“คุณกำลังโกหกตัวเองอยู่หรือเปล่าครับ ลินิน?”
เสียงของผมดังก้องอยู่ในห้องเช่าแคบๆ ที่มีเพียงแสงไฟสลัวจากหลอดนีออนกะพริบถี่ๆ ด้านนอกหน้าต่าง ลินินชะงักมือที่กำลังถือซองจดหมายสีน้ำตาลเขรอะเปื้อนฝุ่น เธอนั่งอยู่บนขอบเตียงที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ขยับตัว ดวงตาคู่สวยที่มักจะซ่อนความระแวงเอาไว้เสมอในวันนี้กลับดูเลื่อนลอย ราวกับว่ากำแพงที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองกำลังพังทลายลงด้วยน้ำมือของซองจดหมายฉบับนั้น
“คนเราทุกคนต่างก็มีเหตุผลที่จะต้องสวมหน้ากากนี่คะ... เอ้อ... ขอโทษค่ะ” เธอชะงัก พลางหลบสายตาไปทางอื่นด้วยท่าทีอึดอัด “ผมหมายถึง... เราต่างก็มีหน้ากากไว้ปกปิดสิ่งที่เราไม่อยากให้ใครเห็น ไม่ใช่เหรอคะกวิน?”
ผมวางแก้วกาแฟที่เย็นชืดลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงกระทบกันของแก้วและโต๊ะดังบาดหูในความเงียบ “คุณพูดเหมือนกับว่าความลับในซองนั่น มันหนักหนากว่าชีวิตที่ต้องดิ้นรนอยู่ในเมืองนี้เสียอีก ลินิน... เรารู้จักกันมานานพอที่จะไม่ต้องใช้คำว่า 'คะ' หรือ 'ครับ' เพื่อเว้นระยะห่างขนาดนั้นก็ได้นะ”
ลินินหัวเราะแผ่วเบา เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความรื่นรมย์ เธอคลี่ซองจดหมายออกมา เผยให้เห็นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ลายมือที่ดูเหมือนคนกำลังรีบร้อนเขียนในขณะที่โลกกำลังถล่มลงมา
“มันไม่ใช่จดหมายรักหรอกกวิน” เธอเริ่มพูด น้ำเสียงสั่นเครือ “มันเป็นจดหมายลาตาย... ของพ่อฉันเอง”
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วห้อง ผมรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวเบาบางลงจนแทบหายใจไม่ออก พ่อของลินินเป็นหัวข้อที่เธอไม่เคยแตะต้อง ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอทำเหมือนเขาไม่มีตัวตน เหมือนเศษฝุ่นที่ถูกกวาดทิ้งไปจากชีวิต แต่ตอนนี้ หลักฐานของความเจ็บปวดนั้นกลับมาวางอยู่ตรงหน้าเราสองคน
“เขาไม่ได้จากไปแบบปกติใช่ไหม?” ผมถามเบาๆ พยายามประคองน้ำเสียงให้สุภาพและมั่นคงที่สุด
ลินินเงยหน้าขึ้น สายตาของเธอแข็งกร้าวแต่รื้นไปด้วยน้ำตา “เขาหนีไปตอนที่หนี้สินของครอบครัวพุ่งสูงจนถึงเพดาน เขาเลือกที่จะทิ้งฉันกับแม่ไว้กลางกองเพลิงที่เขาจุดขึ้นเอง แล้วดูสิ่งที่เขาทิ้งไว้ให้ฉันสิ... จดหมายที่เขียนว่า ‘ขอโทษที่รัก’ แค่สี่คำนี้ คุณคิดว่ามันจะลบภาพแม่ที่ร้องไห้จนหมดสติบนพื้นห้องโถงได้หรือเปล่า?”
