กลิ่นคาวสนิมเหล็กลอยคลุ้งผสมกับกลิ่นอับของพรมเก่าๆ ในลิฟต์ที่กำลังเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้า ความเงียบงันในนี้ช่างหนักอึ้งเสียจนผมรู้สึกว่าเสียงเต้นของหัวใจตัวเองดังกลบเสียงมอเตอร์ไฟฟ้าที่กำลังทำงานอยู่
ผมยืนอยู่ตรงมุมห้องโดยสาร สายตาจดจ้องไปที่แผ่นหลังของลินิน เธอไม่ได้หันกลับมามอง มือของเธอยังคงกุมกระเป๋าใบเดิมไว้แน่น ผิวหนังบริเวณข้อศอกของเธอเปื้อนรอยด่างดำสีเข้ม—ไม่ใช่รอยฝุ่น แต่มันดูหนืดและเข้มข้นจนน่าใจหาย เลือดหยดหนึ่งไหลรินผ่านแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวของเธอ ก่อนจะหยดลงบนพื้นลิฟต์ที่ปูด้วยยางสีดำสนิท
"คุณคิดว่ามันจบลงแล้วใช่ไหมครับ?" ลินินเอ่ยขึ้น เสียงของเธอเรียบเฉย ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ราวกับกำลังปรึกษาเรื่องดินฟ้าอากาศในบ่ายวันอังคาร
ผมกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอ "เสียงปืนนั่น... ลินิน คุณบอกผมทีว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เรากำลังคิด"
เธอยังคงนิ่งงัน จนกระทั่งตัวเลขดิจิทัลเหนือประตูลิฟต์เปลี่ยนจากชั้น 12 เป็นชั้น 11 ลินินค่อยๆ หมุนตัวกลับมา เผยให้เห็นรอยยิ้มที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าครึ่งซีกภายใต้แสงไฟสลัวของลิฟต์ ดวงตาของเธอนิ่งสนิท ไม่มีแววของความผิดบาป หรือแม้แต่ความโศกเศร้า
"โลกใบนี้มันไม่ได้ทำงานด้วยความยุติธรรมหรอกครับกวิน" เธอเว้นจังหวะ สายตาคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาผม "คนอย่างเรา... ถ้าไม่เป็นคนลั่นไก ก็ต้องเป็นคนที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นห้องโถงนั่น คุณเลือกได้หรือยังล่ะว่าจะอยู่ฝั่งไหน?"
ความรู้สึกอึดอัดที่แผ่ซ่านในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นี้มันกดทับจนผมหายใจแทบไม่ออก นี่ไม่ใช่ลินินที่ผมรู้จัก ลินินคนที่มักจะนั่งเขียนจดหมายระบายความอัดอั้นในคาเฟ่หลังเลิกงาน หรือคนที่แอบหยิบเศษขนมปังไปให้แมวจรจัดในซอย ความเป็นจริงที่ผมเพิ่งเผชิญมันบิดเบี้ยวเกินกว่าสมองจะประมวลผลได้ทัน
"คุณฆ่าเขา..." ผมเค้นเสียงออกมาได้เพียงแค่นั้น มือของผมสั่นเทาอยู่ในกระเป๋ากางเกง
ลิฟต์ส่งเสียงกริ๊งเบาๆ เมื่อถึงชั้นล่าง ประตูเลื่อนเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นความโกลาหลของล็อบบี้ออฟฟิศที่อยู่เบื้องหน้า ผู้คนกำลังวิ่งพล่าน เสียงสัญญาณเตือนภัยดังระงมไปทั่วตึก แต่ทว่า ลินินกลับก้าวเดินออกไปอย่างใจเย็น ราวกับเธอเป็นเพียงคนเดินผ่านทางธรรมดาๆ ท่ามกลางวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น
ผมก้าวตามเธอออกไปด้วยความรู้สึกเหมือนถูกบังคับด้วยแรงดึงดูดที่มองไม่เห็น สายตาของผมเหลือบไปเห็นเงาร่างของคุณลุงสมที่ยืนหลบมุมอยู่หลังเสาต้นใหญ่ มือที่หยาบกร้านของเขากำกล้องถ่ายรูปคู่ใจไว้แน่น ดวงตาที่ผ่านโลกมามากคู่นั้นจ้องมองมาที่ผม—ไม่ใช่ด้วยความตกใจ แต่ด้วยความรู้สึกเวทนาอย่างสุดซึ้ง
"กวิน!" คุณลุงสมตะโกนข้ามเสียงสัญญาณเตือนภัย "อย่าตามเธอไป! ถ้าก้าวเท้าพ้นประตูหน้าของตึกนี้ ชีวิตนายจะไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก!"
ผมหยุดชะงัก ลังเลระหว่างแผ่นหลังของหญิงสาวที่ผมหลงใหลในความลึกลับ กับภาพความเป็นจริงที่ลุงสมพยายามเตือนสติ ลินินหันกลับมามองผมเป็นครั้งสุดท้าย รอยยิ้มบางๆ ของเธอยังคงอยู่ที่เดิม แต่มันดูหม่นหมองและสิ้นหวังในเวลาเดียวกัน
"ถ้าคุณเลือกทางที่ถูกต้อง คุณก็แค่คนแปลกหน้าที่เดินสวนกันไปในมหานครนี้ แต่ถ้าคุณเลือกทางของผม... คุณจะได้รู้ความลับทั้งหมดที่ไฟเมืองนี้พยายามปกปิดเอาไว้" ลินินพูดทิ้งท้ายก่อนจะก้าวออกไปสู่สายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาด้านนอก
ขณะที่ผมกำลังจะตัดสินใจว่าจะวิ่งตามลินินไป หรือจะเดินเข้าไปหาลุงสมที่กำลังกวักมือเรียก จู่ๆ ร่างของชายชุดสูทสีดำสองคนก็พุ่งเข้ามาขวางหน้าผมไว้ พวกเขาไม่ได้มีท่าทีเป็นมิตร และในมือของคนหนึ่ง... ผมเห็นกระบอกปืนเงาวับที่เก็บเสียงไว้อย่างดีจ่อมาที่สีข้างของผม!
เสียงกระซิบที่เย็นเยียบดังขึ้นที่ข้างหู "ยินดีด้วยครับ คุณกลายเป็นพยานปากเอกของเหตุการณ์ที่ไม่มีใครต้องการให้จดจำ"
ความเงียบในลิฟต์เมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาประชิดตัว ผมมองไปที่ลินินที่ห่างออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเธอหายลับไปในความมืดของค่ำคืนทิ้งให้ผมติดอยู่กับความจริงที่ผมไม่ได้เป็นคนเลือก!
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอดทนรอคอยในทุกความเงียบงันของตัวละครนะครับ
แสงไฟใต้เงามหานคร: บันทึกชีวิตคนแปลกหน้า•ตอนที่ 37
ความเงียบในลิฟต์
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แสงไฟใต้เงามหานคร: บันทึกชีวิตคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!