ล้อกระเป๋าเดินทางรุ่นไฮendกระทบกับพื้นฟุตปาธดัง *กึก... กึก...* เป็นจังหวะที่ฟังดูหดหู่และโดດเดี่ยวเกินกว่าจะเกิดขึ้นในค่ำคืนวันศุกร์ที่ควรเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของวัยรุ่น
มินต์ยืนกอดอกพิงเสาไฟถนน แสงสีส้มอุ่นจากหลอดไฟสตรีทไลท์สาดลงมาสะท้อนเส้นผมสีน้ำตาลประกายทองของเธอ ดวงตากลมโตคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อประเมินสถานการณ์ตรงหน้า แม้ปากจะยังคงเคลือบด้วยรอยยิ้มเย้าแหย่ตามนิสัย แต่ลึกๆ แล้ว เธอกลับสัมผัสได้ถึงความสั่นเทาเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อฮู้ดสีเขียวมิ้นต์ตัวเก่งของตัวเอง... ไม่ใช่เพราะความหนาวของลมค่ำ แต่มันคือความกลัว—ความกลัวที่ว่า คนตรงหน้าเธอเวลานี้ ช่างเปราะบางเสียจนเผลอเป่าลมแรงใส่ครั้งเดียวก็อาจจะแตกสลายคามือ
"ฉันนึกว่านายจะยอมก้มหัวให้คุณพ่อคุณแม่แล้วเดินกลับเข้าไปนอนบนเตียงนุ่มๆ เสียอีกค่ะ นายมาดนิ่ง" มินต์เอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงที่เคยใช้ลับฝีปากกันมานับร้อยครั้งในสภานักเรียน กลับเจือไปด้วยความนุ่มนวลอย่างประหลาดที่เจ้าตัวก็ไม่อยากจะยอมรับ
คินหยุดเดิน ล้อกระเป๋าหยุดหมุนตาม เขายืนนิ่งอยู่ในชุดไปรเวทสบายๆ—เสื้อยืดสีดำสนิทที่ขับให้ผิวขาวจัดดูโดดเด่น กับกางเกงสแล็คตัวเดิมที่มักจะใส่ไปโรงเรียน ใบหน้าด้านข้างที่มักจะเชิดขึ้นด้วยความถือดีและมาดขรึมของประธานนักเรียนผู้ไร้ที่ติ บัดนี้กลับสันกรามเกร็งแน่นอย่างไร้การควบคุม ดวงตาคมกริบที่เคยฉายแววเย่อหยิ่ง มองทอดไปยังความมืดเบื้องหน้าด้วยแววตาที่ว่างเปล่าจนน่าใจหาย
"บ้านหลังนั้น... มันไม่ใช่ของฉันอีกต่อไปแล้ว มินต์"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาเบาหวิว ราวกับเกรงว่าถ้าพูดดังเกินไป ความอดทนทั้งหมดที่เขาสั่งสมมาตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากประตูรั้วบ้านหลังใหญ่โตราวกับคฤหาสน์ จะพังทลายลงมาต่อหน้าผู้หญิงปากร้ายคนนี้
มินต์ขยับตัว เธอเดินเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นโคโลญจน์จางๆ ที่คุ้นเคยปะปนกับกลิ่นฝนแรกของค่ำคืนนี้ "การประกาศอิสรภาพมันเจ็บปวดแบบนี้แหละค่ะ... นายคิดว่าการเดินออกมาจากกรงทองที่มีคนปูพรมแดงรอต้อนรับมันจะสวยงามเหมือนในนิยายหรือยังไง?"
"เธอไม่เข้าใจหรอก มินต์" คินหันมาสบตาเธอ แววตาคู่นั้นไหววูบอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรก จนมินต์ถึงกับหายใจสะดุด "สำหรับเธอ... ครอบครัวคืออิสรภาพ คือคนที่พร้อมจะเข้าใจและโอบกอดเธอในทุกๆ เรื่อง แต่สำหรับฉัน... ทุกย่างก้าวในบ้านหลังนั้น ถูกตีราคาเป็นเกียรติยศ ชื่อเสียง และความคาดหวังที่ฉันแบกไว้ตั้งแต่วันที่ฉันเริ่มจำความได้ การก้าวออกมาวันนี้... มันไม่ได้เรียกว่าการหาอิสรภาพหรอก มันคือการควักหัวใจตัวเองทิ้งไว้ข้างหลังต่างหาก"
คำพูดนั้นแทงลึกเข้าไปในใจของมินต์ รอยยิ้มเย้ยหยันบนมุมปากเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย เธอกลืนก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ที่ลำคอลงไปอย่างยากลำบาก ภาพอดีตของตัวเธอเอง—เด็กผู้หญิงที่ต้องทำตามความคาดหวังทุกอย่างของมารดาจนเกือบสูญเสียตัวตน—ฉายชัดขึ้นมาในหัว ซ้อนทับกับภาพของเด็กหนุ่มผู้แสนสมบูรณ์แบบที่ยืนอยู่ตรงหน้า
มือเรียวเล็กยื่นออกไปโดยอัตโนมัติ นิ้วเรียวคว้าเข้าที่ชายเสื้อยืดสีดำของคินไว้แน่น แม้จะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่สัมผัสอุ่นๆ จากฝ่ามือของเธอที่ส่งผ่านเนื้อผ้า กำลังบอกเขาว่า *'นายไม่ได้ตัวคนเดียว'* ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดปลอบโยนใดๆ ในโลก
คินก้มมองมือเล็กๆ นั้น ดวงตาคมไหวระริก เขาไม่ได้ปัดมันออก ราวกับว่าในความมืดมนและหนาวเหน็บที่สุดของชีวิตตอนนี้ ฝ่ามือของยัยตัวร้ายที่ชอบหาเรื่องเถียงเขาทุกวี่ทุกวัน คือสิ่งเดียวที่ยึดโยงเขาไว้กับความเป็นมนุษย์
"ถ้ามันเจ็บนัก... ทำไมถึงยังดึงดันจะเดินออกมาล่ะคะ?" มินต์เงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตากลมโตคู่นั้นรื้นไปด้วยหยดน้ำใสๆ ที่เธอพยายามสะกดกลั้นไว้ไม่ให้ไหลออกมา "นายก็น่าจะรู้ว่าถ้านายยอมก้มหัวให้พวกท่านอีกนิดเดียว ชีวิตนายก็จะกลับไปโรยด้วยกลีบกุหลาบเหมือนเดิม... ทำไมต้องเลือกทางที่ยากที่สุดด้วยล่ะ?"
