เซียนสุราจอกเดียวเทียมฟ้า•ตอนที่ 10

โรงเตี๊ยมผีสิง

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
"กินเขาเข้าไปงั้นหรือ? รสนิยมประหลาดชะมัด... ว่าแต่เจ้าเป็นอาหารประเภทมังสวิรัติหรือเปล่า ข้าจะได้เตรียมเมนู 'สุราหมักวิญญาณ' ไว้ต้อนรับ" ลู่เฉินเอ่ยเสียงเรียบพลางกระดกจอกเหล้าในมือขึ้นจิบ แววตาที่เคยดูขี้เกียจคร้านฉายประกายคมปลาบดุจดาบที่ซ่อนอยู่ในฝัก เสียงหัวเราะของชายปริศนาที่อ้างว่ากลืนกินอาจารย์ของเหมยหลินไปนั้นไม่ได้ทำให้เขาตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขากลับทำเพียงวางจอกเหล้าลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ที่สั่นคลอนในโรงเตี๊ยมร้างกลางป่าลึกแห่งนี้อย่างแผ่วเบา เหมยหลินที่นั่งอยู่ข้างๆ ตัวสั่นสะท้าน เข่าของนางทรุดลงกับพื้นด้วยความตระหนก ดวงตากลมโตเบิกกว้างจ้องมองไปที่เงาดำตรงหน้าด้วยความอาฆาตแค้น "เจ้า... เจ้าไอ้เดรัจฉาน! อาจารย์ไม่ได้ตายเพราะวิชาของตัวเอง เจ้าต่างหากที่ฆ่าท่าน!" "โอ้ ความโกรธแค้นนี่ช่างหอมหวานเสียจริง" ชายปริศนาขยับตัวในเงามืด เสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะดังออกมาจากร่างที่บิดเบี้ยว ทันใดนั้น บรรยากาศรอบข้างพลันเปลี่ยนไป ผนังไม้ของโรงเตี๊ยมที่เคยดูเก่าคร่ำเริ่มมีคราบเลือดสีดำซึมออกมา กลิ่นอับชื้นถูกแทนที่ด้วยกลิ่นคาวเลือดเข้มข้น ประตูและหน้าต่างหายไปราวกับถูกกลืนกินโดยความมืดมิด ค่ายกลวิญญาณ 'ร้อยอสูรจองจำ' ถูกกระตุ้นแล้ว "ค่ายกลพันธนาการงั้นหรือ?" ลู่เฉินยิ้มบางๆ เขาไม่ได้ลุกขึ้นยืน แต่กลับเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้ที่ผุพังอย่างสบายอารมณ์ มือข้างหนึ่งถือไหเหล้าเขย่าเบาๆ ฟังเสียงน้ำเมาที่กระฉอกอยู่ข้างใน "การจะขังข้าไว้ที่นี่ เจ้าคงต้องใช้ของแรงกว่านี้หน่อยนะสหาย... วิชากลืนกินวิญญาณของเจ้ามันติดรสชาติ 'เหล้าบ๊วยหมักเกลือ' ของข้าหรือเปล่าล่ะ?" "เจ้ามันไอ้คนปัญญาอ่อน!" ชายปริศนาคำราม เสียงนั้นดังก้องไปทั่วทุกทิศทางราวกับผีร้ายนับร้อยตัวกำลังกรีดร้องพร้อมกัน "ในค่ายกลของข้า พลังยุทธ์ของเจ้าจะค่อยๆ แห้งเหือดจนกลายเป็นซากศพแห้งกรังเหมือนกับอาจารย์ของนาง!" ลู่เฉินไม่ตอบโต้ด้วยวาจา เขาใช้นิ้วจุ่มลงในจอกเหล้า แล้วดีดหยดสุราออกไปกลางอากาศ หยดน้ำสีใสเหล่านั้นไม่ได้ตกลงสู่พื้น แต่มันกลับลอยค้างอยู่กลางอากาศราวกับถูกแรงดึงดูดประหลาดตรึงเอาไว้ พลังปราณที่แฝงอยู่ในเหล้าค่อยๆ กระจายออกเป็นวงกว้างคล้ายระลอกคลื่นในบ่อน้ำ "เหมยหลิน ขยับออกไปข้างหลังข้าสามก้าว" ลู่เฉินสั่งเสียงเข้ม เหมยหลินรีบถอยตามคำสั่ง ลู่เฉินถอนหายใจยาวก่อนจะลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาสะบัดแขนเสื้อเล็กน้อย กลิ่นสุราที่รุนแรงและร้อนแรงพลันอบอวลไปทั่วโรงเตี๊ยม มันไม่ใช่กลิ่นเหล้าธรรมดา แต่มันคือกลิ่นของ 'เพลิงสุราไร้ลักษณ์' ที่ลู่เฉินมักใช้แก้ทางค่ายกลวิญญาณที่เน้นการดูดกลืนพลังงาน "ค่ายกลนี้อาศัย 