สูตรลับฉบับกวนใจ ยัยตัวร้ายกับนายมาดนิ่ง•ตอนที่ 7

จุดเปลี่ยนของความรู้สึก

ผลงานโดย ไอศกรีมมินต์ช็อก
“นาย... มาทำบ้าอะไรที่นี่?” คำถามนั้นหลุดรอดจากริมฝีปากของมินต์ไปพร้อมกับลมหายใจที่สะดุดกึ่งหนึ่ง เงาสูงโปร่งที่ทาบทับลงบนบานกระจกใสสะท้อนภาพของ ‘คิน’ ประธานนักเรียนผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเนี๊ยบ ไร้ที่ติ และเกลียดความวุ่นวายเข้ากระดูกดำ ทว่าในยามเย็นที่ฟ้าครึ้มเป็นสีเทาตะกั่วเช่นนี้ คนที่ควรจะนั่งตรวจเอกสารสภานักเรียนอยู่ในห้องแอร์เย็นเฉียบ กลับมายืนเปียกชื้นอยู่หน้าห้องเก็บอุปกรณ์ศิลปะเก่า—ห้องที่ถูกลืมเลือนและล็อกตายซากมานานนับปี คินไม่ตอบทันที เขายกมือขึ้นปัดปอยผมหน้าที่เปียกน้ำฝนเล็กน้อย หยดน้ำใสไหลผ่านสันจมูกคมสันลงมาถึงกรอบคาง ได้รูป เขากวาดสายตาคมกริบมองมินต์ที่ยืนกอดอกถือพู่กันเปื้อนสีอะคริลิกแน่น เหมือนแม่เสือสาวที่พร้อมจะตะปบเหยื่อทุกเมื่อถ้าเข้ามาล้ำ The Zone “ถ้าฉันไม่มา เธอก็คงติดแหง็กอยู่กับเสียงฟ้าผ่าจนสติหลุดไปแล้วมั้ง ยัยตัวแสบ” น้ำเสียงนั่น... มันช่างราบเรียบ เย็นชา และกวนประสาทเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของมินต์กระตุกวูบไม่ใช่คำพูดถากถางนั้น หากเป็นรอยเปื้อนสีน้ำเงินครามที่ข้างแก้มของเขาต่างหาก... ประธานนักเรียนผู้รักความสะอาดเนี๊ยบทุกกระเบียดนิ้ว กำลังมีสภาพไม่ต่างจากลูกหมาตกน้ำที่เพิ่งลุยโคลนมา “ใครสติหลุดยะ! ฉันแค่ออกมาหาแรงบันดาลใจ แล้วก็... ประตูกรบมันดันติดต่างหากเล่า!” มินต์เชิดหน้าขึ้นเถียงกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียง พยายามก้าวถอยหลังเพื่อเว้นระยะห่าง แต่วินาทีนั้นเอง— *เปรี้ยง!* เสียงฟ้าผ่าคำรามกึกก้องจนกระจกบานใหญ่สั่นสะเทือน พร้อมกับกระแสไฟฟ้าในตึกเรียนเก่าที่ตัดขาดพรึบ ความมืดสีเทาทะมึนกลืนกินห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ทันทีเหลือเพียงแสงวาบจากสายฟ้าด้านนอกที่สาดส่องเข้ามาเป็นระยะ มินต์สะดุ้งสุดตัวโดยอัตโนมัติ ร่างบางเซถลาไปชนกับชั้นวางโครงกระดูกจำลองและกระป๋องสีที่กองอยู่บนพื้น โชคดีที่มือหนาของใครบางคนคว้าข้อแขนเธอไว้ได้ทันก่อนที่เธอจะล้มหัวฟาดพื้น สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือของคินทะลุผ่านเนื้อผ้าของเสื้อนักเรียนเข้ามา สัมผัสได้ถึงจังหวะชีพจรที่เต้นเร็วรัวไม่แพ้กัน ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหอบหายใจเบาๆ ของคนทั้งคู่ที่ยืนแนบชิดกันท่ามกลางความมืดและกลิ่นอายฝนที่ลอยอบอวลเข้ามาทางช่องหน้าต่าง “ซุ่มซ่ามสมเป็นเธอจริงๆ” คินกระซิบชิดริมหู เสียงของเขาต่ำพร่ากว่าปกติจนมินต์รู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล่นพล่านไปตามสันหลัง “ปล่อยนะ!” มินต์สะบัดแขนออกสุดแรง รีบผละถอยหลังจนสะโพกไปชนกับขอบโต๊ะทำงานเก่า “ฉันดูแลตัวเองได้น่า ไม่ต้องมาทำเป็นฮีโร่หรอก ประธานคิน คนเก๊ก!” คินถอนหายใจยาวเหยียด