"พ่อ...?"
เสียงทุ้มต่ำของฟีนิกซ์ที่หลุดลอดออกมาจากริมฝีปากหยัก ลอยเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับห้องพักฟื้นในดันเจี้ยนระดับ S สัมผัสเย็นเยียบของบรรยากาศรอบตัวไม่ได้มาจากเวทมนตร์น้ำแข็งของเรย์อีกต่อไป หากแต่มันมาจากเงาลึกในอดีตที่เพิ่งถูกกระชากขึ้นมาเผชิญหน้า
เรย์ชะงักมือที่กำลังหยิบขวดโพชันยาสมานแผล ดวงตาสีดานิคมองร่างโปร่งของอีกฝ่ายที่ยืนแข็งทื่ออยู่ริมหน้าต่าง บาดแผลฉกรรจ์ที่หัวไหล่ยังคงมีคราบเลือดซึม แต่ดูเหมือนความเจ็บปวดทางกายในตอนนี้ จะเทียบไม่ได้เลยกับรอยร้าวในความรู้สึกที่ฉายชัดผ่านนัยน์ตาคู่คมที่มักจะพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์อยู่เสมอ
"นาย..." เรย์เปิดปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามเคย แต่แววตากลับไหววูบไปชั่วขณะ "ไหวไหม?"
คำถามที่ไร้ซึ่งการคาดคั้น แต่มันกลับมีน้ำหนักมากพอที่จะดึงสติของฟีนิกซ์ให้กลับคืนมา นักล่าแต้มอัจฉริยะกะพริบตาถี่ ๆ ก่อนจะฝืนยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เรย์รู้ดีว่ามันคือเกราะกำบังชั้นดีที่อีกฝ่ายใช้ปิด
"ไหวสิครับ อัศวินน้ำแข็งคนเก่ง... ระดับผมแล้ว แค่โดนบอสสายเลือดเก่าเล่นงานนิดหน่อย ไม่ถึงกับตายหรอก" ฟีนิกซ์หัวเราะในลำคอ น้ำเสียงเจือความประชดประชันตัวเองเล็กน้อย "เพียงแต่... ไม่คิดว่าจะบังเอิญเจอ 'แขกไม่ได้รับเชิญ' ในรูปแบบข้อมูลเก่า ๆ ที่ถูกฝังไว้ในระบบของดันเจี้ยนนี้"
เรย์ไม่ตอบทันที เขาวางขวดโพชันลงบนโต๊ะข้างเตียง เดินสาวเท้าเข้าไปใกล้ร่างที่ยังคงยืนพิงกำแพง ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งเรย์หยุดยืนอยู่ตรงหน้า ห่างกันเพียงแค่เอื้อมมือ
ฟีนิกซ์เงยหน้าขึ้นสบตา สายตาที่เคยซ่อนความเจ็บปวดไว้ภายใต้หน้ากากความกวนประสาท บัดนี้กลับเปิดเปลือยความเปราะบางออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก เรย์ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเกลียดความรู้สึกบางอย่างที่กำลังตีรันอยู่ในอก มันไม่ใช่ความสมเพชเวทนา แต่มันคือความรู้สึก 'ร้อนรุ่ม' ที่แปลกประหลาด เวลาที่ได้เห็นคนปากเก่งคนนี้ทำหน้าเหมือนจะแตกสลาย
"ถ้าไม่อยากพูด ก็ไม่ต้องพูด" เรย์เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาสีนิลมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย "ฉันไม่ใช่พวกชอบซักไซ้ไล่เลียงเรื่องส่วนตัวของใคร แต่นายก็รู้ดีว่า... ในดันเจี้ยนนี้ ถ้าใจนายไม่อยู่กับเนื้อกับตัว คนที่จะซวยไม่ใช่แค่นนายคนเดียว แต่เป็นฉันด้วย"
ฟีนิกซ์หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ดวงตาคู่คมพราวระยับขึ้นมาอีกครั้ง แม้จะยังหลงเหลือร่องรอยความเหนื่อยล้า "นี่เป็นวิธีปลอบใจคนอื่นในแบบฉบับของอัศวินน้ำแข็งเหรอครับ? ดิบเถื่อนแล้วก็ขวานผ่าซากเป็นบ้า"
"ฉันพูดความจริง" เรย์ตอบหน้าตาย มือหนายื่นออกไปคว้าแขนเรียวที่ยังมีคราบเลือดติดอยู่ ดึงให้อีกฝ่ายขยับเข้าไปนั่งลงบนเตียงผู้ป่วยอย่างถือวิสาสะ "นั่งลงแล้วทำแผลซะ นายหมดสิทธิ์ตายจนกว่าเราจะเคลียร์ดันเจี้ยนนี้ด้วยกัน... เข้าใจไหม?"
