ขอถอนตัวจากบทนางร้าย ไปเป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์อัญมณีเวทมนตร์ดีกว่า•ตอนที่ 13

รอยร้าวในความสัมพันธ์เก่า

ผลงานโดย ม่านหมอกโรแมนซ์
"ถอนคำพูดของคุณเสีย ซีลเลอร์... มิฉะนั้น ฉันอาจจะเผลอทำเรื่องเสียมารยาทกับพี่ชายแท้ๆ ของตัวเองขึ้นมาจริงๆ" น้ำเสียงของเอลีน่าราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสลมหนาวที่เยือกเย็นเสียจนอุณหภูมิภายในห้องรับรองส่วนตัวของพิพิธภัณฑ์ 'ลูเมนสเฟียร์' ดิ่งฮวบลงอย่างฉับพลัน ดวงตาคู่คมกริบสีนิลกาฬจ้องมองตรงไปยังร่างของ 'เคาน์ต์ซีลเลอร์ ฟอน มอนต์โกเมอรี' อดีตคู่หมั้นผู้เคยประกาศกร้าวกลางงานเลี้ยงน้ำชาในฤดูหนาวก่อน ว่านางเป็นเพียงสตรีไร้ค่าที่เกาะเกาะกุมความมั่งคั่งของตระกูลอื่นไปวันๆ ทว่าในเวลานี้ บุรุษผู้เคยเชิดหน้าชูตาคนนั้นกลับยืนอยู่เบื้องหน้านางด้วยสภาพที่ไม่อาจเรียกว่าสง่างามได้อีกต่อไป ซีลเลอร์ขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปーン ดวงตาคู่คมที่เคยฉายแววหยิ่งผยองบัดนี้แดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวและ... ความหึงหวงที่เจ้าตัวอาจไม่ยอมรับแม้แต่กับตัวเอง กลิ่นอายของความอับอายผสมผสานกับความสิ้นหวังคละคลุ้งอยู่ในอากาศรอบตัวเขา ตั้งแต่วันที่เอลีน่าประกาศถอนหมั้นและหันหลังให้กับตระกูลมอนต์โกเมอรีอย่างไร้เยื่อใย กิจการค้าอัญมณีของเขาก็เริ่มดิ่งลงเหวราวกับต้องคำสาป ลูกค้าชั้นสูงต่างพากันยกเลิกสัญญาเมื่อรู้ว่าอัญมณีล้ำค่าที่เคยผ่านมือเอลีน่านั้นไม่ได้มาตรฐานตามที่เขาแอบอ้างอีกต่อไป และยิ่งไปกว่านั้น... ภาพของ 'ลูคัส' แกรนด์ดุกแห่งแดนเหนือผู้เป็นพี่ชายแท้ๆ ของนาง ซึ่งยืนบังร่างบางเอาไว้ด้วยท่าทีปกป้องอย่างออกนอกหน้า ยิ่งทำให้ซีลเลอร์แทบคลั่ง "เอลีน่า... เธอเปลี่ยนไปมากนะ" ซีลเลอร์เค้นเสียงลอดไรฟัน ก้าวเท้าเข้าหาหญิงสาวทีละก้าวอย่างลืมตัว "เธอไปหลงเสน่ห์เล่ห์กลอะไรของไอ้คนเถื่อนจากแดนเหนือคนนี้ ถึงได้กล้าปฏิเสธฉัน กล้าหันหลังให้สังคมชั้นสูงที่เธอโหยหานักหนา... หรือเพราะเงิน? คิดว่ามีดยุคบ้านนอกคนนี้คอยหนุนหลังแล้วเธอจะเชิดใส่ใครก็ได้งั้นเหรอ!" เพล้ง! เสียงแก้วคริสตัลใสบรรจุไวน์ราคาแพงกระทบกับพื้นหินอ่อนจนแตกละเอียด ไม่ใช่ฝีมือของเอลีน่า และไม่ใช่ฝีมือของซีลเลอร์ แต่เป็นดุกคาสเซียน ดาร์กวูด ผู้ซึ่งยืนกอดอกพิงกรอบหน้าต่างอยู่เงียบๆ ตั้งแต่ต้น เขาค่อยๆ ยืดตัวขึ้นช้าๆ แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปสีดำสนิท ดวงตาสสีอำพันคู่นั้นกวาดมองซีลเลอร์ราวกับมองมดปลวกใต้รองเท้า "ระวังปากหน่อย, เคาน์ต์หนุ่มผู้ตกอับ" คาสเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายในความมืด "คนที่ยืนอยู่ตรงนี้คือนายหญิงแห่งพิพิธภัณฑ์อัญมณีเวทมนตร์ และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ของเหมืองแร่ในอาณัติของฉัน... การที่แกมายืนเห่าหอนอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของเธออย่างไร้มารยาทเช่นนี้ ฉันควรจะโยนแกออกไปทางหน้าต่างชั้นสาม หรือจะให้ทหารยามลากแกไปโยนลงแม่น้ำดีล่ะ?" บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะใช้มีดกรีดออกเป็นชิ้นๆ ได้ เอลีน่ายกมือขึ้นแตะแขนเสื้อของคาสเซียนเบาๆ เป็นเชิงปราม นางไม่ได้หวาดกลัวท่าทีเกรี้ยวกราดของซีลเลอร์แม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... หญิงสาวกลับรู้สึกขบขันเสียด้วยซ้ำที่ได้เห็นบุรุษผู้เคยเหยียดยามนางต้องมาดิ้นรนด้วยความอิจฉาริษยาเช่นนี้ "คุณลูคัสใจE็นก่อนเถอะค่ะ" เอลีน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าดวงตากลับหันไปสบตากับอดีตคู่หมั้นด้วยแววตาเย้ยหยันที่ปิดไม่มิด "ดูเหมือนว่าคุณซีลเลอร์จะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันสินะคะ... เชิญนั่งลงก่อนสิคะ เผื่อว่าสมองที่ฝ่อไปตามกาลเวลาของคุณจะพอรับรู้ข้อมูลใหม่ๆ ได้บ้าง" ซีลเลอร์สะท้านเฮือกเมื่อถูกสายตาคู่นั้นมองมา มันไม่ใช่สายตาอ้อนวอนขอความรักความเมตตาเหมือนในอดีตที่เขาเคยชิน แต่มันคือสายตาของนักธุรกิจผู้เหนือกว่า สายตาที่กำลังประเมินมูลค่าชีวิตของเขาว่าเหลือสักกี่แดง "เอลีน่า... เธอกล้าดียังไง..." "ฉันกล้าตั้งแต่คุณกล้าเอาเงินสกปรกของตระกูลคุณมาเสนอหน้าซื้อความภักดีจากฉันแล้วค่ะ" เอลีน่าตัดบทด้วยรอยยิ้มเย็นชา นางเดินไปหยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มขึ้นมาจากโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เปิดฝาออกเผยให้เห็นสร้อยคอเพชรน้ำงามที่ส่องประกายระยิบระยับสะท้อนกับแสงไฟ "จำชิ้นนี้ได้ไหมคะ? เพชรน้ำงามที่คุณเคยบอกว่าจะมอบให้ฉันเป็นของขวัญวันหมั้น... แต่สุดท้ายคุณกลับเอามันไปให้ 'เลดี้คาลิน่า' ชู้รักของคุณในคืนก่อนวันงาน" ใบหน้าของซีลเลอร์ซีดเผือดลงในทันที เขาอ้าปากพะงาบๆ พูดไม่ออก "น่าเสียดายนะคะ..." เอลีน่าหัวسเระในลำคอเบาๆ "เพชรเม็ดนั้น ในตอนนี้มีมูลค่ามากกว่าคฤหาสน์ทั้งหลังของคุณเสียอีก และฉัน... ก็เพิ่งใช้มันเป็นเศษเงินทอนในการซื้อหุ้นร้านค้าปลีกอัญมณีสามสาขาบนถนนหลวงเมื่อเช้านี้เองค่ะ" "เธอ...!" "พอได้แล้วมั้ง, เคาน์ต์" ลูคัสผู้เป็นพี่ชายก้าวเข้ามาแทรกกลางระหว่างทั้งสองคน ร่างสูงใหญ่บังคับให้ซีลเลอร์ต้องถอยหลังไปโดยอัตโนมัติ "น้องสาวของฉันไม่ได้มีเวลามานั่งฟังคนแพ้ระบายความอิจฉา ถ้าแกยังไม่ไสหัวออกไปจากที่นี่ภายในสามวินาทีนี้ ฉันเกรงว่าพรุ่งนี้ตระกูลมอนต์โกเมอรีของแก อาจจะไม่เหลือชื่ออยู่บนแผนที่การค้าของเมืองหลวงอีกต่อไป" คำขู่ที่ไร้ซึ่งความปรานีนั้นทำให้ซีลเลอร์หน้าถอดสี เขาขบฟันแน่นด้วยความคับแค้นใจ ดวงตากวาดมองเอลีน่าและชายหนุ่มทั้งสองคนที่ยืนเคียงข้างกันราวกับภาพสะท้อนของความสมบูรณ์แบบที่เขาไม่มีวันเอื้อมถึง สุดท้าย... ความพ่ายแพ้ก็บังคับให้เขาต้องยอมจำนน เคาน์ต์หนุ่มสะบัดหน้าหนีด้วยความอัปยศอดสู ก่อนจะสาวเท้าก้าวพรวดพราดออกจากห้องรับรองไปพร้อมกับเสียงปิดประตูกระแทกดังสนั่น ความเงียบงันกลับมาปกคลุมห้องอีกครั้ง เอลีน่าถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ นางทรตัวลงนั่งบนเก้าอี้บุด้วยกำมะหยี่สีแดงเข้มอย่างอ่อนล้าเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับพี่ชายและคู่คิดหนุ่มที่ยืนมองนางด้วยความห่วงใย "เหนื่อยไหม?" คาสเซียนเอ่ยถาม น้ำเสียงที่เคยเย็นชาเมื่อครู่กลับอบอุ่นและอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด เขายื่นแก้วชาสมุนไพรหอมกรุ่นมาให้หญิงสาว "ไม่เลยค่ะ..." เอลีน่ารับแก้วมาถือไว้ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก "แค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำกับสิ่งที่พวกเขาเคยทำไว้กับฉัน... แต่ว่านะ..." นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาสีนิลกาฬหันไปมองหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นวิวของถนนด้านล่าง ซึ่งในตอนนี้... มีเงาร่างของใครบางคนกำลังยืนหลบมุมอยู่หลังเสาหิน