ขอถอนตัวจากบทนางร้าย ไปเป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์อัญมณีเวทมนตร์ดีกว่า•ตอนที่ 8

การตบหน้าครั้งที่หนึ่ง

ผลงานโดย ม่านหมอกโรแมนซ์
"เพล้ง!" เสียงแก้วคริスタルราคาแพงถูกกระแทกจนแตกละเอียดบนพื้นพรมทอด้วยด้ายทองคำ กลิ่นอายของความตื่นตระหนกและความโกลาหลคละคลุ้งไปทั่วบริเวณโถงจัดแสดงอัญมณีของ 'ลูมิเนีย' พิพิธภัณฑ์เวทมนตร์ที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นานแต่มั่งคั่งจนเป็นที่พูดถึงไปทั่วราชสำนัก สายตานับร้อยคู่ภายในงานต่างพากันจับจ้องมาที่จุดเกิดเหตุเป็นตาเดียว เอลีน่า วอน คอร์ทซ์ ยืนนิ่งสงสงบอยู่หลังตู้จัดแสดงกระจกใส เธอไม่ได้ขยับเขยื้อนหนีไปไหน ร่างบางในชุดราตรีสีมรกตขับเน้นผิวเนียนละเอียดราวกับไข่มุกเม็ดงาม เธอกวาดสายตามองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตาคู่สวยที่ฉายแววเย็นเยียบราดรดด้วยน้ำแข็ง ผู้ที่ยืนหอบหายใจจนอกกระเพื่อมอยู่เบื้องหน้าเธอไม่ใช่ใครที่ไหน... องค์ชายเซบาสเตียน อดีตคู่หมั้นผู้เคยประกาศกร้าวกลางงานเลี้ยงฉลองชัยชนะว่ารังเกียจเธอเข้ากระดูกดำ ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาและเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองในอดีต บัดนี้กลับซีดเผือดราวกับกระดาษสา เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวระคนไม่อยากจะเชื่อ เมื่อเงาเงอะงะของอดีตคู่หมั้นผู้โง่เขลาได้ถูกลบเลือนด้วยภาพลักษณ์ของหญิงสาวผู้ทรงอำนาจและมั่งคั่งเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการถึง "ทะ... เป็นไปไม่ได้!" เสียงขององค์ชายเซบาสเตียนสั่นพร่า ร่างสูงใหญ่เซถอยหลังไปชนโต๊ะวางเครื่องดื่มจนแก้วล้มระเนระนาด "ของในร้านนี้... มันเป็นของปลอมทั้งหมด! เจ้า... เจ้าไปเอาอัญมณีต้องสาปพวกนี้มาจากไหน มากราบทูลความจริงเสียเอลีน่า! เจ้าคิดจะใช้ของปลอมมาหลอกลวงเบื้องสูงและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในอาณาจักรอย่างนั้นหรือ!" ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่เสียงซุบซิบจะดังระเบิดขึ้นราวกับผึ้งแตกรัง บรรดาขุนนางและคุณหญิงผู้สูงศักดิ์ที่เคยพยายามประจบสอพลอองค์ชายต่างเริ่มหันมามองหน้ากันด้วยความเคลือบแคลง บางคนถึงกับเบ้หน้าด้วยความดูแคลน เพราะในอดีตเอลีน่ามีชื่อเสียงด้านความฟุ่มเฟือยและไร้รสนене ถึงขนาดเคยถูกกล่าวหาว่าลักเล็กขโมยน้อยของมีค่าในงานสังคมมาแล้ว การที่เธอกลับมาพร้อมกับพิพิธภัณฑ์อัญมณีที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงย่อมเป็นเรื่องที่น่าสงสัยในสายตาของคนทั่วไป เอลีน่าไม่ได้แสดงอาการตกใจหรือโกรธเคืองแม้แต่น้อย เธอยกเรียวคู่งามขึ้นเล็กน้อย ปลายเลื้อยเรียวยาวแตะลงบนขอบกระจกใสอย่างเชื่องช้า ท่าทางแสนสบายใจนั้นยิ่งทำให้องค์ชายเซบาสเตียนรู้สึกราวกับตนเองเป็นตัวตลกในสายตาเธอ "ของปลอมเพคะ?" เอลีน่าทวนคำ น้ำเสียงนุ่มนวลแต่กังวานก้องไปทั่วห้องโถงที่เงียบสงบ "หม่อมฉันต้องขอประทานอภัยด้วยนะเพคะ ที่ฝ่าบาททรงมีสายตาที่... ค่อนข้างจำกัดจำเขี่ย จนไม่สามารถมองออกว่าสิ่งใดคือแก้วสารพัดนึก และสิ่งใดคือเศษกรวดข้างทาง" คำพูดเจ็บแสบที่ถูกส่งยิ้มหวานเคลือบยาพิษทำให้องค์ชายเซบาสเตียนหน้าดำคร่ำเครียด "ปากกล้าจริงนะเอลีน่า!" หญิงสาวอีกคนก้าวออกมาจากด้านหลังขององค์ชาย เลดี้เบียทริช บุตรีดยุกตระกูลคู่แข่งทางการเมืองของเธอเอง ริมฝีปากที่ทาลิปสติกสีแดงสดบิดเบี้ยวด้วยความริษยา "ใครๆ ก็รู้ว่าตระกูลวอน คอร์ทซ์ ของเธอล้มละลายไปตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว เธอเอาเงินที่ไหนมาสร้างพิพิธภัณฑ์อลังการนี่? แถมอัญมณีสีครามเม็ดนั้น... ฉันจำได้ว่ามันคือ 'น้ำตาแห่งนาร์ซิสซัส' อัญมณีโบราณที่สูญหายไปพร้อมกับวิหารศักดิ์สิทธิ์เมื่อร้อยปีก่อน! ของระดับนั้นไม่มีทางที่คนไร้ค่าอย่างเธอจะครอบครองได้หรอก มันต้องเป็นของปลอมที่ใช้เวทมนตร์ลวงตาแน่นอน!" สิ้นเสียงของเบียทริช ฝูงชนเริ่มฮือฮากันหนักขึ้น หลายคนพยักหน้าเห็นด้วย "จริงด้วยสิ..." "หรือว่านางจะใช้เวทมนตร์นอกรีตมาตบตาพวกเรา?" "ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ว่าของพวกนี้คือของจริง มีหวังนางได้ถูกเนรเทศข้อหาหลอกลวงราชสำนักแน่ๆ" เอลีน่าลอบถอนหายใจเบาๆ เธอมองดูความดิ้นรนอย่างไร้เดียงสาของคนกลุ่มนี้ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเวทนา ช่างน่าขันสิ้นดีที่พวกเขายังคงคิดว่าเธอคือเด็กสาวคนเดิมที่ยอมก้มหัวให้กับการกลั่นแกล้งอย่างไร้ทางสู้ "หม่อมฉันคงต้องขอบคุณเลดี้เบียทริชสินะคะที่กรุณาช่วยตั้งข้อสังเกตให้" เอลีน่าก้าวเดินออกจากหลังเคาน์เตอร์ช้าๆ ทุกย่างก้าวของเธองดงามราวกับนางพญาหงส์ที่กำลังย่างก้าวลงจากบัลลังก์ ส้นรองเท้าคริสตัลกระทบกับพื้นหินอ่อนเกิดเสียงก้องกังวานเป็นจังหวะที่สะกดทุกสายตาให้หยุดนิ่ง "แต่ก่อนที่พวกท่านจะกล่าวหาว่าสิ่งล้ำค่าเหล่านี้เป็นของปลอม... เคยคิดบ้างไหมเพคะว่า ฝ่าบาทและตัวท่านเอง... มีปัญญาแม้แต่จะเอื้อมมือมาแตะต้องมันหรือเปล่า?" เซบาสเตียนกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น "ถ้าเจ้ามั่นใจนัก ก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นสิ! ถอนเวทมนตร์ลวงตาออกเสียเดี๋ยวนี้ ถ้ารabอัญมณีพวกนั้นสลายกลายเป็นแค่ก้อนหินธรรมดา เจ้าจะต้องชดใช้ด้วยหัวใจของเจ้าเอง!" "ได้สิคะ" เอลีน่ายิ้มรับอย่างใจเย็น ดวงตาคู่สวยประกายแสงสีทองจางๆ วับวามขึ้นภายใต้แสงไฟระยิบระยับของโถงพิพิธภัณฑ์ "ในเมื่อฝ่าบาททรงกระหายความจริงเสียขนาดนี้ หม่อมฉันก็จะสงเคราะห์ให้ทอดพระเนตรด้วยพระองค์เองเพคะ" เอลีน่ายกมือขึ้นเรียวสวยขึ้น นิ้วมือทั้งห้าสะบัดผ่านอากาศเบาๆ คลื่นพลังเวทมนตร์สีครามบริสุทธิ์แผ่ขยายออกเป็นวงกว้างราวกับระลอกคลื่นบนผิวน้ำ อากาศภายในโถงจัดแสดงพล Luminous เปลี่ยนเป็นสีฟ้าครามสดใส กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าในดินแดนเหนือจู่ๆ ก็โชยเข้าจมูกของทุกคนอย่างไร้ที่มา ทันใดนั้น อัญมณี 'น้ำตาแห่งนาร์ซิสซัส' ที่ตั้งอยู่บนแท่นบูชาตรงกลางก็เปล่งแสงเจิดจ้าออกมาจนแสบตา แสงนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่แสงสะท้อนธรรมดา แต่มันกลับสะท้อนภาพประวัติศาสตร์อันยาวนานของตัวอัญมณีออกมาเป็นมิติภาพสามมิติกลางอากาศ! ภาพของวิหารโบราณ ลวดลายอักขระเวทมนตร์ยุคแรกเริ่ม และตราประทับประจำราชวงศ์แท้จริงปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนจนแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีโบราณที่มาร่วมงานยังต้องอ้าปากค้าง ที่สำคัญที่สุด... พลังเวทมนตร์ที่แผ่ออกมาจากอัญมณีเม็ดนั้นบริสุทธิ์และทรงพลังเสียจนอัญมณีปลอมหรือเวทมนตร์มายาไม่มีทางเลียนแบบได้ มันคือพลังของ 'แก่นแท้แห่งมานาโบราณ' ที่มีอยู่จริง! เปรี้ยง! แรงกดดันจากคลื่นเวทมนตร์ซัดเข้าใส่ร่างขององค์ชายเซบาสเตียนและเลดี้เบียทริชจนทั้งสองคนเซถอยหลังล้มลงไปกองกับพื้นในสภาพไม่เป็นท่า