เขาไม่ได้โต้ตอบเหมือนทุกครั้งที่มักจะต้องเถียงกันจนบ้านแตก เขากลับก้มลงหยิบร่มพับสีดำที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาปัดฝุ่นออกเบาๆ ก่อนจะเดินไปปิดหน้าต่างที่สาดละอองฝนเข้ามาจนพื้นเปียกชุ่ม ท่าทางสุขุมนุ่มลึกของเขาในยามนี้ทำให้มินต์แอบลอบมองผ่านความมืดไม่ได้ ความสัมพันธ์ของพวกเขามันเริ่มต้นด้วยความเกลียดขี้หน้า การปะทะคารมกันทุกครั้งที่เดินสวนกันในโรงเรียน มินต์มองว่าคินเป็นพวกหุ่นยนต์ไร้หัวใจที่ใช้กฎระเบียบมาบงการชีวิตคนอื่น ส่วนคินก็มองว่ามินต์เป็นตัวปัญหาที่ชอบแหกกฎและสร้างความปวดหัวให้เขาไม่เว้นแต่ละวัน แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่... จากความเกลียดชัง มันเริ่มถูกกัดเซาะด้วยความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ที่อีกฝ่ายแอบซ่อนไว้โดยไม่ยอมปริปากบอก “มองอะไร หน้าฉันมีรอยเปื้อนสีหรือไง” คินหันกลับมาสบตา เธอในจังหวะที่แสงแฟลชจากฟ้าผ่าส่องสว่างพอดี ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นสะท้อนภาพของเธอไว้อย่างชัดเจน “ก็... แก้มตนนั่นแหละ เปื้อนสีน้ำเงิน น่าเกลียดชะมัด” มินต์พึมพำเบี่ยงเบนความสนใจ ยื่นมือออกไปโดยไม่ทันคิด ตั้งใจจะปัดรอยเปื้อนนั้นออกให้ แต่พอปลายนิ้วสัมผัสกับผิวแก้มอุ่นของเขา ทั้งคู่ก็ชะงักงันราวกับถูกมนต์สะกด เวลาข้างนอกราวกับหยุดเดิน เสียงฝนที่เทกระหน่ำลงมากลายเป็นเพียงเสียงประกอบฉากอันไกลโพ้น มินต์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อรู้ตัวว่าระยะห่างระหว่างใบหน้าของพวกเขามันใกล้กันเกินไป ใกล้จนรับรู้ได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารดแก้ม และแววตาไหววับของคินที่จ้องมองริมฝีปากของเธอนิ่งนาน “มินต์...” เสียงเรียกชื่อเธอดังแผ่วเบา มันไม่ใช่เสียงประชดประชัน แต่มันคือความเว้าวอนบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากความเยือกเย็นมาตลอด “เธอเคยเบื่อไหม... กับการต้องทำตัวให้สมบูรณ์แบบตลอดเวลา?” คำถามนั้นกระแทกเข้ากลางใจของมินต์อย่างจัง ปมในอดีตที่เธอพยายามวิ่งหนี ภาพความคาดหวังของครอบครัวที่ต้องเป็นที่หนึ่ง ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าของคนที่ปิดบังความรู้สึกเก่งที่สุดในโรงเรียน “นาย... หมายความว่ายังไง” มินต์ถามเสียงแผ่ว ความมั่นใจทั้งหมดที่มีมลายหายไปสิ้น คินเลื่อนมือขึ้นมาทาบลงบนหลังมือของมินต์ที่ยังคงแตะอยู่บนแก้มของเขา เขาไม่ได้ผลักไส แต่วางมือทับไว้อย่างทะนุถนอม ราวกับเธอกำลังถือสิ่งของที่เปราะบางที่สุดในโลก “ฉันเหนื่อยนะมินต์...” คินสารภาพความจริงที่ไม่มีใครเคยได้ยิน ออกมาในห้องเรียนมืดทึบนี้ “เหนื่อยที่ต้องเป็นประธานนักเรียนที่ทุกคนพึ่งพา เหนื่อยที่ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามตำรา... จนกระทั่งฉันได้มาเถียงกับเธอ ได้เห็นเวลาที่เธอโมโหจนหน้าดำหน้าแดง... นั่นแหละที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่จริงๆ” หัวใจของมินต์กระหน่ำรัวยิ่งกว่าเสียงฟ้าด้านนอก คำสารภาพที่เรียบง่ายแต่จริงใจจนน่าตกใจนี้ทำเอาเธอบรรยายความรู้สึกออกมาไม่ถูก ริมฝีปากอิบอิ่มเผยอน้อยๆ สมองขาวโพลนไปหมด เธอไม่เคยคิดเลยว่าภายใต้เกราะเหล็กของนายมาดนิ่งคนนี้ จะแบกรับความอ้างว้างไว้มากมายขนาดนั้น “นายมันบ้า...” มินต์พึมพำเสียงสั่น ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ “มาสารภาพอะไรตอนนี้เล่า บรรยากาศมันไม่ได้โรแมนติกเลยสักนิด!” คินหลุดหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดเท่าที่มินต์เคยเห็น รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะจนควบคุมไม่ได้ มือหนาเลื่อนจากหลังมือขึ้นมาสัมผัสเส้นผมนุ่มที่ชื้นเหงื่อและละอองฝน เขี่ยมันทัดหูให้อย่างเบามือ “ใครบอกว่าฉันต้องการบรรยากาศโรแมนติก...” คินโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนหน้าผากของเขาสัมผัสกับหน้าผากของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนผสานเป็นหนึ่งเดียว “ฉันต้องการแค่... ให้เธอยอมหยุดเถียงแล้วฟังฉันพูดความจริงก็พอ” มินต์หลับตาลงช้าๆ ยอมรับความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในอก ความรู้สึกต่อต้านที่เคยมีมลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความโหยหาและผูกพันที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะขยับเข้าหาเพื่อปิดระยะห่างอันยาวนาน— *กริ๊ก! เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นจากหน้าประตูห้องเก็บของ* มันไม่ใช่เสียงลมพัด และไม่ใช่เสียงฝน... แต่เป็นเสียงลูกบิดประตูที่ถูกหมุนจากด้านนอกอย่างกะทันหัน พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างวาบที่ส่องทะลุกระจกเข้ามาในห้อง! “ใครอยู่ข้างในน่ะ! ห้องนี้ล็อกอยู่นะเว้ย!” เสียงตะโกนห้าวของภารโรงประจำตึกดังแทรกขึ้นมา พร้อมกับเสียงเคาะประตูโครมครามที่ทำลายบรรยากาศสีชมพูในพริบตา มินต์สะดุ้งสุดตัวผลักอกคินออกทันทีด้วยใบหน้าที่แดงก่ำลามไปจนถึงใบหู คินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดระคนตกใจ เขายังไม่ทันได้เอ่ยปากแก้ตัวอะไร เสียงล็อกประตูด้านนอกก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่กำลังวิ่งเข้ามาสมทบ—และเสียงทักทายที่ทำให้เลือดในกายของคินและมินต์เย็นเฉียบลงพร้อมกัน “อ้าว! ครูเห็นไฟฉายในนี้ นึกว่าขโมย... เอ๊ะ! ประธานคิน? แล้วทำไมเธอถึงมา... อุ๊ยตายแล้ว!” ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความรู้สึกที่เริ่มเปลี่ยนไป... แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้ากับ "ไอศกรีมมินต์ช็อก" ครับ!
สารจากนักเขียน (ไอศกรีมมินต์ช็อก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรลับฉบับกวนใจ ยัยตัวร้ายกับนายมาดนิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%