"เพราะถ้าฉันยังอยู่ตรงนั้น... ฉันคงไม่มีวันได้มองเห็นเธอจริงๆ มินต์"
คำตอบนั้นกระแทกเข้ากลางใจของมินต์อย่างจัง ลมหายใจของเธอสะดุดกึก หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบจะกระโจนออกมานอกอก ความเงียบงันเข้าปกคลุมรอบตัวเราทั้งคู่ มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวแข่งกับเสียงรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปบนถนนสายใหญ่
คินขยับเข้ามาใกล้ขึ้น ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง กลิ่นอายความเป็นตัวตนของเขาโอบล้อมเธอไว้จนมินต์รู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วทั้งใบหน้า นิ้วมือเรียวยาวของประธานนักเรียนผู้เย่อหยิ่ง เอื้อมขึ้นมาสัมผัสเบาๆ ที่แก้มเนียนของเธออย่างไร้การลังเล ปลายนิ้วอุ่นเกลี่ยหยดน้ำตาที่เล็ดลอดออกมาจากดวงตากลมโตออกให้อย่างอ่อนโยน—อ่อนโยนเสียจนมินต์แทบจะละลายหายไปตรงนั้น
"ฉันเหนื่อยกับการเป็นเด็กดีของทุกคนแล้ว มินต์..." คินกระซิบชิดริมฝีปาก เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือ "แต่การได้ยืนอยู่ตรงนี้... ได้มองตาเธอตอนนี้... ฉันเริ่มคิดว่า บางที การสูญเสียทุกอย่างไป อาจจะเป็นราคาที่ถูกที่สุดที่ฉันต้องจ่าย เพื่อจะได้ครอบครองบางสิ่งที่ล้ำค่าจริงๆ สักที"
มินต์รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน คำสารภาพที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย่อหยิ่งและมาดนิ่งมาตลอดนับปี ถูกเปิดเผยออกมาในค่ำคืนที่มืดมิดและหนาวเหน็บที่สุด บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยความหวานปนความขมปร่าที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เธออ้าปากจะเถียงอะไรสักอย่างเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายที่กำลังแผดเผาแก้มของเธอ แต่ริมฝีปากกลับถูกขัดขวางด้วยความอบอุ่นที่ทาบทับลงมาอย่างนุ่มนวลและรวดเร็ว
มันไม่ใช่การจูบที่เร่าร้อน แต่มันคือการประกาศตัวตน คือการยึดเหนี่ยว และคือคำสัญญาที่เงียบงันระหว่างคนสองคนที่ต่างก็มีแผลเหวอะหวะในหัวใจ มินต์เบิกตากว้างด้วยความตกใจชั่วขณะ ก่อนที่เปลือกตาคู่สวยจะค่อยๆ ปิดลง ยอมปล่อยให้ความรู้สึกทั้งหมดไหลหลอมรวมไปกับสัมผัสที่ทั้งอ่อนโยนและเว้าวอนของคนตรงหน้า
แต่ในวินาทีที่หัวใจของทั้งคู่กำลังจะหลอมละลายเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางบรรยากาศอันแสนเปราะบาง...
*เอี๊ยดดดด—!*
เสียงเบรกของรถยนต์หรูคันสีดำสนิทที่พุ่งเข้ามาจอดเทียบฟุตปาธอย่างกะทันหัน พร้อมกับแสงไฟหน้ารถที่สาดส่องเข้ามาจนแสบตา ทำลายช่วงเวลาอันเงียบงันลงอย่างไม่ใยดี ประตูรถด้านหลังเปิดผางออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทภูมิฐานที่ก้าวลงมาด้วยใบหน้าถมึงทึงและแววตาดุดันที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี
"คิน! แกคิดจะทำบ้าอะไรวะ! กลับขึ้นรถเดี๋ยวนี้!"
เสียงตวาดก้องของบิดาคินดังลั่นทำลายความเงียบของค่ำคืน แต่นั่นยังไม่น่าตกใจเท่ากับร่างของผู้หญิงอีกคนที่ก้าวตามลงมาจากรถ—มารดาของคิน ที่กำลังจ้องมองมาที่มินต์และคินด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์ ก่อนที่ผู้เป็นแม่จะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของมินต์เย็นเฉียบลงในพริบตา
"ที่แท้ก็เพราะนังเด็กไร้หัวนอนปลายเท้าคนนี้นี่เอง... แกถึงกล้าทรยศครอบครัวตัวเองสินะ ไอ้ลูกอกตัญญู!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างความรักและคราบน้ำตาของเด็กๆ นี้นะคะ
สูตรลับฉบับกวนใจ ยัยตัวร้ายกับนายมาดนิ่ง•ตอนที่ 45
อิสระที่ต้องแลกด้วยน้ำตา
ผลงานโดย ไอศกรีมมินต์ช็อก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไอศกรีมมินต์ช็อก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรลับฉบับกวนใจ ยัยตัวร้ายกับนายมาดนิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!