แสงไฟใต้เงามหานคร: บันทึกชีวิตคนแปลกหน้า•ตอนที่ 6

เสียงจากรางรถไฟ

ผลงานโดย คนมองเมือง
"ปล่อยมือจากราวเหล็กนั่นเสียทีไอ้หนุ่ม... ถ้ามึงตั้งใจจะโดดจริงๆ มึงคงทำไปตั้งแต่สิบนาทีที่แล้ว ไม่ใช่ยืนสั่นเป็นลูกนกเปียกฝนอยู่อย่างนี้" เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าดังกังวานขึ้นท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของเหล็กรางที่เสียดสีกัน กวินสะดุ้งสุดตัว ร่างของเขาโยกโอนเอนไปตามแรงลมที่ปะทะจากขบวนรถไฟฟ้าที่เพิ่งแล่นผ่านไปเมื่อครู่ เขาหันกลับมามองชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่บนม้านั่งตัวยาวในจุดลับสายตาของสถานีปลายทาง ชายคนนั้นสวมชุดยูนิฟอร์มพนักงานรถไฟที่ซีดจางจนแทบจำสีเดิมไม่ได้ มือหยาบกร้านกำลังบรรจงเช็ดคราบน้ำมันออกจากคีมเหล็กด้วยผ้าขี้ริ้วเก่าๆ "ผม... ผมแค่มาดูเฉยๆ" กวินเค้นเสียงตอบ มือที่เกาะราวเหล็กไว้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปนค่อยๆ คลายออก "มาดู? มาดูว่าโลกนี้มันโหดร้ายแค่ไหน หรือมาดูว่าชีวิตตัวเองมันไร้ค่าจนอยากจบลงที่ใต้ล้อรถไฟขบวนสุดท้าย?" ชายคนนั้นเลิกคิ้วมอง ดวงตาของเขาไม่ได้มีความโกรธเคือง แต่มันเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่ตกตะกอนจนกลายเป็นความด้านชา "ผมชื่อลุงมานพ... ผมเห็นคนแบบคุณมาเยอะแล้ว ทั้งพวกที่วิ่งตัดหน้าขบวนด้วยความโกรธ ทั้งพวกที่ค่อยๆ ก้าวลงไปเหมือนก้าวลงบันไดบ้านตัวเอง... มันไม่เคยมีอะไรสวยงามหรอกนะ มีแต่เลือด กลิ่นคาว และรายงานสรุปที่ผมต้องเป็นคนเขียน" กวินเดินโซเซไปทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ลุงมานพ ระยะห่างระหว่างทั้งสองดูเหมือนจะสั้นลงด้วยความเงียบที่กดทับ กวินสังเกตเห็นว่าลุงมานพมีรอยแผลเป็นยาวที่ข้อมือซ้าย ซึ่งเจ้าตัวไม่ได้คิดจะปิดบัง "ลุงทำงานที่นี่มานานแค่ไหนแล้วครับ?" กวินถามขึ้นท่ามกลางเสียงประกาศเตือนภัยจากสถานี "นานพอที่จะจำเสียงลมหายใจสุดท้ายของคนได้นับไม่ถ้วน" ลุงมานพวางคีมลงแล้วเหม่อมองไปยังอุโมงค์มืดมิดเบื้องหน้า "คนเมืองน่ะ มักจะคิดว่าตัวเองโดดเดี่ยวที่สุดในโลก แต่เชื่อผมเถอะ ในอุโมงค์รถไฟเนี่ยแหละ คือที่ที่คนแปลกหน้ามาเจอกันมากที่สุด... ในฐานะเหยื่อกับผู้ถูกกระทำ ในฐานะพยานกับความตาย" กวินนิ่งไป ภาพของลินินที่เคยเขียนจดหมายให้เขา และความเงียบเหงาในห้องเช่าแคบๆ ผุดขึ้นมาในหัว เขารู้สึกถึงความเปราะบางของชีวิตที่ถูกตีตราด้วยมูลค่าทางเศรษฐกิจ ความล้มเหลวที่ถูกขับออกจากงานกลายเป็นเหมือนเครื่องหมายบาปที่ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองไม่ต่างจากเศษขยะที่ลุงสมมักจะเก็บรวบรวม "บางที... บางทีการหายไปเลยอาจจะเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เมืองนี้หยุดบีบคั้นเราสักที" กวินพึมพำ ลุงมานพหัวเราะหึในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความสุข "หายไป? คุณคิดว่าถ้าคุณจบชีวิตลงตอนนี้ เมืองนี้จะหยุดหมุนงั้นหรือ? เปล่าเลย