจะผลักบานประตูไม้เข้าไปโดยไม่คิดจะเคาะ
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างแผ่วเบา
ร่างสูงโปร่งของคินนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เสื้อสูทนักเรียนถูกถอดพาดไว้กับพนักเก้าอี้ เนกไทถูกปลดลงเล็กน้อย เผยให้เห็นกระดุมคอเม็ดบนที่ถูกปลดออก ผมเผ้าที่เคยมารยาทงามปัดเป๋ลงมาปรกหน้าผากเล็กน้อย เขากำลังกุมขมับ ดวงตาหลับพริ้มด้วยความเหนื่อยล้าที่แทบไม่เคยเปิดเผยให้ใครเห็น
เสียงประตูปิดลงเบาๆ ทำให้เขาขยับตัว ดวงตาเรียวคมลืมขึ้นช้าๆ เมื่อเห็นว่าเป็นฉัน ประกายความอ่อนแอในแววตาก็ถูกเคลือบปิดด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็งในเสี้ยววินาที
“ไม่มีใครสอนเรื่องมารยาทการเคาะประตูก่อนเข้าห้องคนอื่นหรือไง มินต์” น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบเอ่ยขึ้นทันทีตามสไตล์
“ห้องนี้เป็นสมบัติของโรงเรียน ไม่ใช่ห้องนอนส่วนตัวของนาย ประธาน” ฉันเดินอาดๆ เข้าไป โยนแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะตรงหน้าเขาอย่างไม่เกรงใจ “เอามาคืน ตรวจดูซะ จะได้หมดเวรหมดกรรมกันสักที”
คินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวยาวเอื้อมมาแตะที่ขอบแฟ้ม แต่สายตากลับไม่ได้มองเอกสาร เขามองตรงมาที่ฉัน... ลึกลงมาในดวงตา ราวกับกำลังสแกนหาความผิดปกติบางอย่างที่ฉันพยายามซ่อนไว้
“ทำไมทำหน้าเหมือนเพิ่งไปฟัดกับหมามา” เขาถามหน้านิ่ง ปากคอเราะร้ายสมเป็นคู่ปรับตลอดกาล
“ปากหมาแบบนี้ไง ถึงไม่มีใครอยากคบ” ฉันแหวใส่ กอดอกแน่นเพื่อไม่ให้มือที่เริ่มสั่นไหวทรยศความรู้สึก “ตรวจเสร็จก็เซ็นชื่อซะ ฉันจะได้รีบไสหัวไปให้พ้นๆ หน้าคนแถวนี้ รำคาญจะแย่”
คินไม่ได้ขยับปากกา เขาไม่แม้แต่จะเปิดแฟ้มด้วยซ้ำ ร่างสูงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า ความสูงของเขาข่มให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นสบตาโดยอัตโนมัติ เขาก้าวอ้อมโต๊ะทำงานมาช้าๆ จนกระทั่งระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงไม่ถึงสองก้าว กลิ่นโคโลญจน์ประจำตัวของเขาโชยแตะจมูกอีกครั้ง และมันทำให้คำเตือนของแพรวดังก้องขึ้นมาในหัวฉันทันที
*‘แกกำลังเล่นกับไฟ’*
“เป็นอะไรไป” น้ำเสียงของเขาคราวนี้ไม่ได้มีความกวนประสาทเจือปน มันลดระดับลงจนทุ้มต่ำและใกล้ชิดเกินความจำเป็น “เมื่อเช้ายังเถียงเรื่องงบป้ายไวนิลฉอดๆ อยู่เลย พอเพื่อนพูดอะไรเข้าหน่อย... ก็จะวิ่งหนีอีกแล้วเหรอ?”
ฉันสะอึก ลมหายใจสะดุดกึก “นายแอบฟังที่ฉันคุยกับแพรวงั้นเหรอ?!”
“ฉันไม่ได้ว่างขนาดนั้น” คินขยับเข้ามาใกล้อีกครึ่งก้าว สายตาของเขาตรึงฉันไว้จนขยับขาไม่ออก “แต่สายตาของเธอเวลาที่ไม่มั่นใจ... มันปิดฉันไม่มิดหรอก มินต์”
มือหนาข้างหนึ่งยกขึ้น ทำท่าเหมือนจะเอื้อมมาแตะที่ข้างแก้มของฉัน นิ้วมือของเขาสั่นไหวน้อยๆ เป็นสัญญาณของความลังเลที่หาได้ยากยิ่งจากคนอย่างคิน หัวใจฉันเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความสับสนระหว่างความโกรธ ความกลัว และความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจยอมรับได้ตีวนกันจนปั่นป่วน
ทว่า... ก่อนที่ปลายนิ้วของเขาจะได้สัมผัสผิวแก้มของฉันเพียงเสี้ยวเซนติเมตร
*แกร๊ก!*
เสียงลูกบิดประตูด้านหลังถูกหมุนอย่างกะทันหัน บานประตูไม้ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงพร้อมกับเงาร่างของใครบางคนที่ก้าวเข้ามาในห้อง สปอตไลต์แห่งความเป็นจริงสาดส่องลงมาทำลายความเงียบงันลงในพริบตา
“คิน! เอกสารที่แม่แกฝากมา... เฮ้ย!”
เสียงที่คุ้นเคยชะงักค้างไป สายตาของผู้มาใหม่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นระยะห่างอันล่อแหลมระหว่างฉันกับประธานนักเรียนมาดนิ่ง และบนซองเอกสารสีน้ำตาลในมือของเขานั้น มีตราประทับสีแดงสดของสำนักงานกฎหมายตระกูลฉัน—พร้อมข้อความลับสุดยอดที่ถูกจ่าหน้าถึงพ่อของคินอย่างชัดเจน!
***
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน หวังว่าจะชอบความแสบปนหวานในตอนนี้ แล้วเจอกันตอนหน้านะคะ! — ไอศกรีมมินต์ช็อก
สูตรลับฉบับกวนใจ ยัยตัวร้ายกับนายมาดนิ่ง•ตอนที่ 9
คำเตือนจากเพื่อนสนิท
ผลงานโดย ไอศกรีมมินต์ช็อก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไอศกรีมมินต์ช็อก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรลับฉบับกวนใจ ยัยตัวร้ายกับนายมาดนิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!