“ปล่อยค่ะ คุณคีรินทร์… รินบอกให้ปล่อย!”
เสียงหอบสะท้านของรินรดาเอื้อonลอดผ่านความมืดสลัวภายในห้องเก็บเอกสารเก่าของคฤหาสน์ ภายใต้บรรยากาศที่อบอ้าวและกลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณ ร่างบางถูกดันให้แนบชิดกับชั้นวางของหนักอึ้ง จนแผ่นหลังบอบบางแทบจะหลอมรวมเข้ากับไม้เนื้อแข็ง แรงสั่นสะเทือนจากพายุฝนฟ้าคะนองด้านนอกโหมกระหน่ำจนไฟฟ้าดับสนิท ทิ้งให้โลกทั้งใบเหลือเพียงเสียงลมหายใจร้อนผ่าวที่รินรดอยู่ข้างซอกคอขาวผ่อง
คีรินทร์ไม่ยอมขยับเขยื้อน เขากักขังเธอไว้ด้วยท่อนแขนแกร่งที่ค้ำยันชั้นวางของทั้งสองข้าง ร่างสูงใหญ่ทาบทับลงมาจนรินรดารู้สึกได้ถึงไอความร้อนจากแผงอกกว้างที่แนบชิด แม้ในยามวิกฤตที่ประตูห้องถูกแรงลมกระแทกจนล็อกตายอย่างกะทันหันจนกลายเป็นกรงขังขนาดย่อม แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความมืดมิด ก็คือสายตาคมกริบของอดีตสามีที่กำลังจ้องมองเธอราวกับจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว
“มืดขนาดนี้ กลัวอะไรเล่า ริน… หรือว่ากลัวใจตัวเองที่ยังสั่นทุกครั้งเวลาที่อยู่ใกล้ฉันกันแน่”
น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าพร่ากระซิบชิดริมใบหู เรียวปากหยักลึกยกยิ้มเยาะหยันในความมืด แต่มือหนากลับไม่ได้ละลานไปไหน มันเลื่อนจากกรอบหน้าเนียนลงมาสัมผัสลาดไหล่บางที่สั่นเทิ้มอย่างถือวิสาสะ
รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนห้ามความสั่นไม่ได้ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองเพล ความใกล้ชิดอย่างไร้ระยะห่างนี้ปลุกเร้าความทรงจำอันเจ็บปวดและกลิ่นอายพิศวาสที่เธอพยายามหนีมาตลอดสี่ปีเต็มให้ตื่นขึ้น สัมผัสจากปลายนิ้วหยาบกร้านที่ไล้ไล่ตามแนวไหปลาร้าทำเอาขนลุกชันไปทั่วร่าง ความโกรธเกลียดที่ควรจะมีกลับถูกความวาบหวามที่คุ้นเคยกัดเซาะจนอ่อนยวบ
“คุณไม่มีสิทธิ์มาทำแบบนี้… เราหย่ากันแล้วนะคะคุณคีรินทร์!” เธอย้ำเสียงสั่น พยายามใช้สองมือผลักแผงอกแกร่งออกไป แต่แรงอันน้อยนิดกลับไม่ต่างอะไรกับการลูบไล้เขาเลยแม้แต่น้อย
“หย่าทางนิตินัย แต่สัญชาตญาณของเราสองคนมันไม่ได้หย่าตามไปด้วยนี่ริน” คีรินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะรวบข้อมือเล็กทั้งสองข้างรวบขึ้นเหนือศีรษะด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย
ความเหนือกว่าทางสรีระทำให้รินรดากลายเป็นฝ่ายจำนนโดยสมบูรณ์ กลิ่นกายหอมกรุ่นเฉพาะตัวของเธอยังคงรัญจวนใจเขาไม่เสื่อมคลาย ยิ่งความมืดมิดปิดกั้นการมองเห็น ประสาทสัมผัสส่วนอื่นก็ยิ่งตื่นตัว รสสัมผัส ความอุ่นซ่าน และความโหยหาที่กัดกินหัวใจเขามานานนับแรมปี กำลังปะทุขึ้นราวกับลาวาใต้พื้นพิภพ
ริมฝีปากหนาร้อนผ่าวทาบทับลงมาบนเรียวปากอิ่มที่กำลังสั่นระริกทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ทันตั้งตัว รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เสียงประท้วงอื้ออึงในลำคอถูกกลืนหายไปกับจูบอันดุดันและเอาแต่ใจ
รสจูบของคีรินทร์ในยามนี้ไม่ได้มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความหิวกระหาย ความโหยหา และแรงอารมณ์ที่ถูกกดทับมาเนิ่นนาน เขาขบเม้มริมฝีปากบางเบาเร้า ก่อนจะสอดแทรกเรียวลิ้นร้อนเข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากนุ่มอย่างเอาแต่ใจ มือหนาที่ว่างอยู่เลื่อนลงมาโอบกระชับเอวคอดกิ่วเข้าหาตัวจนแนบสนิท ไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่านแม้แต่น้อย
รินรดารู้สึกราวกับสมองขาวโพลน แรงต่อต้านที่มีมลายหายไปในพริบตา กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นกายสะอาดของผู้ชายที่เธอเคยรักหมดหัวใจ กำลังมอมเมาสติสัมปชัญญะของเธอให้ล่องลอย สัมผัสวาบหวามที่คุ้นเคยแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูผิว ปลุกเร้าไฟปรารถนาที่มอดไหม้ให้กลับลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง มือที่เคยพยายามผลักไส ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิ้ตของเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว ยามที่เรียวลิ้นของเขากวาดเกี่ยวตักตวงความหวาน ร่างกายเธอก็สะท้านเยือกด้วยความเสียวซ่านจนต้องส่งเสียงครางแผ่วเบาในลำคอ
