คราบน้ำตาสกปรกและฝุ่นผงบนใบหน้าของเคาน์ "โอลิเวอร์" ไม่ได้ทำให้เอลีน่ารู้สึกเวทนาเลยแม้แต่น้อยค่ะ หญิงสาวยืนกอดอกมองร่างที่คุกเข่าลงแทบเท้าด้วยแววตานิ่งสนิท ราวกับกำลังพิจารณาตำหนิของอัญมณีปลอมที่ไร้ค่าสิ้นดี
"เอลีน่า...!" เสียงแหบพร่าตะโกนเรียกชื่อเธอสุดเสียงด้วยความสิ้นหวัง "ได้โปรด... เมตตาฉันด้วย...!"
คำขอร้องที่เคยเปี่ยมด้วยความเย่อหยิ่งเมื่อหลายเดือนก่อน บัดนี้กลับกลายเป็นเสียงคร่ำครวญน่าสมเพชของสุนัขจนตรอก ตระกูลวอน คอร์ทซ์ที่เคยเหยียบย่ำเธอ บัดนี้พังทลายลงด้วยมือของเธอเอง... ไม่สิ ด้วยความโลภของพวกเขาเองต่างหาก
เอลีน่าก้มตัวลงเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวสวยภายใต้ถุงมือผ้าลูกไม้สีดำแตะคางของชายหนุ่มให้เงยขึ้นบังคับสบตา สายตานั้นเย็นชาจนโอลิเวอร์สะท้านเฮือก
"เมตตาหรือคะ?" เสียงหวานใสแต่บาดลึกดังขึ้น ราวกับเสียงกระซิบจากมัจจุราช "ตอนที่ท่านพ่อกับฉันถูกขับไล่ออกจากตระกูลอย่างไร้เยื่อใย ตอนที่พวกท่านหัวเราเยาะพิพิธภัณฑ์อัญมณีเล็กๆ ของฉัน... มีใครเคยคิดถึงความเมตตานั้นบ้างไหมคะ?"
โอลิเวอร์สั่นเทิ้มไปทั้งตัว ริมฝีปากสั่นระริกจนพูดไม่ออก เมื่อตระหนักได้ว่าเส้นทางรอดเดียวในตอนนี้ไม่ได้อยู่ในมือของเขา แต่อยู่ในอุ้งมือของหญิงสาวที่เขาเคยคิดจะเขี่ยทิ้งเหมือนเศษขยะ
ทว่า ท่ามกลางความตึงเครียดที่บีบคั้นหัวใจจนแทบหยุดเต้น เงาสูงสง่าของชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มปักด้ายเงินก็ก้าวเข้ามาแทรกกลางระหว่างทั้งคู่ ไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากตัวของ ดยุคคาสเซียน ดาร์กวูด ทำให้บรรยากาศรอบกายลดอุณหติลงวูบหนึ่ง
"หมดเวลาของสวะแล้วค่ะ เอลีน่า"
น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบเอ่ยขึ้น พร้อมกับที่มือหนาเอื้อมมาจับข้อมือของเธออย่างถือวิสาสะ แต่นุ่มนวลอย่างยิ่ง รั้งให้เธอยืนขึ้นถอยห่างจากร่างสกปรกนั้น คาสเซียนไม่ได้แม้แต่จะชายตามองโอลิเวอร์ด้วยซ้ำ สายตาคมกริบคู่นั้นทอดมองเพียงเสี้ยวหน้าของหญิงสาวข้างกายด้วยประกายความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากเย็นชา
เอลีน่ายอมปล่อยให้เขานำพาถอยออกมาโดยง่าย กลิ่นอายเฉพาะตัวของคาสเซียน—กลิ่นหอมจางๆ ของไม้จันทน์และไวน์แดงเก่าเก็บ—มักจะมีอำนาจประหลาดในการสงบพายุอารมณ์ในอกของเธอเสมอ
พวกเขาเดินออกมาจากห้องใต้ดินอับชื้นสู่ห้องรับรองส่วนตัวบนชั้นบนสุดของคฤหาสน์ดาร์กวูด แสงไฟสีส้มอมเหลืองจากโคมไฟระย้าคริสตัลสาดส่องลงมาสะท้อนเส้นผมสีน้ำตาลเข้มและนัยน์ตาสีมรกตของเอลีน่าให้ดูเปล่งประกายราวกับอัญมณีต้องมนตร์
"คุณทำเกินไปหรือเปล่าคะที่ลงไปคลุกคลีกับคนพวกนั้นด้วยตัวเอง" คาสเซียนเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ มือหนารินชาสมุนไพรกลิ่นกุหลาบอุ่นๆ ลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาว ก่อนจะเลื่อนมาวางตรงหน้าเธอ
"ฉันแค่ไปทวงสิ่งที่ควรจะเป็นของฉันคืนค่ะท่านดักวูด" เอลีน่ายกถ้วยชาขึ้นจิบรสชาติละมุนลิ้นช่วยคลายความตึงเครียด เธอมองลอดขอบถ้วยชาไปยังชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม "หรือว่าคุณกลัวว่ามือของฉันจะแปดเปื้อนความสกปรกของตระกูลนั้นกันคะ?"
