"ผมไม่ได้กำลังส่องคุณนะ ลินิน... ผมแค่กำลังดูว่าเมืองนี้มันยังหายใจอยู่หรือเปล่า"
ผมพึมพำกับตัวเองขณะวางแก้วกาแฟเย็นชืดลงบนโต๊ะไม้ที่เริ่มผุพัง ห้องพักแคบๆ ของผมในย่านนี้ไม่ได้มีอะไรให้มองมากนักนอกจากกำแพงสีหม่นที่ลอกร่อนตามกาลเวลา แต่ทว่า ทันทีที่ผมเลื่อนม่านหน้าต่างออกไปเพียงนิด แสงไฟสลัวจากห้องฝั่งตรงข้ามก็สาดเข้ามาประทะสายตา เหมือนใครบางคนกำลังส่งสัญญาณรหัสลับที่ไม่มีใครในเมืองนี้อยากจะถอดรหัส
ลินิน... เธอยืนอยู่ตรงนั้น ในความมืดสลัว เธอไม่ได้เปิดไฟหลัก มีเพียงแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่สะท้อนใบหน้าซีดเผือดของเธอให้เห็นเพียงครึ่งซีก เธอไม่ได้เขียนจดหมาย หรือไม่ได้กำลังพับนกกระดาษแบบที่มักจะส่งให้ผมผ่านช่องว่างใต้ประตูหรอกครับ สิ่งที่เธอทำคือการยืนนิ่งๆ จ้องมองออกไปที่ถนนเบื้องล่าง ราวกับกำลังรอคอยคนที่ไม่สมควรจะรอคอย
ผมเอื้อมมือไปคว้าสมุดบันทึกที่วางอยู่ข้างๆ นิ้วมือสั่นเทานิดๆ ขณะที่จดจ้องไปยังเงานั้น ลึกๆ ในใจผมรู้สึกถึงความว่างเปล่าที่เชื่อมโยงเราเข้าด้วยกัน ความเหงาในมหานครแห่งนี้ไม่ได้ถูกขังไว้ในห้องใครห้องมันหรอกครับ มันรั่วไหลออกมาตามช่องลม ปะปนกับกลิ่นควันรถ และซึมเข้าไปในรอยร้าวของผนังตึก
ทันใดนั้น ลินินหันขวับมาทางหน้าต่าง สายตาของเราประสานกันผ่านช่องว่างระหว่างตึกที่กั้นกลาง เธอนิ่งไปพักใหญ่ ก่อนจะยกมือขึ้น ช้าๆ... เธอไม่ได้โบกมือให้ผม แต่เธอกำลังเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระจกหน้าต่างด้วยปลายนิ้ว
ผมรีบคว้ากล้องส่องทางไกลตัวเก่าของคุณลุงสมที่ยืมมาเมื่อวานขึ้นจ่อตา เลนส์มัวๆ ค่อยๆ ปรับโฟกัสจนชัดเจน ข้อความบนกระจกที่กลายเป็นฝ้าเพราะลมหายใจของเธอปรากฏขึ้น... *'เขากำลังกลับมาแล้ว'*
หัวใจผมกระตุกวูบ ผมจำได้ว่า 'เขา' ที่ลินินหมายถึงคือใคร เขาไม่ใช่คนรักเก่า และไม่ใช่ญาติมิตร แต่มันคือปมปัญหาที่ลินินพยายามหลบหนีมาตลอดสิบปี ผมวางกล้องลงด้วยความรู้สึกหน่วงในอก ก่อนจะเดินไปที่หน้าต่างของตัวเองบ้าง ผมไม่ได้เขียนอะไรลงบนกระจก แต่ผมคว้าปากกาหมึกซึมคู่ใจที่ไม่ได้ใช้มานาน เขียนใส่กระดาษแผ่นเล็กๆ แล้วแปะไว้กับหน้าต่าง
*'ถ้าเขามาถึง... คุณจะทำอย่างไรต่อไป?'*
ผมเฝ้ารอด้วยความอึดอัด ผ่านไปห้านาที ลินินไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ เธอเพียงแค่ลดม่านลงช้าๆ ปิดกั้นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่เชื่อมโยงผมกับโลกของเธอทิ้งไป
ผมตัดสินใจคว้าเสื้อคลุมแล้วพุ่งตัวออกจากห้อง ความเงียบในโถงทางเดินชวนให้ใจคอไม่ดี กลิ่นอับชื้นของอาคารไม้เก่าแก่ในซอยนี้มักจะทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในสุสานของความฝัน ผมรีบลงบันไดไปยังชั้นล่าง ความตั้งใจเดียวคือการไปเคาะประตูห้องเธอ เพื่อถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
แต่ขณะที่ผมกำลังจะก้าวผ่านจุดพักบันไดชั้นสาม เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากด้านล่าง—มันไม่ใช่เสียงเดินของคนในหอพักนี้ เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนจังหวะสม่ำเสมอ เยือกเย็น และทรงอำนาจเกินกว่าจะเป็นเพื่อนบ้านทั่วไป ผมหยุดชะงัก เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
"คุณกวินครับ... ดึกป่านนี้แล้ว จะรีบไปหาใครหรือครับ?"
