แสงไฟใต้เงามหานคร: บันทึกชีวิตคนแปลกหน้า•ตอนที่ 13

คนขายดอกไม้ที่ไม่มีใครมอง

ผลงานโดย คนมองเมือง
"ผมขอร้อยนึง... หรือเท่าไหร่ก็ได้ที่คุณจะกรุณา" เสียงนั้นแห้งผากและแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมที่ลอดผ่านซอกตึก แต่กลับคมกริบพอที่จะกรีดแทงความเงียบงันในโถงทางเดินสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินช่วงเร่งด่วน กวินชะงักเท้าที่กำลังก้าวเร่งรีบ ปลายรองเท้าหนังขัดมันหยุดลงห่างจากกองดอกไม้เหี่ยวเฉาไม่ถึงคืบ เขามองไม่เห็นหน้าของเจ้าของเสียงทันที เพราะมีแผ่นหลังหนาของชายในชุดสูทราคาแพงเดินเบียดกระแทกผ่านไปอย่างไม่ใส่ใจ จนร่างเล็กที่นั่งคู้ตัวอยู่บนพื้นกระเบื้องเซรามิกเย็นเยียบเซไปเล็กน้อย กลีบกุหลาบสีแดงเข้มที่ร่วงหล่นบนหนังสือพิมพ์เก่าๆ ไหววูบตามแรงลมจากการเคลื่อนไหว มหานครแห่งนี้มักใจร้ายกับคนไร้ตัวตนเสมอ... ผมมักคิดเช่นนั้นยามที่ยืนมองความเร่งรีบของผู้คน กวินก้มมองร่างที่นั่งคุกเข่าอยู่ หญิงชราในเสื้อไหมพรมเก่าคร่ำคร่าจนย้วย ใบหน้าย่นยับเต็มไปด้วยร่อง รอยแห่งกาลเวลาและคราบฝุ่นควันจากถนนเบื้องบน เธอกำลังถือช่อดอกไม้พลาสติกและดอกมะลิที่ร้อยไว้อย่างลวกๆ ชูขึ้นด้วยมือสั่นเทา ดวงตาฝ้าฟางมองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้จุด2หมาย ราวกับเฝ้ารอให้ปาฏิหาริย์สักเสี้ยววินาทีเกิดขึ้นท่ามกลางฝูงชนนับร้อยที่เดินผ่านไปมาโดยไม่มีใครแม้แต่จะปรายตาแล "หลบหน่อยครับ เกะกะทางเดิน" เสียงทุ้มห้วนของพนักงานรักษาความปลอดภัยดังขึ้นพร้อมกับการก้าวเข้ามาประชิด รปภ.หนุ่มใช้น้ำเสียงที่ชินชาจากการไล่ที่เอ่ยเตือน โดยไม่ได้ลงไม้ลงมือ แต่สายตาที่มองต่ำลงมานั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายและรังเกียจเดียดฉันท์ กวินขยับตัวจะก้าวเลี่ยงตามสัญชาตญาณของคนตกงานที่ไม่อยากเอาตัวไปพัวพันกับปัญหาเฉพาะหน้า ความหวาดกลัวต่อความล้มเหลวที่ยังเกาะกินหัวใจทำให้เขาเลือกที่จะปิดหูปิดตา ปฏิเสธความรับผิดชอบต่อเพื่อนมนุษย์ที่กำลังทุกข์ยาก แต่ทว่า ภาพเงาสะท้อนในกระจกบานใหญ่ของร้านค้าข้างทางกลับหยุดเขาไว้ ในกระจกนั้น... เขาเห็นเงาของตัวเอง ชายหนุ่มผู้พ่ายแพ้ กำลังเดินก้มหน้าอย่างไร้จุดหมายไม่ต่างอะไรกับยายแก่ขายดอกไม้คนนี้เลย "คุณครับ..." กวินตัดสินใจเอ่ยขึ้น เสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อยแต่ดังพอที่จะทำให้หญิงชราสะดุ้งเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาที่ฝ้าฟางคู่นั้นมองลอดผ่านแว่นตาหนาเตอะที่เลนส์ข้างหนึ่งร้าวเป็นรอยยาว เธอกะพริบตาถี่ๆ ราวกับไม่แน่ใจว่าเสียงนั้นเรียกเธอจริงๆ หรือไม่ กวินทรุดตัวลงนั่งยองๆ บนพื้นกระเบื้องโดยไม่สนว่ากางเกงสแลคราคาแพงตัวสุดท้ายจะเปื้อนฝุ่น เขาควานหาเศษเหรียญและธนบัตรใบย่อยในกระเป๋าเสื้อโค้ท หยิบมันยื่นให้อย่างเงียบๆ "รับไปเเล้วก็เก็บของเถอะครับ แถวนี้เจ้าหน้าที่เขาไม่อนุญาตให้นั่งขาย" กวินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามซ่อนความสั่นไหวในน้ำเสียงของตนเอง หญิงชราไม่ได้ยื่นมือมารับเงินทันที สายตาของเธอกลับมองเลยผ่านฝ่ามือของกวิน ไปหยุดอยู่ที่ช่อดอกมะลิแห้งๆ ในมืออีกข้างของตนเอง เธอยิ้มออกมา รอยยิ้มที่ทำให้ริ้วรอยบนใบหน้ายับย่นยิ่งขึ้นไปอีก เป็นรอยยิ้มที่ไร้เดียงสาและน่าเวทนาในเวลาเดียวกัน "คุณผู้ชาย... เอาสักพวงไหมคะ ดอกไม้หอมนะ ลูกชายฉันร้อยเองกับมือ..." น้ำเสียงของเธอสั่นเครือแต่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในสิ่งที่กวินมองเห็นเป็นเพียงเศษขยะราคาถูก กวินนิ่งงึดไปชั่วขณะ หัวใจวูบโหวดอย่างประหลาด *ลูกชายเหรอ?