“บอกความจริงมา... มินต์”
ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นมินต์จางๆ ปะทะเข้ากับพวงแก้มของฉันโดยตรง ระยะห่างระหว่างเราในตอนนี้แทบไม่เหลือพื้นที่ให้แม้แต่ละอองอากาศได้แทรกผ่าน แผ่นหลังของฉันแนบชิดติดกับบานกระจกเย็นเฉียบของห้องสภานักเรียน ในขณะที่ฝ่ามือใหญ่ของคินข้างหนึ่งทาบยันกรอบหน้าต่างไว้ราวกับกรงขังที่สร้างขึ้นจากความถือดีของเขาเอง
ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตานั่นไม่ได้เย็นชาเหมือนอย่างเคย หากแต่กำลังลุกโชนด้วยประกายไฟบางอย่างที่ฉันไม่กล้าแม้แต่จะสบตาตรงๆ
“ฉัน... ฉันจะไปมีความลับอะไรกับนายล่ะ คิน” ฉันพยายามเค้นเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าหัวใจเจ้ากรรมจะเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุกระดูกซี่โครงออกมาอยู่รำคาญเต็มทีแล้วก็ตาม
“ก็ความลับที่ว่า... เธอไม่ได้เกลียดฉันอย่างที่ปากพูดไง”
น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและจริงจังจนน่ากลัว มันไม่ใช่ประโยคบอกเล่าเพื่อการปะทะฝีปากอย่างทุกทีที่ผ่านมา แต่เป็นถ้อยคำที่บีบคั้นให้ฉันต้องจนมุมด้วยหลักฐานทางความรู้สึกที่ซ่อนไว้ไม่มิด
ฉันเม้มริมฝีปากแน่น เบนสายตาหนีไปยังเสี้ยวหน้าคมคายที่อยู่ใกล้แค่คืบ สมองอันชาญฉลาดที่มักจะหาทางเอาตัวรอดได้ทุกสถานการณ์กลับว่างเปล่าอย่างน่าประหลาด ยัยมินต์เอ๋ย... เธอเป็นถึงสาวแสบประจำโรงเรียนผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลูกไก่ในกำมือของประธานนักเรียนจอมเฮี้ยบคนนี้ไปได้นะ
“ปล่อยฉันนะ คิน” ฉันออกแรงผลักอกอีกฝ่ายเบาๆ แต่เขากลับไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อน ราวกับว่าร่างกายของเขากลายเป็นเสาหินที่ฝังรากลึกอยู่กับพื้นห้องไปเสียแล้ว
“ถ้าไม่ปล่อยล่ะ?” เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นนิดๆ ในแบบที่ทำให้ฉันอยากจะหยิกให้เนื้อเขียว “เธอก็รู้ว่าเราเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วนะ มินต์ ก่อนที่การประชุมคณะกรรมการร่วมและโครงการทั้งหมดจะสิ้นสุดลง... ก่อนที่เราต่างคนต่างต้องเดินกลับไปอยู่ในเส้นทางที่ผู้ใหญ่ขีดไว้ให้”
ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศรอบตัวร่วงหล่นลงสู่ความเงียบงันที่หนักอึ้งทันที
ใช่... เราต่างก็รู้ดี คินแบกรับความคาดหวังของตระกูลแพทย์ชื่อดังที่ต้องสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ ส่วนฉันเองก็ถูกกำหนดอนาคตไว้แล้วว่าจะต้องบินลัดฟ้าไปบริหารธุรกิจที่อเมริกาตามคำสั่งของคุณแม่ เส้นทางของเราขนานกันมาตลอด จนกระทั่งการมาปะทะคารมกันในทุกๆ วันกลายเป็นพื้นที่หลบภัยแห่งเดียวที่เราต่างก็แอบเสพติดมันโดยไม่รู้ตัว
คินค่อยๆ ลดมือลงจากกรอบหน้าต่าง แต่เขากลับไม่ได้ถอยห่างออกไป ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาเอื้อมมาแตะที่ปอยผมของฉันที่หลุดลุ่ยเบาๆ ก่อนจะทัดมันไว้หลังหูให้อย่างทะนุถนอม สัมผัสนั้นแผ่วเบาราวกับกลีบดอกไม้ แต่กลับสร้างรอยไหม้ร้อนระอุไว้บนผิวเนื้อของฉันอย่างน่าประหลาด
“ไปนั่งตรงนั้นกันเถอะ” เขากล่าวเสียงนุ่ม เลิกคุกคามแล้วผายมือไปยังโซฟาตัวยาวมุมห้องที่มีแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งพื้นสาดส่องลงมา บรรยากาศยามค่ำคืนของตึกเรียนที่เงียบสงบทำให้ที่นี่กลายเป็นโลกใบเล็กๆ ที่มีเพียงเราสองคน
ฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยักหน้ารับเบาๆ แล้วเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา ฝั่งตรงข้ามคินที่เพิ่งเดินไปหยิบกระป๋องโซดาเย็นจัดสองกระป๋องมาจากตู้เย็นเล็กๆ เขาเปิดมันแล้วยื่นมาให้ฉันกระป๋องหนึ่ง
“ขอบใจนะ” ฉันรับมาถือไว้ ความเย็นจากกระป๋องช่วยดึงสติให้กลับเข้าร่างขึ้นมาบ้าง
พวกเรานั่งเงียบกันอยู่ครู่ใหญ่ ปล่อยให้เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานแข่งกับเสียงหัวใจที่ยังคงเต้นไม่เป็นจังหวะ คินทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนแสงไฟจากถนนยามค่ำคืน ใบด้านข้างของเขายามต้องแสงไฟดูอ่อนโยนกว่าตอนใส่สูทนักเรียนเต็มยศและถือแฟ้มตรวจระเบียบราวฟ้ากับเหว
“นี่... คิน” ฉันเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน เมื่อทนกับบรรยากาศที่ชวนอึดอัดแต่กลับสั่นไหวในอกนี้ไม่ไหว “ถ้านายไม่ได้ต้องเป็นประธานนักเรียนที่ต้องทำตามกฎระเบียบทุกกระเบียดนิ้ว ไม่ต้องเป็นความภาคภูมิใจของใครต่อใคร... นายอยากทำอะไรมากที่สุดในชีวิตนี้?”