พรุ่งนี้เช้าคนก็ยังเบียดเสียดกันขึ้นรถไฟเหมือนเดิม คนที่รีบไปทำงานก็ยังคงด่าทอว่าทำไมรถถึงล่าช้าเพราะมีคนตาย... คุณไม่ได้หายไปจากระบบหรอกครับ คุณแค่กลายเป็นสถิติที่น่ารำคาญในบันทึกการทำงานของผมเท่านั้นเอง" คำพูดของลุงมานพเหมือนน้ำแข็งที่ราดลงบนใจที่กำลังร้อนรุ่ม กวินก้มหน้ามองพื้นปูนที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน เขาไม่เคยคิดว่าความตายของเขาจะถูกลดทอนค่าให้กลายเป็นเพียง 'ความล่าช้า' ของใครบางคน "แล้วทำไมลุงถึงยังอยู่ตรงนี้? ถ้าลุงเบื่อมันขนาดนั้น?" กวินเงยหน้าถามด้วยสายตาที่สั่นไหว ลุงมานพหันมามองกวิน สายตาของเขาสะท้อนความเวทนาปนเอ็นดู "เพราะผมมีภารกิจน่ะสิ... ทุกๆ คืน ผมต้องรอจนกว่าขบวนสุดท้ายจะแล่นออกไป และมั่นใจว่าไม่มีใครเหลือทิ้งไว้ในความมืดที่ผมควบคุมไม่ได้" ในจังหวะนั้นเอง เสียงวิทยุสื่อสารที่คาดเอวของลุงมานพก็ดังขึ้นแทรกความเงียบ เสียงปลายสายเต็มไปด้วยความร้อนรนและสั่นเครือ "พี่มานพ... มีคนรายงานว่าเห็นเงาคนกระโดดลงไปที่ชานชาลาที่สี่ ขบวนด่วนพิเศษกำลังจะเข้าเทียบท่าในสามนาที พี่อยู่ใกล้ที่สุด ช่วยดูให้ที!" ลุงมานพผุดลุกขึ้นทันที แต่ก่อนจะก้าวออกไป เขาหันมาคว้าไหล่กวินไว้แน่นจนกวินรู้สึกเจ็บ "นั่งอยู่นี่... อย่าเพิ่งไปไหน ถ้าอยากรู้ว่าความตายมันน่าสมเพชขนาดไหน ก็รออยู่ตรงนี้ แล้วดูให้เห็นกับตาว่าโลกนี้มันหมุนเร็วแค่ไหนโดยที่ไม่สนใจว่าใครจะร่วงหล่นลงไปบ้าง" ลุงมานพวิ่งออกไปทางชานชาลา กวินนั่งตัวแข็งทื่อ หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองรบ เขาตัดสินใจลุกขึ้นเดินตามไปอย่างลืมตัว เขาหลบอยู่หลังเสาต้นใหญ่ สายตามองเห็นร่างของใครคนหนึ่งยืนหมิ่นเหม่ที่ขอบราง แสงไฟจากหัวรถจักรที่กำลังพุ่งตรงมาสาดส่องจนเห็นใบหน้าของคนผู้นั้นชัดเจน... ใบหน้าของคนที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี คนที่เขาส่งจดหมายหากันผ่านรอยแยกของกำแพงเมืองที่แหลกสลาย... ลินิน! เธอยืนนิ่งราวกับรูปปั้น ไม่หันมามองความวุ่นวาย ไม่สนใจเสียงหวีดร้องของคนบนชานชาลา ลุงมานพพุ่งตัวไปหวังจะคว้าแขนเธอไว้ แต่ดูเหมือนจะมีใครอีกคนที่โผล่ออกมาจากเงามืดด้านหลังลินิน... บุคคลที่สวมเสื้อโค้ทตัวยาวสีเทาและใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้ปีกหมวก ชายผู้นั้นไม่ได้ช่วยลินิน แต่กลับเอื้อมมือไปแตะไหล่เธอเบาๆ ก่อนจะกระซิบอะไรบางอย่างที่ทำให้ลินินหันมามอง และในวินาทีที่แสงไฟจากรถไฟสาดเข้าปะทะร่างจนขาวโพลน ลินินกลับหันมาสบตากับกวินที่ซ่อนตัวอยู่หลังเสา พร้อมกับรอยยิ้มที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน... รอยยิ้มที่เหมือนจะบอกว่าทุกอย่างกำลังจะเริ่มต้นขึ้นจริงๆ ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความมืดมิดในมหานครแห่งนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แสงไฟใต้เงามหานคร: บันทึกชีวิตคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%