* ในมหานครที่ทุกคนต่างดิ้นรนเอาตัวรอดจนแทบไม่มีลมหายใจเผื่อแผ่ใคร ใครกันคือลูกชายของยายแก่คนนี้ และเหตุใดจึงปล่อยให้แม่มานั่งตากแอร์เย็นเยียบและสายตาดูแคลนของผู้คนนับพันอยู่ตรงนี้ "ไม่ต้องหรอกครับ ยายเก็บเงินนี่ไปเถอะครับ แล้วรีบกลับบ้านเถอะ อากาศข้างนอกเริ่มเย็นแล้ว" กวินปฏิเสธอย่างนุ่มนวล พร้อมกับวางธนบัตรใบละหนึ่งร้อยบาทลงบนตักของเธอ ทว่า ก่อนที่ปลายนิ้วของกวินจะผละออก หญิงชรากลับคว้าข้อมือของเขาไว้ด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิด แต่มันกลับหนักอึ้งในความรู้สึกของกวิน รอนสัมผัสที่หยาบกร้านและเย็นเฉียบส่งผ่านความรู้สึกบางอย่างเข้ามาในกระแสเลือด "เธอเคยเห็น... ลุงสม ไหมล่ะพ่อหนุ่ม" เสียงของเธอแผ่วเบาลงจนแทบกลายเป็นกระซิบ ดวงตาฝ้าฟางจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของกวินอย่างมีความหมาย กวินเบิกตากว้างเล็กน้อย ชื่อ "ลุงสม" ทำให้สันหลังของเขาวาบขึ้นมาอย่างประหลาด ลุงสม ชายเก็บขยะผู้ลึกลับที่มักจะปรากฏตัวพร้อมกับกล้องถ่ายรูปเก่าๆ และมักจะทิ้งปริศนาเกี่ยวกับเบื้องหลังของเมืองนี้ไว้ให้เขาและลินินเสมอ หญิงชหาคนนี้รู้จักลุงสมได้อย่างไร? หรือว่าเบื้องหลังกองขยะและดอกไม้เหี่ยวๆ เหล่านี้ มีตาข่ายความลับบางอย่างที่เชื่อมโยงคนตัวเล็กๆ ในเมืองนี้เข้าด้วยกัน? "คุณยาย... รู้จักลุงสมได้ยังไงครับ?" กวินถามเสียงเครียด ลืมตัวลืมเวลา ลืมแม้กระทั่งความเร่งรีบที่จะต้องไปสัมภาษณ์งานพาร์ทไทม์ที่ร้านกาแฟ หญิงชราไม่ได้ตอบคำถามทันที เธอยิ้มปริศนาพลางหยิบกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆ ที่รองก้นขึ้นมา ขยำมันเป็นก้อนแล้วยัดใส่มือของกวิน พร้อมกับกระซิบข้างหูด้วยถ้อยคำที่ทำให้ลมหายใจของชายหนุ่มสะดุดกึก "เขากำลังมองหาเธอ... และเขาก็รู้ว่าเธอกำลังตามหาความจริงเรื่องตึกร้างฝั่งตะวันออก... ระวังตัวไว้เถอะพ่อหนุ่ม คนที่ดูเหมือนไม่มีค่าในเมืองนี้ มักจะเป็นคนกุมกุญแจดอกสุดท้ายไว้เสมอ" สิ้นคำพูดนั้น หญิงชราก็คว้าตะกร้าดอกไม้เก่าๆ ของตนเองแล้วลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วราวกับไม่ใช่คนแก่ที่เดินไม่ไหวเมื่อครู่ เธอก้าวหายลับไปในฝูงชนที่กำลังเบียดเสียดขึ้นขบวนรถไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้กวินคุกเข่าอยู่กลางโถงทางเดินเพียงลำพัง ในมือของกวิน... ก้อนกระดาษหนังสือพิมพ์ที่เธอทิ้งไว้ ถูกคลี่ออกอย่างช้าๆ ด้วยมือที่สั่นเทา ภาพถ่ายขาวดำใบเล็กหล่นลงบนพื้นกระเบื้อง มันคือภาพถ่ายของตัวกวินเองในยามที่เขากำลังนั่งเหม่อลอยอยู่บนม้านั่งในสวนสาธารณะเมื่อวานนี้ มุมกล้องถ่ายจากที่สูงและไกลมาก ซึ่งไม่มีทางที่คนธรรมดาจะถ่ายได้ และที่มุมล่างขวาของรูป มีลายมือหวัดๆ เขียนด้วยหมึกสีดำสนิทเอาไว้ว่า: *"ยินดีต้อนรับสู่เกมของคนไร้ค่า... กวิน"* สมองของกวินขาวโพลน เสียงประกาศรถไฟฟ้าขบวนถัดไปดังอื้ออึงอยู่ในหู แต่เขากลับไม่ได้ยินมันอีกต่อไปแล้ว ความหนาแน่นของผู้คนที่เดินผ่านไปมากลายเป็นความว่างเปล่า เมื่อเขารู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองเขามาจากมุมมืดของเสาคอนกรีตฝั่งตรงข้าม... สายตาที่ไม่ได้มองเขาในฐานะคนแปลกหน้าอีกต่อไป ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางผ่านความสับสนวุ่นวายของชีวิตในมหานครนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ - คนมองเมือง
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แสงไฟใต้เงามหานคร: บันทึกชีวิตคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%