คำถามของฉันทำให้คินชะงักไปเล็กน้อย เขาก้มมองกระป๋องโซดาในมือ หมุนมันเล่นเบาๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งการเยาะหยัน แต่มันเจือความเหนื่อยล้าที่เขาเก็บซ่อนไว้มานาน
“แปลกนะ... ไม่เคยมีใครถามคำถามนี้กับฉันเลยสักคน” คินเงยหน้าขึ้นสบตาฉัน นัยน์ตาสีนิลคู่นั้นสะท้อนภาพของฉันลงไปตรงกลาง “ทุกคนมักจะถามว่า ‘สอบได้ที่เท่าไหร่’ ‘จะเลือกคณะอะไร’ หรือ ‘เตรียมตัวไปเรียนต่อถึงไหนแล้ว’ แต่ไม่มีใครเคยถามเลยว่า... จริงๆ แล้วฉันอยากทำอะไร”
“งั้นตอนนี้ฉันถามแล้วไง ตอบมาสิ” ฉันเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามรักษาฟอร์มของยัยตัวแสบเอาไว้ แม้ว่าในใจจะอยากฟังคำตอบของเขาใจจะขาด
คินระบายยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของฉันกระตุกวูบ “ถ้าพูดไปเธอก็อาจจะหาว่ามันเด็กสิ้นดี... ฉันแค่อยากลองโดดเรียนไปนั่งกินไอศกรีมร้านข้างโรงเรียนตอนบ่ายสาม โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะมีอาจารย์ฝ่ายปกครองเดินมาตรวจ หรือมีเอกสารกองโตคอยตามทวงบนโต๊ะสภานักเรียน”
ฉันกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา “แค่นี้เนี่ยนะ? ประธานนักเรียนผู้เคร่งขรึม ฝันอยากจะทำแค่นั่งกินไอศกรีมเนี่ยนะ?”
“มันไม่ได้มีแค่นั้นหรอก” คินหันมามองฉันเต็มตา ดวงตาคู่นั้นคมปลาบจนฉันต้องเผลอกลั้นหายใจ “สิ่งที่ฉันอยากทำมากที่สุดจริงๆ... คือการได้ไปเที่ยวทะเลสักครั้งโดยที่ไม่ต้องพกคอมพิวเตอร์พกพา ไม่ต้องเช็กตารางงาน และ...” เขาเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด “...ได้ไปกับคนๆ หนึ่ง คนที่ชอบเถียงฉันคอเป็นเอ็น คนที่ทำให้ฉันรู้ว่าโลกใบนี้มันยังมีสีสันมากกว่าสีขาวกับสีดำ”
ใบหน้าของฉันร้อนผ่าวขึ้นมาฉับพลัน ความร้อนลามเลียจากลำคอขึ้นมาถึงใบหูจนแทบจะระเบิด สมองประมวลผลคำพูดของเขาแทบไม่ทัน นี่เขากำลัง...สารภาพอะไรอ้อมๆ อยู่หรือเปล่า?