'ความกลัว' เป็นจุดรวมพลัง" ลู่เฉินพึมพำขณะเดินวนรอบโต๊ะ "ยิ่งพวกเรากลัว ยิ่งพวกเราโกรธ ค่ายกลยิ่งแข็งแกร่ง... เจ้าไม่ได้ฆ่าคนเพื่อเอาวิชาหรอก เจ้าแค่ใช้ความรู้สึกของเหยื่อเป็นเชื้อเพลิงให้กับค่ายกลนี้ต่างหาก" เขายกไหเหล้าขึ้นจิบอึกใหญ่ ก่อนจะพ่นสุราออกเป็นฝอยละอองไปทั่วบริเวณ หยดเหล้าที่สัมผัสกับผนังโรงเตี๊ยมที่มีคราบเลือดเริ่มลุกไหม้เป็นเปลวเพลิงสีฟ้าอ่อนๆ เสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่นไปทั่วโรงเตี๊ยม สิ่งปลูกสร้างที่เคยแข็งแกร่งราวกับคุกเหล็กเริ่มสั่นคลอนและเผยให้เห็นรอยร้าว "เป็นไปไม่ได้! เหล้าของเจ้าไม่มีวันทำลายค่ายกลวิญญาณของพรรคมารโลหิตได้!" ชายปริศนาตะโกนด้วยความตื่นตระหนก ร่างที่เคยอยู่ในเงามืดเริ่มปรากฏชัดขึ้น เป็นชายร่างผอมแห้งที่ห่อหุ้มด้วยผ้าคลุมสีดำสนิท ใบหน้าของเขาดูเหมือนศพที่ไร้ชีวิต "พรรคมารโลหิตอีกแล้วหรือ?" ลู่เฉินหัวเราะร่วน แววตาของเขากลับกลายเป็นความเย็นชาที่น่าขนลุก "ข้าเบื่อที่จะต้องพูดซ้ำๆ นะว่า การกินคนเข้าไปเพื่อเอาพลังน่ะ มันเป็นวิธีที่สิ้นคิดที่สุด... เพราะเจ้าจะได้มาแค่พลังที่สกปรก แต่ไม่ได้ 'จิตวิญญาณ' ของวิชานั้นไปหรอก" ลู่เฉินดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว เปลวเพลิงสีฟ้าที่ติดอยู่บนคราบเลือดทั่วโรงเตี๊ยมพลันระเบิดออก แรงอัดมหาศาลทำให้ค่ายกลวิญญาณแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ฝาผนังโรงเตี๊ยมพังถล่มลงมาเผยให้เห็นป่าลึกภายนอกอีกครั้ง พร้อมกับชายปริศนาที่กระอักเลือดสีดำออกมาจนหมดแรงล้มลงกับพื้น ทว่า ในจังหวะที่ลู่เฉินก้าวเท้าเข้าไปใกล้เพื่อจะเผด็จศึก ชายปริศนาคนนั้นกลับฉีกยิ้มกว้างจนเห็นเหงือกที่เน่าเปื่อย เขาหัวเราะเสียงแหลมสูงจนน่าประหลาด "เจ้าทำลายค่ายกลได้... แต่เจ้าลืมไปอย่างหนึ่ง ลู่เฉิน" เขาเอื้อมมือที่ผอมแห้งประหนึ่งกิ่งไม้ไปแตะที่หน้าอกของตัวเองแล้วกระชากเสื้อออก เผยให้เห็นรอยสักรูปตราประทับสีแดงฉานที่กำลังเต้นตุบๆ ราวกับหัวใจอีกดวงหนึ่งที่ถูกฝังไว้ข้างในนั้น "ค่ายกลนี้ไม่ได้มีไว้ขังพวกเจ้า... แต่มันมีไว้เพื่อ 'เซ่นไหว้' ใครบางคน" ทันใดนั้น ท้องฟ้าเหนือป่าลึกพลันมืดมิดลงอย่างกะทันหัน เมฆหมอกสีเลือดก่อตัวหมุนวนเป็นพายุขนาดมหยึมา ลู่เฉินชะงักฝีเท้า สายตาที่เคยสบายๆ ของเขากลับวูบไหวเป็นครั้งแรก เมื่อเขาเห็นร่างสูงใหญ่ที่ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกของมิติในอากาศที่กำลังเปิดออก... ร่างนั้นไม่ใช่คน แต่มันคือสัตว์ร้ายในตำนานที่ควรจะสูญพันธุ์ไปนานแล้ว ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับข้าในเส้นทางสายสุราแห่งนี้ครับ หวังว่าบทนี้จะทำให้ท่านรู้สึกตื่นเต้นไปพร้อมกับข้าไม่มากก็น้อยนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับผม!
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราจอกเดียวเทียมฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%