พร้อมกับแสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปของนักข่าวใต้ดินที่สะท้อนวับแวม "ดูเหมือนว่าเรื่องที่เราทะเลาะกันเมื่อครู่ จะมีคนจงใจเก็บบันทึกภาพไปขายให้อย่างรวดเร็วเสียแล้วนะคะ" คาสเซียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มร้ายกาจที่ทำให้คนมองต้องขนลุก "ช่างหัวพวกมันสิ อยากจะลงข่าวอะไรก็เชิญ... เพราะต่อให้พวกมันพยายามจะทำลายชื่อเสียงของเธอแค่ไหน ฉันก็เตรียมแผนการบางอย่างไว้ต้อนรับพวกมันเรียบร้อยแล้ว" พูดจบ ชายหนุ่มก็ควักโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท นิ้วเรียวกดหน้าจอไม่กี่ครั้งก่อนจะแนบหู "จัดการปล่อยข่าวเรื่อง 'หนี้สินก้อนโต' ของตระกูลมอนต์โกเมอรีออกไปให้หมด... และส่งจดหมายทวงถามหนี้จากธนาคารหลวงไปที่คฤหาสน์ของพวกเขาภายในเช้าพรุ่งนี้" คาสเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าเฉียบขาดราวกับประกาศิตจากยมบาล "อ้อ... แล้วก็จัดการซื้อกิจการทั้งหมดของพวกมันที่เหลืออยู่รวบเดียวให้หมดด้วย ฉันต้องการให้วันพรุ่งนี้ ตระกูลมอนต์โกเมอรีกลายเป็นบุคคลล้มละลายอย่างสมบูรณ์แบบ" เอลีน่าเบิกตากว้างเล็กน้อย นางมองชายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลตรงหน้าด้วยความทึ่งแกแกมระอาใจ "คุณนี่มัน... ร้ายกาจจริงๆ นะคะ คาสเซียน" "เพื่อเธอแล้ว..." คาสเซียนโน้มตัวลงมาใกล้ ใบหน้าคมคายหยุดอยู่ห่างจากแก้มนวลเพียงไม่กี่เซนติเมตร ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดราวน์เฟรมใบหน้าของหญิงสาว "ฉันทำได้มากกว่าการทำให้ตระกูลกระจอกๆ นั่นล้มละลายเสียอีก... สนใจจะลองดูไหมล่ะ ว่าฉันยังมีความลับอะไรซ่อนอยู่อีกบ้าง?" ทว่า ก่อนที่เอลีน่าจะได้เอ่ยปากตอบอะไร เสียงเคาะประตูก็รัวขึ้นอย่างเร่งรีบ ตามมาด้วยร่างของเลขาหนุ่มประจำพิพิธภัณฑ์ที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้อง ใบหน้าของเขามีเหงื่อซกและแววตาดื่นตระหนกราวกับเพิ่งเจอผีสาง "ท่านผู้อำนวยการครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!" เลขาหนุ่มละล่ำละลัก "มี... มีเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวสามลำบินตรงดิ่งมาจากแดนเหนือ และตอนนี้... กำลังร่อนลงจอดบนลานดาดฟ้าของพิพิธภัณฑ์เราแล้วครับ!" เอลีน่าและคาสเซียนสบตากันทันที ดวงตาของชายหนุ่มหรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด ขณะที่หัวใจของเอลีน่ากระตุกวูบด้วยความสังหรณ์ใจบางอย่างที่แปลกประหลาด และก่อนที่ใครจะได้เอยถามอะไรเพิ่มเติม เสียงประกาศจากระบบกระจายเสียงของอาคารก็ดังแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงร้อนรนของหัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัย— *"แจ้งเตือนด่วน! แขกผู้มาเยือนระดับวีไอพีสูงสุด... สัญลักษณ์ประจำตระกูลดยุคแห่งแดนเหนือปรากฏบนตัวเครื่อง... และ... และบุคคลที่ก้าวลงมาจากเครื่องตอนนี้คือ 'องค์รัชทายาท' แห่งจักรวรรดิครับ!"* --- (ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและคอยสนับสนุน "ม่านหมอกโรแมนซ์" เสมอมานะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!)
สารจากนักเขียน (ม่านหมอกโรแมนซ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอถอนตัวจากบทนางร้าย ไปเป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์อัญมณีเวทมนตร์ดีกว่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%