คาสเซียนชะงักไปเล็กน้อย นัยน์ตาสีรัตติกาลคู่นั้นไหววูบชั่วขณะ ก่อนที่มุมปากหยักลึกจะยกยิ้มขึ้นบางเบา รอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งและมีเพียงเธอเท่านั้นที่ได้รับมัน
"ฉันไม่ได้กลัวว่ามือคุณจะเปื้อนหรอกค่ะ..." คาสเซียนโน้มตัวเข้าไปใกล้ขึ้น ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนเอลีน่าได้ยินเสียงลมหายใจอุ่นๆ ของเขา "แต่ฉันกลัวว่า... หัวใจของคุณจะเหนื่อยล้าต่างหาก"
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่กลับมีพลังทำลายล้างสูงจนหัวใจของเอลีน่ากระตุกวูบ เธอเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว กลิ่นอายความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวของชายหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘ปีศาจแห่งตลาดมืด’ กำลังทำให้เกราะป้องกันอันแข็งแกร่งที่เธอสร้างขึ้นมาตลอดสลายหายไปทีละน้อย
ระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินพอดีทำให้เอลีน่ายลโฉมใบหน้าคมคายได้ชัดเจนขึ้น แพขนตาดกหนา จมูกโด่งเป็นสันคม และริมฝีปากได้รูปที่มักจะเหยียดยิ้มเยาะโลกใบนี้ บัดนี้กลับอ่อนโยนลงยามที่ทอดมองมาที่เธอ ดวงตาสองคู่อ่านความนัยซึ่งกันและกันในความเงียบงันที่เต็มไปด้วยกระแสความรู้สึกประหลาด
พวกเราเป็นแค่ ‘พาร์ทเนอร์’ ทางธุรกิจ เป็นพันธมิตรที่ร่วมมือกันล้างบางขุนนางเก่าแก่ไม่ใช่หรือคะ? ทำไมตอนนี้... เสียงหัวใจของเธอถึงได้เต้นรัวเร็วราวกับกลองศึกแบบนี้ล่ะ
เอลีน่าพยายามเบี่ยงสายตาหนีความร้อนผ่าวบนพวงแก้มของตนเอง เธอกระแอมเบาๆ เพื่อเรียกสติ "ขอบคุณที่เป็นห่วงค่ะท่านดักวูด แต่ฉันไม่ใช่เด็กสาวอ่อนต่อโลกที่จะมาใจอ่อนกับเรื่องแค่นี้หรอกนะคะ"
"ฉันรู้ค่ะ" คาสเซียนตอบเสียงนุ่ม แววตาพราวระยับด้วยประกายความเอ็นดู "คุณเก่งเสมอ... เก่งจนบางครั้งก็ใจร้ายกับตัวเองเกินไป"
ปลายนิ้วอุ่นจัดของชายหนุ่มเอื้อมมาเกลี่ยเส้นผมที่เคลียแก้มเนียนออกให้อย่างแผ่วเบา สัมผัสเพียงเล็กน้อยนั้นกลับทำให้ผิวเนื้อบริเวณที่ถูกแตะต้องร้อนผ่าวราวกับโดนไฟลวก เอลีน่าสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ได้ถอยหนี ดวงตาสองคู่ประสานกันอีกครั้ง ในความเงียบงันนั้นมีบทสนทนาระหว่างหัวใจที่ดังยิ่งกว่าคำพูดใดๆ
ความใกล้ชิดที่สะสมมานานนับเดือน ความไว้วางใจที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากกองเพลิงแห่งการแก้แค้น บัดนี้มันได้แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าคำว่าพันธมิตรไปเสียแล้ว
ก๊อกๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูลงอย่างไม่รู้เวลาก่ำเวลา ตามด้วยเสียงรายงานร้อนรนของพ่อบ้านตระกูลดาร์กวูดที่ดังทะลุประตูเข้ามา
"ท่านดักวูดขอรับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ! มีแขกไม่ได้รับเชิญคนหนึ่งกำลังพังประตูหน้าคาสิโนเวทมนตร์ของเรา และ... และเขากำลังประกาศกร้าวว่าจะมาทวงตัว 'คู่หมั้น' ของเขากลับคืนขอรับ!"
เอลีน่าขมวดคิ้วมุ่นทันที คู่หมั้น? ในเมืองนี้ใครกันที่มีความกล้าหาญชาญชัยถึงขนาดกล้ามาประกาศตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเธอกลางอาณาจักรของดยุกดาร์กวูด
ทว่า ทันทีที่คาสเซียนได้ยินคำนั้น รัศมีสีดำทะมึนและไอสังหารเย็นยะเยือกก็พวยพุ่งออกจากร่างของเขาทันที อุณหภูมิในห้องรับรองลดฮวบลงจนติดลบในพริบตา นัยน์ตาสีรัตติกาลที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่ กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมดั่งปีศาจกระหายเลือด
ชายหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคออย่างน่ากลัว ก่อนจะหันมามองหน้าเธอด้วยรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา
"ดูเหมือนว่า... จะมีคนอยากตายก่อนวัยอันควรสินะคะ" คาสเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท แต่น่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุด "เดี๋ยวเราออกไปต้อนรับ 'แขกผู้สูงศักดิ์' คนนี้กันหน่อยดีกว่าค่ะ เอลีน่า"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจเต้นไปกับความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ผลิบานท่ามกลางเกมแก้แค้นนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
ขอถอนตัวจากบทนางร้าย ไปเป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์อัญมณีเวทมนตร์ดีกว่า•ตอนที่ 20
ความรู้สึกที่มากกว่าพาร์ทเนอร์
ผลงานโดย ม่านหมอกโรแมนซ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ม่านหมอกโรแมนซ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอถอนตัวจากบทนางร้าย ไปเป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์อัญมณีเวทมนตร์ดีกว่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!