พันธะพิศวาสร้ายคืนสิทธิ์รักสิทธิ์ลูก•ตอนที่ 27

ความวิกฤตของน้องรัน

ผลงานโดย รสรินกลิ่นกำมะหยี่
ลมหายใจหอบถี่ที่เล็ดลอดผ่านริมฝีปากแห้งผากของเด็กชายตัวน้อย คือเสียงที่กรีดแทงหัวใจของคนเป็นแม่อย่างรินรดาให้แหลกสลายลงในพริบตาเดียวค่ะ ปรอทวัดไข้ดิจิทัลในมือของเธอกะพริบเตือนด้วยตัวเลขสีแดงฉานที่พุ่งสูงถึงสามสิบเก้าจุดห้าองศาเซลเซียส ร่างเล็กๆ ของน้องรันสั่นเทิ้มด้วยพิษไข้ ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววซุกซนบัดนี้ปรือปรอยและร้อนผ่าว ผิวเนื้อนุ่มนิ่มขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างน่ากลัว "คุณแม่... รันหนาวจังครับ" เสียงแหบแห้งเอ่ยเรียกพร้อมกับมือเล็กๆ ที่พยายามควานหาที่ยึดเหนี่ยว รินรดาปรี่เข้าไปโอบกอดร่างนั้นไว้แนบอก น้ำตาที่พยายามกลั้นมาตลอดพังทลายลงอาบแก้ม เธอรู้ดีว่าอาการชักจากไข้สูงกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ลูกชายสุดที่รักแค่เอื้อม ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง ประตูห้องนอนก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยฝีมือของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ คีรินทร์ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก แม้เขาจะพยายามรักษามาดเยชาชาเย็นชาเอาไว้เพียงใด แต่ดวงตาคมกริบที่กวาดมองสภาพของลูกน้อยและอดีตภรรยา กลับสั่นไหวอย่างปิดไม่มิด "เกิดอะไรขึ้น ทำไมน้องรันถึงตัวร้อนขนาดนี้!" น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เคยราบเรียบ บัดนี้เจือไปด้วยความร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด คีรินทร์ก้าวฉับๆ เข้ามาใกล้เตียงนอน โดยไม่รอให้รินรดาเอ่ยอนุญาต มือหนาเอื้อมไปแตะหน้าผากมนของเด็กน้อยที่กำลังซุกซบอยู่กับอกอุ่นของมารดา ความร้อนที่แผดเผาผ่านฝ่ามือทำให้เขาถึงกับผะหนะด้วยความตกใจ "ถอยไปค่ะ อย่ามาแตะลูกฉัน!" รินรดาเบี่ยงกายหลบ ป้องกันเด็กชายไว้ด้วยสัญชาตญาณแห่งความเป็นแม่ ดวงตากลมโตที่บวมช้ำจากการร้องไห้ตวัดมองเขาด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดระแวง "ถ้าไม่ใช่เพราะคุณยืนขวางทางเรื่องเอกสารย้ายโรงเรียนเมื่อวานนี้ ฉันคงพาน้องรันไปหาหมอเร็วกว่านี้... คุณพอใจหรือยังคะที่เห็นลูกฉันต้องมาทรมานแบบนี้!" คำต่อว่านั้นรุนแรงและตรงเข้าเชือดเฉือนหัวใจของคีรินทร์จนชาหนึบ เขากลืนก้อนสะอื้นผูกพันที่จุกอกลงไปอย่างยากลำบาก ความผิดบาปในอดีตที่เขาเคยผลักไสสองแม่ลูกราวกับสิ่งของไร้ค่า ย้อนกลับมาตบหน้าเขาฉาดใหญ่ในยามที่วิกฤตที่สุด ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดลงถนัดตา "ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาทะเลาะกัน รินรดา" คีรินทร์กัดกรามแน่น เสียงของเขาอ่อนลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเมื่อเห็นอาการของเด็กชายเริ่มสะท้อนแรงขึ้น "ไข้สูงขนาดนี้ น้องรันอาจจะชักได้... รถของผมจอดอยู่ข้างล่างแล้ว ไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้!" ไม่ต้องรอให้พูดซ้ำสอง คีรินทร์ตัดสินใจก้าวเข้าไปช้อนร่างอันร้อนรุ่มของน้องรันขึ้นแนบอกด้วยความรวดเร็วและทะมัดทะแมง รินรดาแม้จะลังเลแต่ความเป็นแม่มีน้ำหนักมากกว่าความแค้น เธอลุกขึ้นคว้ากระเป๋าของใช้เด็กอ่อนแล้ววิ่งตามหลังอดีตสามีฝ่าความมืดของค่ำคืนออกไปทันที ภายในรถยนต์หรูหราที่พุ่งทะยานตัดผ่านสายฝนโปรยปราย บรรยากาศอึมครึมและบีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก คีรินทร์เหลือบมองกระจกหลังเป็นระยะเพื่อดูอาการของลูกชาย มือข้างหนึ่งที่วางอยู่บนพวงมาลัยสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ภาพเด็กน้อยวัยสี่ขวบที่หน้าตาถอดแบบพิมพ์เดียวกับเขาราวกับส่องกระจกเงา กำลังนอนซบอยู่บนตักของรินรดา ลมหายใจที่รดรินอยู่บนผิวเนื้อนั้นทำให้หัวใจของมหาเศรษฐีหนุ่มผู้เย่อหยิ่งแหลกสลายเป็นจุล "ริน... ลูกตัวยังร้อนอยู่เลย เช็ดตัวให้แกก่อนเถอะ" คีรินทร์เอ่ยเสียงเครือ ขณะส่งขวดน้ำและผ้าสะอาดที่เตรียมไว้ในรถให้ รินรดารับมาด้วยมือที่สั่นเทา เธอไม่แม้แต่จะสบตาเขา ปลายนิ้วเรียวรีบจัดการชุบน้ำหมาดๆ แล้วบรรจงเช็ดตามซอกคอและแขนขาของลูกน้อยอย่างทะนุถนอม หยาดน้ำตาของคนเป็นแม่ร่วงหล่นลงกระทบพาดพิงบนผิวแก้มของน้องรัน "อย่าเป็นอะไรนะลูก... คุณแม่ Sอยู่ตรงนี้แล้ว น้องรันคนเก่งของแม่" เสียงหวานสั่นเครือเอื้อnเออนปลอบโยนเด็กน้อยด้วยความรักทั้งหมดที่มี คีรินทร์ที่ขับรถอยู่ข้างหน้า หัวใจแทบจะหยุดเต้นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงสะอื้นของอดีตภรรยา ความรู้สึกเกลียดชังตัวเองในอดีตกัดกินวิญญาณของเขา เขาเป็นคนผลักไสความอบอุ่นนี้ออกไปจากชีวิตเอง... เขานี่แหละคือคนที่สมควรถูกลงโทษที่สุด เมื่อรถเลี้ยวเข้ามาจอดเทียบท่าหน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ทีมแพทย์และพยาบาลก็กรูเข้ามาช่วยเหลือนำตัวน้องรันขึ้นเตียงเข็นหายเข้าไปด้านในทันที รินรดาก้าวตามไปติดๆ แต่ถูกเจ้าหน้าที่กั้นไว้ด้วยระเบียบปฏิบัติ ร่างบางทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบอย่างไร้เรี่ยวแรง ความหวาดกลัวที่เกาะกุมหัวใจทำให้เธอไม่อาจประคองตัวเองให้ยืนอยู่ได้ ในวินาทีนั้นเอง อ้อมแขนแข็งแกร่งคู่หนึ่งก็ช้อนร่างเธอลุกขึ้น พร้อมกับดึงเข้าไปโอบกอดไว้แนบอกกว้าง คีรินทร์ไม่ได้สนใจภาพลักษณ์หรือศักดิ์ศรีใดๆ อีกต่อไป เขากอดเธอแน่นราวกับกลัวว่าเธอจะสลายหายไปต่อหน้าต่อตา "ปล่อยค่ะ..." รินรดาดิ้นรนเล็กน้อยก่อนจะซบหน้าลงกับอกเสื้อของเขา ปล่อยให้น้ำตาที่อัดอั้นทะลักออกมาเปรอะเปื้อนเสื้อสูทราคาแพง "ถ้าลูกเป็นอะไรไป... ฉันไม่มีวันให้อภัยคุณเด็ดขาด คีรินทร์... ฮือ..." "ผมยอมรับผิดทุกอย่าง ริน... ขอแค่ลูกปลอดภัย คุณจะด่า จะตี จะเกลียดผมแค่ไหนผมก็ยอมทั้งนั้น" คีรินทร์กระซิบแนบขมับบาง น้ำตาของผู้ชายที่หยิ่งทะนงตนมาตลอดชีวิตร่วง1ผล็อยลงอย่างไร้ความอาย ความอบอุ่นที่ไร้การเสแสร้งจากการร่วมมือกันดูแลสายเลือดเนื้อเชื้อไข ทำให้กำแพงความเย็นชาที่ทั้งคู่สร้างขึ้นมาตลอดสี่ปีเริ่มพังทลายลงทีละน้อย ผ่านไปเกือบสองชั่วโมงเต็ม ประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออก แพทย์เวรเดินออกมาด้วยรอยยิ้มจางๆ "อาการปลอดภัยแล้วครับ ไข้ลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ แต่ต้องให้น้ำเกลือและนอนดูอาการที่โรงพยาบาลสักสองสามวันนะครับ" คำรายงานนั้นทำให้ทั้งสองคนถอนหายใจออกมาพร้อมกันราวกับยกภูเขาออกจากอก รินรดาทรุดตัวลงพิงผนังด้วยความโล่งอก ขณะที่คีรินทร์พยักหน้ารับคำสั่งแพทย์ด้วยความซาบซึ้งใจ ภายในห้องพักผู้ป่วยพิเศษวีไอพี แสงไฟสีส้มวลนวลสาดส่องลงบนเตียงนอนสีขาว ร่างเล็กของน้องรันนอนหลับสนิทด้วยความอ่อนเพลีย แต่ลมหายใจสม่ำเสมอแสดงถึงความปลอดภัยแล้ว รินรดานั่งกุมมือเล็กๆ นั้นไว้ไม่ยอมปล่อยริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันขณะมองใบหน้ายามหลับใหลของลูกชาย