“อย่าขยับ”
น้ำเสียงของธันวาสั่นพร่า ทว่าหนักแน่นพอที่จะตรึงดร.เมษาให้หยุดชะงักอยู่กับที่ ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากับร่างเงาที่ปราศจากเงามืดท่ามกลางแสงสีม่วงประหลาดที่อาบไล้ห้องทดลองใต้ดินแห่งนี้ สิ่งที่อยู่ตรงหน้ามีรูปร่างเหมือนมนุษย์ทุกประการ แต่ความรู้สึกที่แผ่ออกมากลับเย็นเยียบราวกับก้อนน้ำแข็งที่ถูกโยนลงในเตาหลอม
“ธันวา... นายเห็นสิ่งที่ฉันเห็นไหม” ดร.เมษาเอ่ยเบาๆ มือของเธอที่กำเครื่องวัดรังสีแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด “ที่พื้น... แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ด้านหลังมันส่องผ่านร่างนั้นไป ราวกับว่าเขาไม่ได้มีตัวตนอยู่ตรงนี้จริงๆ”
ธันวาไม่ตอบ เขาจ้องมองนาฬิกาข้อมือระบบอะตอมที่ข้อมือซ้าย เข็มวินาทีที่ควรจะเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บัดนี้มันขยับไปทีละนิดอย่างยากลำบาก ราวกับจักรกลภายในกำลังถูกบดขยี้ด้วยแรงกดดันมหาศาลที่มองไม่เห็น
“กาลเวลาตรงนี้... มันกำลังหนืด” ธันวาพึมพำขณะก้าวถอยหลังทีละก้าว “เหมือนกับว่าเรากำลังยืนอยู่ใกล้ปากทางเข้าของหลุมดำ แต่มันไม่ควรจะมีแรงโน้มถ่วงมหาศาลขนาดนี้ในห้องปิดตาย!”
ร่างไร้เงานั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาที่ว่างเปล่าราวกับหลุมลึกไร้ก้นบึ้งจ้องมาที่ธันวา มันไม่ได้พูดอะไร แต่บรรยากาศรอบข้างกลับสั่นไหว เกิดเป็นระลอกคลื่นคล้ายภาพในกระจกที่ถูกเขย่า ธันวารู้สึกได้ถึงความดันอากาศที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หูของเขามีเสียงอื้ออึงเหมือนถูกฝังอยู่ในน้ำลึก
“ฟังนะเมษา...” ธันวาเริ่มพูดพลางหันไปมองคู่หูของเขา “ปู่เคยบันทึกเรื่อง 'รอยร้าวของความเป็นจริง' เอาไว้ ท่านบอกว่าเมื่อจุดเชื่อมต่อของมิติเกิดการฉีกขาด เวลาจะพยายามประคองตัวเองไว้ด้วยการชะลอตัวลงเพื่อซ่อมแซมรอยรั่ว... หรือไม่ก็เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่หลุดเข้ามา”
“นายจะบอกว่าสิ่งนี้คือ 'ไวรัส' ของจักรวาลหรือไง?” เมษาแค่นยิ้มอย่างขมขื่น “อย่าเพิ่งเอาทฤษฎีมากลบความกลัวของตัวเองเลยธันวา ดูนั่น!”
เธอกระดกเครื่องวัดรังสีขึ้นสูง ตัวเลขบนหน้าจอวิ่งพล่านจนอ่านค่าไม่ได้ แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือหยดน้ำที่หยดลงมาจากเพดาน เมื่อมันผ่านเข้าใกล้ร่างไร้เงานั้น หยดน้ำไม่ได้ตกลงสู่พื้นตามแรงโน้มถ่วง แต่มันกลับหยุดค้างกลางอากาศ ราวกับถูกสตัฟฟ์ไว้ในก้อนอำพันที่มองไม่เห็น
ธันวาหายใจติดขัด หัวใจเต้นรัวจนแทบกระดอนออกมานอกอก นี่ไม่ใช่แค่ทฤษฎีปู่ที่เขาเคยอ่าน แต่มันคือความจริงที่กำลังกัดกินเหตุผลของมนุษย์อย่างเขาจนไม่เหลือชิ้นดี
“เราต้องหนีไปจากระยะห่างนี้” ธันวากระชากแขนเมษา “ถ้าเราหลุดเข้าไปในขอบเขตที่เวลาหยุดนิ่ง เราจะกลายเป็นรูปปั้นไปตลอดกาล!”
