แผ่นกระดาษในมือสั่นเทาจนเกิดเสียงกรอบแกรบเบาๆ ในความเงียบงันของห้องพักครูที่ไร้ผู้คน มินต์จ้องมองประกาศรายชื่อนักเรียนโครงการแลกเปลี่ยนระยะยาวด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง ตัวอักษรภาษาอังกฤษบรรทัดนั้นไม่ได้ยาวเหยียด แต่มันกลับคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงกลางใจ ชื่อของ ‘คิน’ ปรากฏหราอยู่บนนั้น พร้อมกับกำหนดการเดินทางที่ถูกขีดเส้นใต้ด้วยหมึกสีแดงฉาน—อีกสามวันข้างหน้า
“โกหกน่า…” เสียงกระซิบหลุดรอดริมฝีปากที่แห้งผากของเธอ
ประโยคคำเตือนจากเหตุการณ์เมื่อวานยังคงดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาท *‘คนที่นายรักที่สุด ก็คือเบี้ยตัวแรกที่จะต้องถูกกำจัดทิ้งจากกระดานนี้’* คำพูดของศัตรูตัวฉกาจที่เล่นเกมสกปรกเบื้องหลังความเงียบงัน กลายเป็นจริงขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนตั้งรับไม่ทัน มินต์ไม่ได้เฉลียวใจเลยสักนิดว่าเกมการแก้แค้นที่พยายามขัดขวางมาตลอด จะพุ่งเป้าไปที่การพรากตัวตนของใครบางคนออกไปจากชีวิตเธอโดยที่ยังไม่ทันได้สะสางความรู้สึกที่ค้างคาอยู่ในใจ
ประตูห้องพักครูถูกผลักเปิดออกเบาๆ ร่างสูงโปรดของประธานนักเรียนในชุดเครื่องแบบเรียบร้อยก้าวเข้ามา คินชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาสีเข้มคู่นั้นไหววับชั่วขณะก่อนจะกลับมาเรียบนิ่งราวกับผิวน้ำในยามไร้ลม
“เธอมาทำอะไรที่นี่ มินต์” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม เรียบเฉยและเยือกเย็นตามแบบฉบับของเขาเหมือนเช่นเคย
มินต์เงยหน้าขึ้นจากแผ่นกระดาษ ความรู้สึกอัดอั้นแล่นพล่านขึ้นมาจุกที่ลำคอ เธออยากจะกรีดร้อง อยากจะเขย่าร่างสูงๆ นี้ให้ตื่นจากความลับบ้าๆ ที่เขาแบกไว้คนเดียวอีกครั้ง แต่ริมฝีปากกลับเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง
“นายจะไปจริงเหรอ…” มินต์เค้นเสียงถามออกไป มันสั่นเครือเกินกว่าที่เธอจะควบคุมได้ “เอกสารใบนี่… หมายความว่ายังไง คิน ตอบฉันสิ!”
คินไม่ตอบ เขากวาดสายตามองกระดาษในมือเธอนิ่งนาน ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางหน้าต่างบานใหญ่ที่มองเห็นสนามฟุตบอลเบื้องล่าง แผ่นหลังกว้างนั้นดูโดดเดี่ยวและแบกรับอะไรไว้มากมายเกินกว่าเด็กผู้ชายอายุเท่ากันควรจะแบกรับไว้ และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้มินต์เจ็บปวดยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด
“มันเป็นเรื่องของอนาคต และมันเป็นสิ่งที่ฉันต้องทำ” คินเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงราบเรียบจนน่าใจหาย
“อนาคต? หรือว่ามันเป็นเกมบ้าๆ นั่นกันแน่!” มินต์ก้าวเข้าไปประชิด มือบางกำแผ่นกระดาษในมือจนยับยู่ยี่ “นายกำลังหนีอะไร คิน? นายกำลังหนีคำขู่ของพวกมัน หรือนายแค่อยากจะหนีหน้าฉันกันแน่!”
คินหันกลับมาเผชิญหน้า ดวงตาคมกริบมองลึกเข้ามาในดวงตาที่เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใสๆ ของเธอ ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นอายเฉพาะตัวที่คุ้นเคย—กลิ่นกระดาษเก่าและน้ำยาปรับผ้านุ่มจางๆ—ลอยวนอยู่รอบตัว จนทำให้หัวใจที่กำลังแตกสลายของมินต์ยิ่งปวดหนึบ
“เธอคิดว่าฉันกลัวงั้นเหรอ มินต์” คินโน้มใบหน้าลงมาเล็กน้อย น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและแฝงไปด้วยความร้าวราญที่ยากจะปิด The mask of perfection ที่เขาสวมไว้ตลอดเวลาเริ่มมีรอยร้าว “เธอไม่รู้อะไรเลย… ว่าการอยู่ที่นี่มันอันตรายกับใครบ้าง”
“แล้วการที่นายหายไปเฉียบพลันแบบนี้ มันดีกับฉันนักหรือไง!” มินต์เผลอตะคอกออกไป หยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้หยดเผาะลงบนหลังมือ “เราเพิ่งจะ… เราเพิ่งจะเริ่มเข้าใจกันไม่ใช่เหรอ? นายบอกว่าจะร่วมมือกับฉัน นายบอกว่าจะไม่ยอมแพ้ให้กับเกมตระกูลพวกนั้นไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมตอนนี้ถึงยอมแพ้ง่ายๆ ล่ะ คิน!”