คีรินทร์เดินเข้ามาเงียบๆ พร้อมกับแก้วน้ำอุ่นในมือ เขายื่นให้ภรรยาเก่าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความอาทร "ดื่มหน่อยเถอะ ริน... คุณไม่ได้พักผ่อนมาทั้งวันแล้ว เดี๋ยวจะล้มป่วยไปอีกคน" รินรดารับแก้วน้ำมาถือไว้โดยไม่เอ่ยคำใด เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาสั่นระริกที่เคยเต็มไปด้วยความเคียดแค้น บัดนี้มีความอ่อนล้าและความซับซ้อนบางอย่างฉายชัดอยู่ภายใน "ทำไมคะ... ทำไมคุณถึงต้องกลับมาวุ่นวายกับชีวิตเราด้วย ในเมื่อคุณเป็นคนเลือกที่จะเดินออกไปเองแท้ๆ" คีรินทร์ชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่เขาเคยรักและทำลายมันด้วยมือของตัวเอง ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างเตียง เสมอกับระดับสายตาของเธอ มือหนายื่นออกไปหมายจะกุมมือเรียว แต่ก็ต้องชะงักค้างไว้กลางอากาศเมื่อเธอดึงมือกลับอย่างระแวดระวัง "เพราะผมเพิ่งรู้ตัว... ว่าสิ่งที่ผมทิ้งไปในวันนั้น คือลมหายใจทั้งหมดที่ผมมี" คีรินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าที่กลั่นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ "ผมยอมรับว่าผมโง่เขลาและใจร้ายที่สุด... แต่ขอโอกาสให้ผมได้ชดใช้ ได้ทำหน้าที่พ่อและสามีที่..." "สายไปแล้วค่ะ คีรินทร์" รินรดาตัดบทขึ้นทันที น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลทว่าเฉียบขาดบาดลึก "ความเจ็บปวดที่ฉันได้รับมันไม่สามารถลบเลือนได้ด้วยคำขอโทษเพียงไม่กี่คำ... และที่สำคัญที่สุด คุณไม่มีสิทธิ์มาทวงคำว่าสามีจากฉัน" ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะสามครั้งเบาๆ ก่อนที่ประจะเปิดออกเผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มในชุดสูทเนี๊ยบ ผู้ซึ่งกุมซองเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะไว้ในมือ ใบหน้าคมคายของเขาปรากฏรอยยิ้มบางเบาที่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง "ขอโทษที่รบกวนเวลาครอบครัวนะครับ... แต่พอดีผมนำผลตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอชุดสุดท้าย ที่ท่านประธานคีรินทร์สั่งให้ทำการตรวจสอบใหม่อย่างละเอียด มาส่งมอบให้ตามกำหนดครับ" คีรินทร์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ เขายังไม่ได้สั่งให้ตรวจซ้ำรอบสองในวันนี้ ชายหนุ่มหันไปมองหน้าผู้มาใหม่ด้วยความสงสัย ขณะที่รินรดากลับเบิกตากว้างขึ้นเมื่อเห็นตราประทับลับสุดยอดบนซองเอกสารนั้น ผู้มาใหม่ก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมกับวางซองเอกสารลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของทั้งคู่แทบหยุดนิ่ง "และดูเหมือนว่า... ผลตรวจชุดนี้ จะไม่ได้บอกแค่ว่าเด็กชายคนนี้เป็นสายเลือดของคุณรินรดาและคุณคีรินทร์เท่านั้นนะครับ..." ชายหนุ่มเว้นจังหวะ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยรอยยิ้มปริศนา "แต่มันยังยืนยันว่า มีเงื่อนไขทางกฎหมายบางประการ ที่จะทำให้คุณสูญสิทธิ์การเลี้ยงดูน้องรันไปทั้งหมด... หากคุณไม่ยอมทำตามข้อเสนอใหม่ของทางศาลในคืนนี้ครับ" --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้รสรินกลิ่นกำมะหยี่มาโดยตลอดนะคะ
สารจากนักเขียน (รสรินกลิ่นกำมะหยี่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะพิศวาสร้ายคืนสิทธิ์รักสิทธิ์ลูก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%