เธอเขวี้ยงกระดาษแผ่นนั้นลงบนพื้น กระดาษแผ่นนั้นพลิกหงายเผยให้เห็นรอยเปื้อนสีเหลืองจางๆ มันไม่ใช่แค่จดหมาย แต่มันคือตราประทับของความล้มเหลวที่เธอพยายามหนีมาตลอดชีวิต ลินินลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปที่ตึกสูงระฟ้าที่เต็มไปด้วยไฟนีออนหลากสี มหานครแห่งนี้ช่างดูใจร้าย มันดูเหมือนอ้าแขนรับทุกคน แต่จริงๆ แล้วมันกลับสูบกลืนความฝันและความหวังไปจนหมดสิ้น
“คุณรู้ไหมกวิน” เธอกล่าวโดยไม่หันมามอง “ฉันทำงานสามที่ในแต่ละวัน ไม่ใช่เพราะฉันรักความวุ่นวาย แต่เพราะฉันกลัว... กลัวว่าถ้าฉันหยุดนิ่งแม้แต่วินาทีเดียว เสียงของพ่อในจดหมายฉบับนั้นจะดังขึ้นมาในหัวฉันอีกครั้ง เขาบอกว่า ‘ความรักคือภาระ’ ฉันพยายามพิสูจน์มาตลอดชีวิตว่าเขาคิดผิด แต่มองไปรอบๆ สิ... เมืองนี้มันสอนให้เราเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน แม้แต่คนในบ้านเดียวกันก็ยังแปลกหน้าต่อกันเลยไม่ใช่หรือไง?”
ผมเดินเข้าไปใกล้เธอ หยุดยืนในระยะที่พอจะสัมผัสได้ถึงความสั่นเทาจากร่างกายของเธอ “เราไม่ได้แปลกหน้าต่อกันหรอกนะ ลินิน คุณยังมีผม... และคุณลุงสม”
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น ขัดจังหวะบทสนทนาอันหนักอึ้งนั้น มันไม่ใช่เสียงเคาะที่เป็นจังหวะปกติ แต่มันรัวและถี่เหมือนคนกำลังหวาดกลัวบางอย่างอยู่ด้านนอก ผมและลินินมองหน้ากันด้วยความสงสัย ก่อนที่ประตูห้องจะถูกเปิดออกโดยไม่ได้รับอนุญาต
คุณลุงสมก้าวเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าที่ซีดเผือก เสื้อแจ็คเก็ตตัวเก่งของเขามีรอยฉีกขาดและเปื้อนคราบน้ำมันสีดำคล้ำ ในมือของเขาไม่ได้ถือกล้องถ่ายรูปเหมือนทุกครั้ง แต่กลับเป็นแฟ้มเอกสารบางอย่างที่ดูเก่าแก่ไม่แพ้กัน ลุงสมหายใจหอบถี่ ก่อนจะวางแฟ้มนั้นลงบนเตียงข้างๆ ซองจดหมายของลินิน
“ฉันเจอสิ่งที่พวกมันพยายามจะฝังกลบไปพร้อมกับพ่อของหนูแล้ว ลินิน” ลุงสมพูดด้วยเสียงแหบพร่า “พ่อของหนูไม่ได้ทิ้งพวกหนูไปเพราะหนี้สิน... แต่เขาถูกสั่งเก็บเพราะเขากำลังจะเปิดโปงความลับที่ว่า ใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของที่ดินผืนที่ตึกเช่านี้ตั้งอยู่”
ลินินหน้าถอดสี มือของเธอสั่นจนต้องกอดตัวเองไว้แน่น ในขณะที่ผมขยับเข้าไปใกล้แฟ้มเอกสารนั้นด้วยหัวใจที่เต้นรัว ทันใดนั้น ไฟในห้องก็ดับพรึ่บลงสนิท ทิ้งให้เราตกอยู่ในความมืดมิดของมหานครที่ไร้เงา แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าความมืดคือเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ที่กำลังหยุดลงหน้าประตูห้องของเรา พร้อมกับเสียงกระซิบที่ฟังดูเย็นยะเยือกและคุ้นหูจนน่าขนลุก... เสียงของชายที่ผมเพิ่งถูกให้ออกจากงานมาเมื่อสัปดาห์ก่อน
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ
แสงไฟใต้เงามหานคร: บันทึกชีวิตคนแปลกหน้า•ตอนที่ 7
ความลับในซองจดหมาย
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แสงไฟใต้เงามหานคร: บันทึกชีวิตคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!