ความอับอายแผ่ซ่านไปทั่วใบหน้าขององค์ชายจนแดงก่ำ ร่างกายสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัวอย่างแท้จริง เอลีน่าก้มตัวลงเล็กน้อย มองผู้ที่กำลังคุกเข่ายอมจำนนอยู่เบื้องล่างด้วยสายตาที่ราบเรียบไร้ความรู้สึก น้ำเสียงหวานใสเอื้อnเอ่ยขึ้นราวกับกระซิบข้างหู "ของจริง... กับของปลอม... ฝ่าบาททรงแยกแยะไม่ออกจริงๆ หรือเพคะ ว่าสิ่งใดที่มีค่าพอให้อยู่บนจุดสูงสุด และสิ่งใดที่สมควรถูกกวาดทิ้งลงถังขยะ?" ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ ไม่มีใครกล้าหายใจแรง ทุกคนต่างตระหนักแล้วว่าหญิงสาวตรงหน้าไม่ใช่ 'นางร้ายตกอับ' คนเดิมอีกต่อไปแล้ว หากแต่คือนางพญาผู้กุมความมั่งคั่งและอำนาจเวทมนตร์อันน่าสะพรึงกลัวไว้ในกำมือ ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงปรบมือเบาๆ แต่ทรงพลังกลับดังขึ้นจากมุมมืดบริเวณทางเข้า VIP ของพิพิธภัณฑ์ แปะ... แปะ... แปะ... ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำสนิทก้าวออกมาจากเงาสลัว ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกความมืดบดบัง แต่แววตาสีเทาเข้มคู่นั้นกลับคมกริบและเย็นชาราวกับปีศาจแห่งรัตติกาลที่พร้อมจะขย้ำทุกสิ่งที่ขวางทาง ดยุคคาสเซียน ดาร์กวูด ปรากฏกายขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่แฝงไปด้วยความอันตราย เขาเดินตรงเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างเอลีน่าอย่างสนิทสนม มือหนาวางลงบนเอวบางของเธออย่างถือวิสาสะ แต่กลับไม่มีใครกล้าปริปากทักท้วงสักคนเดียว คาสเซียนกวาดสายตามององค์ชายเซบาสเตียนที่กำลังหมอบอยู่บนพื้นด้วยหางตาก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ทำเอาทุกคนในห้องต้องขนลุกซู่ "ดูเหมือนว่า... จะมีสุนัขจรจัดหลงเข้ามาเห่าหอนในอาณาเขตของภรรยาฉันสินะครับ..." คาสเซียนเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาคมกริบหันไปมองหน้าองค์ชายเซบาสเตียนที่ซีดเผือดกว่าเดิม "หรือว่า... พวกท่านอยากจะลองชิมรสชาติของการถูกเนรเทศออกจากตลาดมืดอัญมณีตลอดกาลดูสักครั้งดีล่ะ?" เซบาสเตียนเบิกตากว้างจนแทบถลน เมื่อตระหนักได้ว่าบุรุษผู้ยืนอยู่ตรงหน้าคือใคร—ดยุกผู้คุมตลาดมืดและขุมทรัพย์ครึ่งหนึ่งของอาณาจักร! ในจังหวะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงจนพูดไม่ออกนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนจากระบบการเงินเวทมนตร์ของพิพิธภัณฑ์ก็ดังขึ้นก้องกังวานขัดจังหวะความเงียบ *ติ๊ง!* *[แจ้งเตือนระบบ: มีการชำระเงินค่าเสียหายและค่าเสียเวลาจากบัญชีส่วนพระองค์ขององค์ชายเซบาสเตียน จำนวน 10,000,000 เหรียญทอง ผ่านบัตรเครดิตดำไร้ขีดจำกัดเรียบร้อยแล้ว]* เอลีน่ายิ้มกริ่มอย่างพึงพอใจ เธอยกมือขึ้นแตะปกเสื้อของคาสเซียนเบาๆ ก่อนจะหันไปสบตากับองค์ชายเซบาสเตียนที่ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างหมดแรง "ขอบพระทัยสำหรับค่าขนมนะเพคะ... ฝ่าบาท" (ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างความสะใจนี้ด้วยกันนะคะ!) --- ม่านหมอกโรแมนซ์
สารจากนักเขียน (ม่านหมอกโรแมนซ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอถอนตัวจากบทนางร้าย ไปเป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์อัญมณีเวทมนตร์ดีกว่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%