"ค่าการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าในชั้นบรรยากาศพุ่งสูงขึ้นอีก 40 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที คุณธันวาครับ ถ้าเรายังดันทุรังอยู่ที่นี่ เครื่องยนต์ของอากาศยานไร้คนขับจะกลายเป็นเศษเหล็กหลอมละลายก่อนที่เราจะได้ภาพถ่ายชุดนั้นเสียอีก"
ดร. เมษา ตะโกนแข่งกับเสียงคำรามที่ดังสนั่นหวั่นไหวจากเบื้องบน แว่นตาของเธอเลื่อนหลุดลงมาอยู่ที่ปลายจมูก เผยให้เห็นดวงตาที่ฉายแววตระหนกภายใต้ความพยายามควบคุมสติ เธอไม่ได้ขยับตัวออกจากหน้าจอเรดาร์ แม้แต่มือที่สั่นเทาของเธอจะพยายามประคองค่าความเสถียรของสัญญาณเอาไว้ก็ตาม
ธันวาไม่ได้ตอบในทันที เขาขมวดคิ้วแน่น สองมือรัวบนแป้นพิมพ์เพื่อคำนวณวงโคจรของประจุไฟฟ้าที่พุ่งพล่านนอกหน้าต่างนิรภัยของห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ ฟ้าแลบสีม่วงเข้มสว่างวาบขึ้นเป็นระยะ เผยให้เห็นเส้นสายของกระแสไฟฟ้าที่วิ่งพล่านในอากาศราวกับเส้นเลือดที่กำลังเดือดพล่านของยักษ์ใหญ่ที่กำลังโกรธเกรี้ยว
"มันไม่ใช่พายุฝนฟ้าคะนองธรรมดาครับเมษา" ธันวาเอ่ยขึ้น เสียงของเขาเรียบสนิทจนน่าใจหาย "คุณดูการกระจายตัวของไอออนพวกนี้สิ มันไม่ได้สุ่ม มันกำลังเรียงตัวเป็นโครงสร้างเรขาคณิต ปู่ผมเคยบันทึกไว้ในสมุดปกหนังเล่มนั้น... ท่านเรียกมันว่า 'รอยแยกของแรงดันจักรวาล'"
"ทฤษฎีเพ้อฝันของปู่คุณอีกแล้วหรือครับ!" เมษาหันมาแผดเสียงใส่เขา "นี่คือโลกความเป็นจริง นี่คือฟิสิกส์ชั้นบรรยากาศที่วัดผลได้ ไม่ใช่การท่องจักรวาลด้วยพลังงานจินตนาการ!"
"แต่ฟิสิกส์ที่คุณเชื่อมั่นมันอธิบายสิ่งนี้ไม่ได้!" ธันวาลุกขึ้นยืนจนเก้าอี้กระแทกกับผนังห้อง "ดูนั่น!"