ฟีนิกซ์ไม่ได้ขัดขืน ปล่อยให้คนตัวโตกว่าจัดการทำแผลให้ด้วยความเงียบ บรรยากาศรอบตัวไม่ได้ตึงเครียดเหมือนก่อนหน้านี้ กำแพงหนาที่ทั้งคู่ต่างสร้างขึ้นเพื่อป้องกันความรู้สึกของตัวเองค่อย ๆ พังทลายลงทีละน้อย ผ่านสัมผัสที่แม้จะดูแข็งกระด้างแต่ก็แฝงไว้ด้วยความใส่ใจอย่างเงียบเชียบของเรย์
"ขอบคุณนะ..." เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นจากริมฝีปากของฟีนิกซ์ในจังหวะที่เรย์กำลังใช้ผ้าพันแผลพันรอบหัวไหล่ให้
เรย์ชะงักไปนิดหนึ่ง ดวงตาสีนิลช้อนขึ้นมองสบตาคนที่นั่งอยู่เตี้ยกว่า ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ใกล้กันเสียจนลมหายใจอุ่น ๆ ปัดผ่านผิวแก้ม ไอร้อนจากร่างกาของฟีนิกซ์ส่งผ่านความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้หัวใจของอัศวินน้ำแข็งกระตุกวูบ
"นายไม่ได้ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว... ฟีนิกซ์" เรย์เอ่ยเสียงพร่า ประโยคนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่คำพูดในฐานะปาร์ตี้เดียวกัน แต่มันคือคำสัญญาที่หลุดออกมาจากส่วนลึกของจิตใจที่ปิดตาย
ฟีนิกซ์นิ่งอึ้งไป ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มพิมพ์ใจ รอยยิ้มที่ไม่ได้เคลือบแคบหรือมีเลศนัยใด ๆ เป็นรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดเท่าที่เรย์เคยเห็นมาตั้งแต่อยู่ด้วยกัน
"พูดแบบนี้... ระวังผมจะเสพติดความเป็นห่วงของคุณนะ คุณเรย์" ฟีนิกซ์หยอกล้อด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ตามนิสัยเดิม ทว่าแววตากลับไหวระริกด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะเอ่ยคำ
เรย์แค่น S เสียงในลำคอเบา ๆ แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว "ปากดีนักนะ... ถ้าหายเจ็บเมื่อไหร่ นายต้องเป็นคนเคลียร์ทางในชั้นถัดไป"
"รับทราบครับผม!" ฟีนิกซ์ทำวันทหศล้อเลียนอย่างอารมณ์ดี ความมืดมนจากปมในอดีตถูกปัดเป่าออกไปชั่วคราวด้วยบรรยากาศสีชมพูจาง ๆ ที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบระหว่างพวกเขาทั้งสอง
พวกเขานั่งอยู่ด้วยกันแบบนั้นนานเท่าไหร่ไม่รู้ ไม่มีบทสนทนาฟุ่มเฟือย มีเพียงความเงียบที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและความรู้สึกที่เริ่มสมานรอยร้าวในใจของกันและกันอย่างไร้รอยต่อ เรย์รู้สึกได้ว่ากำแพงที่เขาconstrued ขึ้นมาเพื่อกั้นขวางโลกภายนอก กำลังถูกมือคู่นี้พังทลายลงทีละนิดอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
และเขาก็... ไม่คิดที่จะขัดขืนมันอีกต่อไปแล้ว
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปอย่างไร้ที่ติ รอยยิ้มบนใบหน้าของฟีนิกซ์ก็พลันแข็งค้าง ดวงตาคู่คมตวัดมองไปยังประตูเหล็กหนาหน้าห้องพักฟื้นที่ปิดสนิท
*แอ๊ด...*
เสียงบานพับประตูดังขึ้นแผ่วเบา ท่ามกลางความเงียบงันของดันเจี้ยนชั้นลึก เรย์ดีดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงสัญชาตญาณนักรบตื่นตัวทันที มือหนาเอื้อมไปกุมด้ามจับดาบข้างกายโดยอัตโนมัติ
เงาร่างหนึ่งก้าวพ้นขอบประตูเข้ามาในความมืด ร่างนั้นสวมเสื้อคลุมสีดำสนิทฮู้ดคลุมศีรษะปิดบังใบหน้าครึ่งบน เผยให้เห็นเพียงรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่มุมปาก และกลิ่นอายเวทมนตร์ที่เรย์จำได้แม่นยำว่าเป็นของ... 'บุคคลที่พวกเขาไม่ควรจะได้เจออีก' ในเวลานี้
"ไม่คิดเลยว่า... สุนัขหลงทางสองตัวจะมาแอบเลียแผลกันอยู่ตรงนี้"
น้ำเสียงเยียบเย็นเอ่ยขึ้นพร้อมกับเสียงปรบมือช้า ๆ สองสามครั้ง ฟีนิกซ์หน้าถอดสีทันทีเมื่อเห็นใบหน้าที่โผล่พ้นฮู้ดขึ้นมา... ขณะที่เรย์นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยโทสะที่พุ่งพล่านถึงขีดสุด!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับ "ชาโดว์ฮันเตอร์" นะครับ
เซียนเกมสายถึกกับนักล่าแต้มหัวใจ•ตอนที่ 12
รอยร้าวที่เริ่มสมาน
ผลงานโดย ชาโดว์ฮันเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชาโดว์ฮันเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเกมสายถึกกับนักล่าแต้มหัวใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!