“แต่ถ้าเราหนีไป เราจะไม่มีวันได้รู้อีกเลยว่ามันคืออะไร!” เมษาขืนตัวไว้ สายตาของเธอยังคงจับจ้องไปที่ร่างนั้นด้วยความกระหายใคร่รู้ที่อยู่เหนือความกลัว “ธันวา นายเป็นนักฟิสิกส์ไม่ใช่เหรอ? ถ้าเราพิสูจน์ได้ว่ามิตินี้มีอยู่จริง ทุกอย่างที่ปู่ของนายเคยเขียนไว้ก็จะได้รับการยอมรับ!”
“การยอมรับมันไม่มีค่าอะไรเลยถ้าเราไม่ได้กลับไปเล่าให้ใครฟัง!”
ในจังหวะที่ธันวาพยายามลากเมษาออกไป ร่างไร้เงานั้นก็ขยับนิ้วเพียงเล็กน้อย ทันใดนั้น แสงสีม่วงที่เคยนิ่งสนิทก็เกิดการหักเหเหมือนแก้วที่ถูกทุบจนแตกกระจาย เสียงแตกเปรี้ยงดังสนั่นก้องไปทั่วห้องทดลอง ราวกับโครงสร้างของความเป็นจริงกำลังถูกดึงจนขาดสะบั้น
ความเงียบงันเข้ามาปกคลุมในวินาทีต่อมา ทุกอย่างรอบตัวหยุดชะงักลงโดยสมบูรณ์ ทั้งหยดน้ำที่ค้างอยู่กลางอากาศ ฝุ่นที่กำลังลอยละล่อง และแม้แต่ลมหายใจของเมษาที่ค้างอยู่ที่ปลายจมูก
ธันวาพบว่าเขายังคงขยับตัวได้เพียงเล็กน้อย อาจเป็นเพราะเขาสวมนาฬิกาเรือนพิเศษของปู่ที่ปรับจูนความถี่มาอย่างดี เขามองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตระหนก ร่างไร้เงานั้นเดินผ่านหน้าเขาไปอย่างเชื่องช้า แต่มันไม่ได้เดินผ่านพื้น มันก้าวผ่านอากาศราวกับกำลังย่ำบนบันไดที่มองไม่เห็น
มันหยุดยืนตรงหน้าตู้เซฟบรรจุบันทึกของปู่ที่ธันวาเก็บรักษาไว้ราวกับชีวิต
ร่างนั้นหันกลับมามองธันวาอีกครั้ง คราวนี้ใบหน้าที่เคยว่างเปล่าเริ่มมีเค้าโครงชัดเจนขึ้น ผิวพรรณที่เคยซีดเผือดเริ่มเปลี่ยนเป็นสีผิวที่ธันวาคุ้นเคยอย่างประหลาด... มันคือใบหน้าของเขาเอง... ใบหน้าที่ดูแก่ชราลงไปหลายสิบปี และเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นแห่งกาลเวลา
เขายื่นมือที่สั่นเทาออกไปหาบันทึกเล่มนั้น แต่ก่อนที่ปลายนิ้วของร่างจำลองจะสัมผัสกับตู้เซฟ ธันวาก็เห็นสิ่งที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ... ที่ข้อมือของร่างนั้น มีนาฬิกาแบบเดียวกันกับเขา สวมใส่อยู่... และบนหน้าปัดนั้น เข็มวินาทีไม่ได้กำลังหยุดเดิน แต่มันกำลังหมุนย้อนกลับไปอย่างบ้าคลั่ง
ประตูห้องทดลองด้านหลังที่ควรจะถูกล็อคไว้อย่างแน่นหนา กลับค่อยๆ เปิดออกช้าๆ พร้อมกับร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่ก้าวเข้ามา... เธอสวมชุดกาวน์ที่ขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนด้วยรอยไหม้
“อย่าแตะต้องบันทึกเล่มนั้น ธันวา!” เสียงหญิงสาวคนนั้นตะโกนก้อง แต่มันไม่ใช่เสียงของเมษาที่ยืนค้างอยู่ข้างๆ เขา แต่มันคือเสียงของคนที่จะไม่มีวันมายืนอยู่ตรงนี้ได้อีกแล้ว เพราะเธอคือคนที่ตายไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางข้ามรอยแยกของกาลเวลาไปพร้อมกับผมนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
รหัสลับจักรวาล: ถอดรหัสความจริงหลังม่านวิทยาศาสตร์•ตอนที่ 18
รอยร้าวของความเป็นจริง
ผลงานโดย วิทยาศาสตร์รอบตัว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วิทยาศาสตร์รอบตัว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รหัสลับจักรวาล: ถอดรหัสความจริงหลังม่านวิทยาศาสตร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!