เขากระชากม่านเหล็กออก ทันใดนั้น ความมืดมิดภายนอกก็ถูกฉีกกระชากด้วยแสงสว่างวาบที่สว่างจ้าจนเกือบจะเป็นสีขาวบริสุทธิ์ พายุที่ควรจะหมุนวนเป็นวงกลมกลับกลายเป็นแท่งพลังงานแนวตั้งที่พุ่งปักลงมาจากชั้นสตราโตสเฟียร์ราวกับเสาค้ำยันโลก เสียงหึ่งๆ ที่ความถี่ต่ำสั่นสะเทือนไปถึงกระดูกสันหลัง ทำให้แก้วน้ำบนโต๊ะสั่นระริกจนน้ำกระฉอกออกมา
ธันวาจ้องมองภาพนั้นด้วยแววตาที่ผสมปนเประหว่างความหวาดกลัวและความหลงใหล หัวใจของเขาเต้นรัวเหมือนกลองรบ นี่คือสิ่งที่เขาตามหามาตลอดชีวิต
"มันกำลังส่งสัญญาณ..." ธันวากระซิบพลางเอื้อมมือไปแตะหน้าจอที่แสดงกราฟคลื่นสัญญาณซึ่งบิดเบี้ยวจนเกินกว่าจะเป็นสัญญาณธรรมชาติ "มันไม่ใช่พายุ มันคือ... ประตู"
เมษาชะงัก เธอเดินเข้ามาใกล้ธันวา มองดูหน้าจอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ความเชื่อมั่นในหลักฐานเชิงประจักษ์ของเธอเริ่มสั่นคลอนเมื่อเห็นค่าความหนาแน่นของประจุที่พุ่งขึ้นไปแตะระดับที่เครื่องมือวัดแทบจะระเบิด "ถ้ามันเป็นประตู... แล้วอะไรกำลังจะก้าวเข้ามา หรือว่า... อะไรกำลังถูกดูดออกไป"
ทว่า ก่อนที่ธันวาจะได้ตอบคำถามนั้น สัญญาณเตือนภัยของห้องปฏิบัติการก็ดังขึ้นอย่างโหยหวน พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนทั้งคู่เสียหลักล้มลงกับพื้น ระบบไฟสำรองดับลงทันที ความมืดมิดเข้าปกคลุม แต่แสงสีม่วงจากพายุภายนอกยังคงสาดส่องเข้ามาทำให้ห้องทั้งห้องอาบไปด้วยสีสันที่น่าขนลุก
ท่ามกลางความโกลาหล ธันวาสังเกตเห็นบางอย่างผ่านทางหน้าต่าง... เงาดำขนาดยักษ์ที่เคลื่อนที่สวนทางกับแรงลม พายุไฟฟ้าไม่ได้พัดผ่านไป แต่มันกำลังหมุนวนเป็นวงกลมรอบจุดใดจุดหนึ่ง ซึ่งจุดศูนย์กลางของพายุนั้น... คือที่ตั้งของรถปฏิบัติการที่พวกเขาอยู่นี้พอดี!
"เมษา หมอบลง!" ธันวาตะโกนสุดเสียงพร้อมกับคว้าตัวเธอไว้
ในวินาทีที่แสงไฟฟ้าสว่างวาบจนตาพร่า เสียงวิทยุสื่อสารที่ควรจะเงียบสนิทไปนานแล้วกลับดังขึ้นด้วยเสียงซ่าที่แทรกด้วยเสียงของใครบางคน... เสียงที่เป็นเอกลักษณ์ และเป็นเสียงที่ธันวาจำได้แม่นยำที่สุดในชีวิต
"ธันวา... หลานรัก... อย่าได้มองเข้าไปในแสงนั้น... เพราะมันจะมองกลับมาหาเจ้า"
ทั้งสองคนตัวแข็งทื่อ เมษาเบิกตากว้างมองหน้าธันวาในความมืดมิด ท่ามกลางเสียงสายฟ้าที่ฟาดลงมาบนหลังคารถจนเหล็กบิดเบี้ยว ประตูด้านหลังของรถปฏิบัติการที่ควรจะล็อคไว้อย่างแน่นหนา กลับค่อยๆ เลื่อนเปิดออกเองอย่างช้าๆ พร้อมกับไอเย็นที่พุ่งเข้ามากระทบผิวหนังจนเจ็บปวด
ใครบางคน... หรือบางสิ่งที่รูปร่างเหมือนมนุษย์ แต่กลับไม่มีเงาปรากฏภายใต้แสงสีม่วง ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมไขความลับจักรวาลไปกับผมนะครับ
รหัสลับจักรวาล: ถอดรหัสความจริงหลังม่านวิทยาศาสตร์•ตอนที่ 17
พายุไฟฟ้าที่ไม่มีวันจบ
ผลงานโดย วิทยาศาสตร์รอบตัว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วิทยาศาสตร์รอบตัว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รหัสลับจักรวาล: ถอดรหัสความจริงหลังม่านวิทยาศาสตร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!