เสียงแหบพร่าที่คุณลุงสมมักจะใช้เตือนภัย ดังมาจากความมืดหลังพุ่มไม้หน้าตึก ผมหันไปมอง เห็นคุณลุงสมยืนถือถุงขยะใบใหญ่ แววตาคมกริบของอดีตช่างภาพข่าวคนนี้ไม่ได้แสดงความเมตตาเหมือนทุกครั้ง แต่มันเต็มไปด้วยความระแวดระวังถึงขีดสุด
"คุณลุง... ลินินกำลังลำบาก ผมต้องไปดูเธอ" ผมตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามคุมให้มั่นคงที่สุด
คุณลุงสมก้าวเข้ามาใกล้ผม ดึงตัวผมเข้าไปในมุมมืดของบันไดแล้วกระซิบเสียงต่ำจนผมต้องกลั้นหายใจ "อย่าเพิ่งไป ถ้าไม่อยากเป็นศพแรกของคืนนี้ ลินินไม่ได้รอให้ใครมาช่วย เธอต่างหากที่เป็นคนเปิดประตูต้อนรับ 'แขก' ที่ไม่มีใครในเมืองนี้กล้าเผชิญหน้า"
คำพูดของคุณลุงยังไม่ทันขาดคำ เสียงประตูห้องของลินินที่ชั้นสี่ก็ถูกเปิดออกอย่างแรง ตามด้วยเสียงของผู้ชายคนหนึ่งที่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ—เสียงที่ผมจำได้แม่นยำว่าเป็นเสียงเดียวกับที่เคยโทรขู่ผมในวันที่ผมถูกให้ออกจากงาน
"ลินิน... เธอคิดจริงๆ หรือว่าการหนีมาซ่อนตัวในรูหนูแบบนี้ จะทำให้เธอรอดพ้นจากบัญชีที่ต้องสะสาง?"
ผมชะงักค้างอยู่ตรงนั้น มือที่กำราวบันไดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความกลัวที่เคยมีกลับถูกแทนที่ด้วยความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้น ลินินไม่ได้แค่เหงา... เธอตกเป็นเหยื่อของอะไรบางอย่างที่ใหญ่เกินกว่าที่ผมจะเข้าใจ และในวินาทีที่ผมตัดสินใจจะพุ่งตัวขึ้นไปช่วยเธอ ประตูชั้นล่างก็ถูกผลักเข้ามาอย่างรุนแรง
ชายร่างยักษ์ในชุดสูทสีดำสนิทสองคนก้าวเข้ามาขวางทางออก ล้อมคุณลุงสมและผมไว้ในวงล้อมของความตาย ชายคนหนึ่งที่ดูจะเป็นหัวหน้าหันมามองหน้าผม พร้อมกับหยิบซองจดหมายสีน้ำตาลที่คุ้นตาออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
"คุณกวิน... เราตามหาคุณมานานพอสมควรแล้วครับ และโชคดีเหลือเกินที่คุณดันมาอยู่ในที่ที่ควรจะเป็นพอดี"
ผมมองไปยังประตูห้องของลินินที่เปิดแง้มไว้ เห็นเงาของลินินยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างหลังชายแปลกหน้าคนนั้น ดวงตาของเธอประสานกับผมอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีข้อความบนกระจก มีเพียงหยดน้ำตาที่ไหลลงอาบแก้ม พร้อมกับการพยักหน้าเบาๆ... ราวกับจะบอกลา
ความลับที่ผมพยายามปกป้องกำลังจะถูกเผาทิ้งพร้อมกับอิสรภาพของผมในคืนนี้
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงให้เกียรติร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดของมหานครแห่งนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ - คนมองเมือง
แสงไฟใต้เงามหานคร: บันทึกชีวิตคนแปลกหน้า•ตอนที่ 9
แสงไฟที่หน้าต่างบานตรงข้าม
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แสงไฟใต้เงามหานคร: บันทึกชีวิตคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!