“อื้อ… ค… คีรินทร์…”
เสียงครางหวานหูที่เล็ดลอดออกมาทำให้ดวงตาดุคมในความมืดเป็นประกายวาวโรจน์ คีรินทร์ผละริมฝีปากออกเล็กน้อยเพื่อให้หญิงสาวได้ตักตวงอากาศหายใจ แต่หน้าผากของเขายังคงแนบชิดติดกับหน้าผากมน ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดกันและกันจนแทบจะหลอมละลาย
“เธอไม่เคยลืมฉันเลย ริน… เหมือนที่ฉันก็ไม่เคยลืมร่างกายของเธอเลยสักวัน” น้ำเสียงพร่าสั่นเจือความเว้าวอนอย่างที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน
ก่อนที่รินรดาล จะทันได้เอื้อนเอยปฏิเสธคำพูดจาอวดดีนั้น เรียวปากร้อนก็กลับมาครอบครองริมฝีปากเธอดุจดั่งคนกระหายน้ำ มือแกร่งลูบไล้สำรวจไปทั่วแผ่นหลังบอบบางปลุกปั่นอารมณ์ให้พุ่งสูงขึ้นอย่างไร้การควบคุม ชุดเดรสผ้าชีฟองเนื้อนิ่มถูกมือหนาลูบไล้ขึ้นสูงจนถึงเรียวขาเนียน ความเย็นของอากาศรอบกายถูกแทนที่ด้วยความร้อนรุ่มจากสัมผัสที่จู่โจมอย่างเร่าร้อนและลึกซึ้ง
ท่ามกลางเสียงสายฝนที่โหมกระหน่ำภายนอก และความมืดมิดที่ปกคลุมทั่วห้อง ทั้งคู่ปล่อยให้สัญชาตญาณและความโหยหาในอดีตครอบงำ ร่างกายสองร่างแนบชิดประสานกันเป็นหนึ่งเดียวในค่ำคืนที่เต็มไปด้วยพันธะแห่งอารมณ์ที่ไม่อาจหลีกหนี ความสัมพันธ์ที่เปี่ยมด้วยความเจ็บปวดและหอมหวานกำลังดำเนินไปอย่างถึงพริกถึงขิง ท่ามกลางความยินยอมพร้อมใจที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ก้นบึ้งของหัวใจทั้งสองดวง
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครล่วงรู้ จนกระทั่งเสียงฟ้าร้องคำรามครั้งใหญ่พร้อมกับแสงไฟสำรองในคฤหาสน์สว่างวาบขึ้นมาฉับพลัน!
แสงไฟนีออนสว่างจ้าบาดตาทำให้ทั้งคู่ต้องหรี่ตาลงปรับโฟกัส รินรดารีบดึงเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่ด้วยใบหน้าแดงก่ำ หอบหายใจสะท้านด้วยความอับอายและตื่นตระหนก เธอผลักอกคีรินทร์สุดแรงก่อนจะหันหลังเตรียมวิ่งหนีออกไปทางประตูที่เพิ่งเปิดออก
ทว่า… ฝ่าเท้าของเธอกลับต้องชะงักกึก ราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น
เมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างเล็กจิ๋วของเด็กชายวัยสี่ขวบคนหนึ่ง ที่ยืนขยี้ตาปรืออยู่หน้าประตูห้องเก็บเอกสาร ร่างเล็กนั้นสวมชุดนอนลายการ์ตูนโปรด ดวงตากลมโตใสแป๋วถอดแบบมาจากคนตัวสูงที่ยืนอยู่ข้างหลังเธอราวกับแกะ และเสียงใสแจ๋วของเด็กน้อยก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบงันทั้งหมด
“คุณแม่ครับ… ทำไมคุณแม่มาอยู่ในนี้กับคุณลุงหน้าดุคนนี้ล่ะครับ? แล้วทำไมหน้าคุณแม่แดงจังเลย?”
หัวใจของรินรดาร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เลือดในกายเย็นเฉียบลงในพริบตา เมื่อเธอมองสลับระหว่างลูกชายตัวน้อยกับคีรินทร์ที่กำลังเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง ใบหน้าคมคายฉายแววสับสนระคนตกใจสุดขีดเมื่อก้มมองเด็กชายผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายตนเองราวกับส่องกระจกเงา
[โปรดติดตามตอนต่อไป]
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและอินไปกับความรู้สึกของตัวละครด้วยกันนะคะ รสรินกลิ่นกำมะหยี่
พันธะพิศวาสร้ายคืนสิทธิ์รักสิทธิ์ลูก•ตอนที่ 18
กอดนั้นที่โหยหา
ผลงานโดย รสรินกลิ่นกำมะหยี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (รสรินกลิ่นกำมะหยี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะพิศวาสร้ายคืนสิทธิ์รักสิทธิ์ลูก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!