เธอเจ็บ… เจ็บจนแทบหายใจไม่ออก ความรู้สึกต่อต้าน ความหมั่นไส้ และการเถียงกันทุกวันจนกลายเป็นความผูกพันลึกซึ้ง มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ความคุ้นชิน แต่มันคือพื้นที่ปลอดภัยเดียวที่เธอมีในโลกที่กดดันใบนี้ และตอนนี้ พื้นที่กำลังจะถูกพังทลายลงต่อหน้าต่อตา
คินมองภาพหญิงสาวตรงหน้า ร่างเพรียวที่มักจะเชิดหน้าชูตาเถียงเขาฉอดๆ ทุกวัน บัดนี้กลับมีหยาดน้ำตาไหลอาบแก้ม ความแข็งกร้าวที่เสร้างกำแพงไว้พังทลายลงจนหมดสิ้น มือหนาเอื้อมออกไปช้าๆ ปลายนิ้วเรียวเกลี่ยหยาดน้ำตาออกจากแก้มเนียนอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนจนผิดวิสัยทำให้มินต์สะعุดลมหายใจ
“เพราะฉันไม่อยากให้เธอต้องเจ็บตัวเพราะฉัน… ต่างหากล่ะ” คินกระซิบแผ่วเบa ชิดริมหูจนลมหายใจอุ่นร้อนปัดป่านแก้มนวล “เบี้ยตัวแรกถูกกำจัด เพราะมันขวางทางผู้มีอำนาจ แต่สำหรับฉัน… เธอมันไม่ใช่เบี้ย มินต์ เธคือสิ่งเดียวที่ฉันต้องปกป้อง”
“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าไป…” มินต์คว้าชายเสื้อเชيرของเขาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือ ร่างสูงตรงหน้าจะสลายหายไปในอากาศ “อยู่ที่นี่… เถียงกับฉันต่อ ใช้ชีวิตบ้าๆ ในโรงเรียนนี้ด้วยกันต่อไปเถอะนะ คิน ขอร้องล่ะ”
นี่เป็นครั้งแรกที่มินต์ยอมจำนน เป็นครั้งแรกที่สาวมั่นใจอย่างเธอเอמהคำว่า ‘ขอร้อง’ ออกมาจากใจจริง ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งห้อง มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นระรัวราวกับกลองเพลในอกของคนทั้งคู่ คินนิ่งงัน แววตาไหวระริกด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นมานาน เขากำลังจะเอริมฝีปากเพื่อพูดอะไรบางอย่าง—คำพูดที่จะเปลี่ยนทิศทางของทุกสิ่ง
ทว่า...
*กริ๊งงงงง!*
เสียงกริ่งสัญญาณเตือนภัยดังลั่นสนั่นโรงเรียน พร้อมๆ กับระบบไฟฉุกเฉินสีแดงที่กะพริบวาบไปทั่วตึกเรียน แสงสีแดงสาดส่องกระทบใบหน้าของทั้งคู่จนกลายเป็นบรรยากาศที่ชวนขนหัวลุก ประตูห้องพักครูถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงด้วยฝ่ามือปริศนา
ร่างของชายชุดสูทสีดำสามคนก้าวพรวดพราดเข้ามาในห้อง โดยมีผู้อำนวยการโรงเรียนยืนยันตัวตนอยู่ด้านหลังด้วยใบหน้าซีดเผือก
“คุณชายคินครับ… ถึงเวลาต้องเดินทางแล้วครับ เครื่องบินส่วนตัวรออยู่” ชายชุดดำคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความปรานี
คินชักมือกลับทันที สีหน้าของเขากลับคืนสู่ความเย็นชาอีกครั้งในพริบตาเดียว แววตาที่อ่อนโยนเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยวราวกับกำแพงน้ำแข็ง เขาก้าวถอยหลังออกห่างจากมินต์หนึ่งก้าว
“ดูแลตัวเองด้วยนะ มินต์” คินหันหลังให้เธออย่างไร้เยื่อใย “เกมนี้… ฉันขอเป็นคนจบมันเอง”
มินต์เบิกตากว้างเมื่อเห็นคินก้าวเดินตามกลุ่มชายชุดดำออกไปจากห้อง ทิ้งให้เธอืนอยู่ท่ามกลางเสียงสัญญาณเตือนภัยที่กรีดร้องและแสงไฟสีแดงฉาน และในวินาทีที่ประตูกำลังจะปิดลง ร่างของใครอีกคนก็ก้าวสวนเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ—บุคคลที่ไม่คาดฝันที่สุด... พี่ชายแท้ๆ ของคินที่ควรจะอยู่ต่างประเทศ กลับยืนยันรอยยิ้มเยือกเย็นส่งให้เธอ พร้อมกับกระซิบด้วยประโยคที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ
“เธอคิดผิดแล้วล่ะมินต์... ที่คิดว่าคินเป็นคนปกป้องเธอ เพราะจริงๆ แล้ว คินต่างหาก... ที่ถูกฉันฆ่าให้ตายทั้งเป็นตั้งแต่วินาทีนี้ต่างหากล่ะ”
---
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ "ไอศกรีมมินต์ช็อก" มาโดยตลอดนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สูตรลับฉบับกวนใจ ยัยตัวร้ายกับนายมาดนิ่ง•ตอนที่ 40
ความเจ็บปวดของการจากลา
ผลงานโดย ไอศกรีมมินต์ช็อก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไอศกรีมมินต์ช็อก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรลับฉบับกวนใจ ยัยตัวร้ายกับนายมาดนิ่ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!