“นาย... พูดบ้าอะไรเนี่ย” ฉันหลบสายตา แสร้งยกกระป๋องโซดาขึ้นดื่มกลบเกลื่อนความประหม่า แต่เกือบจะสำลักออกมาเพราะความรีบร้อน
คินหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี มือหนาเอื้อมมาฉวยกระป๋องโซดาออกจากมือฉันไปวางไว้บนโต๊ะตรงหน้า ก่อนที่ปลายนิ้วอุ่นจะเอื้อมมาแตะคางของฉันให้เงยหน้าขึ้นสบตากับเขาอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีการหลบเลี่ยง ไม่มีกำแพงแห่งศักดิ์ศรีใดยืนขวางกั้นระหว่างเราทั้งคู่
“ฉันไม่ได้พูดเล่นนะ มินต์” น้ำเสียงของเขาจริงจังและนุ่มนวลจนน่าใจหาย “ไหนๆ ค่ำคืนนี้ก็เป็นคืนสุดท้ายก่อนที่เราจะต้องเคลียร์ทุกอย่างให้จบ... เธอลองบอกฉันมาบ้างสิ ว่าสิ่งสุดท้ายที่เธออยากทำร่วมกับฉัน ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป... คืออะไร?”
ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในความรู้สึกของฉัน มันดึงเอาความกลัว ความลังเล และความปรารถนาที่ซ่อนเร้นอยู่ก้นบึ้งของหัวใจให้ออกมาเผชิญหน้ากันอย่างไม่มีทางหลบหนี
ฉันมองริมฝีปากที่กำลังขยับพูดของเขา สลับกับแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจที่เขาไม่เคยแสดงให้ใครเห็นมาก่อน มือของฉันกำเข้าหากันแน่นในตัก ขณะที่ความคิดนับร้อยกำลังตีกันยุ่งเหยิงในหัว สมองบอกให้ปฏิเสธและรักษาระยะห่างตามเดิม แต่หัวใจกลับกระซิบคำตอบที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก ริมฝีปากเม้มเข้าหากันชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยปากพูดออกไปอย่างคนยอมจำนนต่อความรู้สึกของตัวเอง
“ถ้าอย่างนั้น... พรุ่งนี้” ฉันเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น “หลังเลิกเรียน... นายต้องโดดเรียนเป็นเพื่อนฉัน ไปกินไอศกรีมมินต์ช็อกโกแลตที่ร้านเดิม และห้ามพกมือถือเด็ดขาด... ตกลงไหม?”
คินนิ่งอึ้งไปชั่ววินาที ก่อนที่รอยยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าของประธานนักเรียนผู้เคร่งขรึมคนนั้น เป็นรอยยิ้มที่สว่างไสวเสียจนดวงดาวนอกหน้าต่างยังต้องยอมแพ้
“ตกลง” เขาตอบรับทันทีโดยไม่ต้องคิดเลยสักนิด “ฉันจะทำตามบัญชาของเธอทุกอย่างเลย... ยัยตัวแสบ”
บรรยากาศระหว่างเราอบอวลไปด้วยความหวานล้ำที่เคลือบเจือด้วยความหน่วงในอก เพราะเราต่างรู้ดีว่าพรุ่งนี้อาจเป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างอิสระแบบนี้ คินเลื่อนมือขึ้นมาจับมือฉันไว้ ปลายนิ้วของเราประสานเข้าหากันอย่างแนบแน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านเข้ามาในใจจนทำให้ฉันไม่อยากให้ค่ำคืนนี้สิ้นสุดลงเลย
ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบสงบอันแสนหวานกำลังโอบกอดเราไว้ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นกะทันหันตรงโถงทางเดินด้านนอกห้องสภานักเรียน ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูดังปังๆ สามครั้งติดกันอย่างไม่มีมารยาท
“ประธานนักเรียน! อยู่ข้างในหรือเปล่าคะคุณคิน!” เสียงแหลมสูงของรองประธานฝ่ายกิจการนักเรียนตะโกนแทรกเข้ามาทำลายบรรยากาศทั้งหมดลงในพริบตา “คุณแม่ของคุณโทรมาที่ห้องปกครอง แจ้งว่ารถมารอรับกลับบ้านด่วนค่ะ!”
ฉันสะดุ้งสุดตัว รีบดึงมือออกจากกาลเวลาแห่งความฝันของคินทันที หัวใจที่เพิ่งพองโตกลับร่วงหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม คินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มเมื่อครู่กลับมาตึงเครียดขึ้นอีกครั้งเมื่อได้ยินชื่อนั้น
แต่ยังไม่ทันที่คินจะได้ลุกขึ้นไปเปิดประตู มือถือบนโต๊ะของเขาก็สว่างวาบขึ้นมาพร้อมกับสายเรียกเข้าหน้าจอที่โชว์ชื่อของบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโรงเรียน... และเป็นคนเดียวที่จะพรากเราออกจากกันในคืนนี้
*ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความรู้สึกป่วนและหวานซึ้งของมินต์กับคินนะคะ*
สูตรลับฉบับกวนใจ ยัยตัวร้ายกับนายมาดนิ่ง•ตอนที่ 42
ค่ำคืนสุดท้ายก่อนตัดสินใจ
ผลงานโดย ไอศกรีมมินต์ช็อก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไอศกรีมมินต์ช็อก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรลับฉบับกวนใจ ยัยตัวร้ายกับนายมาดนิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!