เสียงเคาะประตูสามครั้งที่สม่ำเสมอและหนักแน่นดังก้องกังวานในความเงียบงัน มันไม่ใช่เสียงเคาะของคนทั่วไป แต่เป็นจังหวะเคาะรหัสลับที่ธันวาจำได้แม่นยำยิ่งกว่าเสียงหัวใจของตัวเอง—หนึ่งสั้น สองยาว หนึ่งสั้น—รหัสที่ปู่ของเขาเคยใช้เคาะเรียกเมื่อครั้งที่เขายังเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ นั่งทดลองฟิสิกส์อยู่ในห้องใต้ดิน
ธันวากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก ร่างกายของเขานิ่งค้างเป็นรูปปั้น ความทรงจำเก่าๆ ไหลทะลักเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก ปู่ของเขาหายสาบสูญไปพร้อมกับทฤษฎีที่คนทั้งวงการวิทยาศาสตร์ตราหน้าว่าเพ้อเจ้อ แล้วเหตุใด... รหัสลับนี้จึงมาดังอยู่ที่ประตูห้องแล็บใต้ดินลึกสามสิบเมตรในยามวิกาลเช่นนี้
"อย่าขยับ" ดร. เมษาเอ่ยเสียงกระซิบเฉียบขาด แววตาของเธอไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัว มีเพียงประกายความระแวงและสัญชาตญาณการเอาตัวรอด มือเรียวบางของนักชีววิทยาเอื้อมไปคว้าประแจเหล็กขนาดใหญ่บนโต๊ะทำงานมาถือไว้มั่น ปลายน้องมือของเธอกำด้ามเหล็กแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว
"แต่นั่น... นั่นมันรหัสของปู่ผม" ธันวาแย้งเสียงเบา ลมหายใจของเขาติดขัด ความสับสนตีรวนอยู่ในอก
"รหัสลอกเลียนแบบได้ ธันวา ในโลกวิทยาศาสตร์ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกทำซ้ำและสร้างขึ้นใหม่ได้เสมอ อย่าปล่อยให้ความรู้สึกส่วนตัวมาบดบังตรรกะพื้นฐานสิครับ" เมษาหันมามองเขาด้วยสายตาดุดัน แต่ในขณะเดียวกัน เธอกลับขยับตัวเข้ามาขวางหน้าเขาไว้ครึ่งก้าว เป็นการกระทำโดยสัญชาตญาณที่แสดงออกถึงการปกป้อง แม้ปากจะพูดเตือนสติก็ตาม
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะชุดที่สองดังขึ้น คราวนี้หนักหน่วงขึ้นและรวดเร็วกว่าเดิม ราวกับเป็นสัญญาณเตือนว่าเวลาของพวกเขาเหลือน้อยเต็มที แรงสั่นสะเทือนเบาๆ ส่งผ่านบานประตูเหล็กกล้าหนาเตอะเข้ามาถึงฝ่าเท้า
ในสถานการณ์คับขันที่บีบคั้นหัวใจจนแทบหยุดเต้น สมองของธันวาที่มักจะเฉียบคมเวลาคำนวณสมการฟิสิกส์ กลับตื้อตันอย่างไร้สาเหตุ ความดันโลหิตในร่างกายพุ่งสูงขึ้นจนเขาได้ยินเสียงชีพจรเต้นตุบๆ อยู่ในหู มันคือปฏิกิริยา "สู้หรือหนี" (Fight or Flight) ตามหลักชีววิทยาที่เมษาเคยอธิบายให้ฟังไม่มีผิดเพี้ยน
"เราต้องทำอะไรสักอย่าง ประตูนี้ทนแรงระเบิดได้ก็จริง แต่มันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้กันแรงดันจากภายนอกนานขนาดนั้น" เมษากวาดสายตาไปรอบห้องแล็บอย่างรวดเร็ว สมองของนักชีววิทยาประมวลผลสถานการณ์ด้วยความเร็วสูง "ระบบระบายอากาศ... ทางนั้น!"
เธอบอกพร้อมกับพยักเพยิดไปยังท่อส่งอากาศสำรองขนาดใหญ่ที่มุมห้อง ซึ่งถูกถอดตะแกรงออกเนื่องจากซ่อมบำรุงค้างไว้ ทว่าปัญหาคือ มันอยู่สูงจากพื้นเกือบสามเมตร และไม่มีบันไดพาด
"คุณจะบอกให้เรามุดท่อระบายอากาศนั้นเหรอ เมษา มันแคบมากนะ และเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันนำไปสู่ที่ไหน!" ธันวาอุทาน สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
"ดีกว่ายืนรอให้ใครก็ไม่รู้พังประตูเข้ามาแล้วเอาชีวิตรอดเป็นศูนย์ก็แล้วกันครับ!" เมษาตอบกลับเสียงแข็ง เธอวางประแจลง แล้วดึงเก้าอี้เหล็กมาต่อขาขึ้นไปบนโต๊ะทำงานอย่างคล่องแคล่ว "ขึ้นมา... เหยียบไหล่ฉันขึ้นไปก่อน"
ธันวาเบิกตากว้าง "ให้ผมเหยียบไหล่คุณ? ไม่ ผมทำแบบนั้นไม่ได้..."
"อย่ามาทำตัวเป็นสุภาพบุรุษผิดเวลาเลย ธันวา!" เมษาหันมาจ้องหน้าเขาเขม็ง แววตาเด็ดเดี่ยวไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย "ความดันของมิตรภาพหรือความอีโก้ของคุณตอนนี้ มันไม่มีค่าเท่ากับออกซิเจนที่เรากำลังจะหมดห้องหรอกนะ เร็วเข้า!"
เสียงทุบประตูดังขึ้นอย่างรุนแรงจากภายนอก พร้อมกับเสียงโลหิตและเสียงกลไกขัดข้องของระบบล็อกอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกแฮกจากภายนอก ประตูเหล็กกล้าเริ่มสั่นสะเทือนและมีรอยบุบตรงกลาง รัศมีของความตายอยู่ห่างออกไปแค่เอื้อม
ไม่มีเวลาให้คิดคำนวณหรือลังเลอีกต่อไป ธันวากัดฟันกรอด เขาก้าวขึ้นไปบนเก้าอี้และเหยียบลงบนไหล่ของหญิงสาวตามคำสั่ง ร่างกายของเมษาเกร็งแน่นเพื่อรับน้ำหนัก เธอส่งเสียงครางเบāๆ ในลำคอด้วยความเจ็บปวด แต่ไม่ยอมขยับหนี มือของธันวาเอื้อมขึ้นไปคว้าขอบท่อระบายอากาศเหล็กเย็นเฉียบไว้ได้ทัน
"ดึงตัวเองขึ้นไป! แล้วส่งมือมาให้ฉัน!" เมษาตะโกนแข่งกับเสียงทำลายประตู
ธันวาใช้พละกำลังทั้งหมดที่มี ดึงร่างตัวเองให้มุดเข้าไปในท่อโลหิตแคบๆ ได้สำเร็จ ความเย็นยะเยือกของโลหะเสียดสีกับเสื้อผ้าและผิวหนังจนแสบแปลบ เขารีบหันกลับมานอนราบกับพื้นท่อ แล้วยื่นมือทั้งสองข้างลงไปคว้าแขนเรียวของเมษาที่กำลังปีนตามขึ้นมาอย่างยากลำบาก
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงโครมครามสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้น ประตูเหล็กกล้าถูกแรงมหาศาลกระแทจน,เปิดผางออกอย่างไร้การต้านทาน ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วห้องแล็บ แสงไฟฉุกเฉินสีแดงส้มกะพริบวับแวมสาดส่องความมืด
เมษาออกแรงเฮือกสุดท้าย กระชากตัวเองพ้นจากปากท่อได้ทันก่อนที่พื้นห้องด้านล่างจะ...
ทั้งสองคนนอนหอบหายใจโยนตัวอยู่ในท่อระบายอากาศแคบๆ กลิ่นอับชื้นและฝุ่นละอองคละคลุ้ง ธันวารวบรวมสติแล้วค่อยๆ คลานนำหน้าไปในความมืด โดยมีเมษากระเถิบตามมาติดๆ บรรยากาศเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงหอบหายใจของกันและกัน ความตึงเครียดแปรเปลี่ยนเป็นความผูกพันอันแน่นแฟ้นที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบท่ามกลางความเป็นความตาย
พวกเขาคลานมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดสิ้นสุดของท่อ ซึ่งมีฝาปิดตะแกรงโลหะโปร่งมองทะลุลงไปยังห้องโถงอีกแห่งหนึ่ง ธันวาค่อยๆ ใช้ศอกดันฝาตะแกรงให้อ้าออกเล็กน้อยเพื่อมองสถานการณ์เบื้องล่าง
แสงไฟสลัวเผยให้เห็นห้องโถงลับที่เต็มไปด้วยตู้เซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ส่งเสียงหึ่งต่ำๆ และที่กลางห้องนั้น มีเงาร่างของชายคนหนึ่งยืนหันหลังให้พวกเขา สวมเสื้อโค้ทสีดำสนิท มือข้างหนึ่งกำลังถืออุปกรณ์ถอดรหัสเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์แม่ข่าย
ชายปริศนาค่อยๆ หันกลับมาอย่างช้าๆ พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก เมื่อแสงไฟสาดกระทบใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขา ธันวาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนหัวใจแทบหยุดเต้น
นั่นไม่ใช่ใครอื่น... แต่เป็นชายที่บันทึกมรณกรรมระบุว่าเสียชีวิตไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน และที่สำคัญที่สุด บนปกเสื้อของเขามีเข็มกลัดสัญลักษณ์รูป "วงแหวนควอนตัม" แบบเดียวกับที่ปู่ของธันวาเคยครอบครองไม่มีผิดเพี้ยน!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปด้วยกันนะครับ
รหัสลับจักรวาล: ถอดรหัสความจริงหลังม่านวิทยาศาสตร์•ตอนที่ 16
ความดันของมิตรภาพ
ผลงานโดย วิทยาศาสตร์รอบตัว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วิทยาศาสตร์รอบตัว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รหัสลับจักรวาล: ถอดรหัสความจริงหลังม่านวิทยาศาสตร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!