"เจ้ากำลังจะบอกว่า... สละตำแหน่งประมุขพรรคหมื่นกระบี่ที่เป็นยอดปรารถนาของคนทั้งใต้หล้า เพื่อไปนั่งดื่มเหล้าหมักเองในโรงเตี๊ยมเล็กๆ ในเมืองชายแดนงั้นหรือ?"
เสียงของอาวุโสสูงสุดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในโถงบรรพชน เสียงนั้นสั่นพร่าด้วยความเหลือเชื่อ ขณะที่สายตาของยอดฝีมือหลายสิบชีวิตในห้องนี้ต่างจับจ้องไปที่ชายหนุ่มผู้กำลังนั่งหย่อนขาบนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างไม่สนใจกาลเทศะ ลู่เฉินไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองใคร เขากำลังใช้ปลายนิ้วเขี่ยคราบฝุ่นบนจอกสุราที่บิ่นเล็กน้อย ราวกับว่าสิ่งนั้นสำคัญกว่าอำนาจที่กำลังจะได้รับ
"ท่านอาวุโสครับ..." ลู่เฉินเอ่ยเสียงเรียบพลางเงยหน้าขึ้น แววตาของเขาไม่ได้มีความกังวลหรือความทะเยอทะยานแม้แต่น้อย มีเพียงความว่างเปล่าที่แฝงไปด้วยความขบขัน "อำนาจที่ต้องแลกมาด้วยการนอนไม่เต็มอิ่ม การตื่นมาพร้อมกับเรื่องปวดหัวของคนอื่น และที่สำคัญที่สุดคือการไม่มีเวลาไปนั่งดูอาทิตย์อัสดงที่ตีนเขา... ผมว่ามันเป็นข้อตกลงที่ขาดทุนย่อยยับเลยนะครับ"
เหมยหลินที่ยืนอยู่ข้างกายกำหมัดแน่น ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความขัดใจ นางก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายสั่นสะท้านด้วยแรงโทสะ "ศิษย์พี่! ท่านลืมพรรคมารโลหิตไปแล้วหรือ? หากท่านไม่รับตำแหน่งนี้ ใครจะต้านทานพวกมัน? ใครจะปกป้องแผ่นดินนี้จากเงื้อมมือของพวกเดรัจฉานนั่น!"
ลู่เฉินหันไปมองศิษย์น้องสาวที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา เขายิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ทำให้บรรยากาศตึงเครียดในห้องผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด เขาหยิบขวดสุราข้างตัวขึ้นมาจิบหนึ่งอึกก่อนจะวางลงเบาๆ บนโต๊ะไม้
"เหมยหลิน... เจ้าจำได้ไหมว่าทำไมเราถึงเริ่มเดินทาง?" ลู่เฉินถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เราเริ่มเพื่อหาทางรอด ไม่ใช่เพื่อเป็นวีรบุรุษ ประมุขพรรคคือตำแหน่งที่ห่อหุ้มด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น อาจารย์คนก่อนของข้า... เขาเคยเป็นประมุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ดูสิ่งที่เขาเหลือทิ้งไว้สิ ความทรงจำที่ข้าต้องแบกรับ ความแค้นที่ข้าต้องชดใช้ ข้าพอแล้วครับ ข้าขอแค่เป็นชายหนุ่มธรรมดาที่ตื่นมาทำกับแกล้มให้คนรัก และดื่มเหล้าจนหลับไปโดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาลอบสังหารตอนตีสาม"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง เหล่ายอดฝีมือพากันมองหน้ากันด้วยความโกรธปนสมเพช บางคนเริ่มขยับตัวราวกับจะเข้าขัดขวางการตัดสินใจที่ไร้ความรับผิดชอบนี้ ทว่าลู่เฉินกลับลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ รัศมีพลังที่เคยซ่อนเร้นอย่างแนบเนียนพลันแผ่ออกมาเพียงชั่ววูบ แต่มันกลับกดทับทุกคนจนหายใจแทบไม่ออก ราวกับเขามิใช่คนธรรมดา แต่เป็นขุนเขาที่ถล่มลงมาทับหัวใจของพวกเขา
"ข้าไม่ได้ปฏิเสธที่จะปกป้องโลก" ลู่เฉินกล่าวเสียงต่ำแฝงความเฉียบคม "แต่ข้ากำลังเลือกวิธีปกป้องในแบบของข้า... แบบที่ไม่มีใครต้องมาสั่งข้า และข้าก็ไม่ต้องสั่งใคร"
เขาก้าวเดินออกจากโถงบรรพชนโดยไม่หันกลับไปมองใครอีก ทิ้งให้เหมยหลินยืนตะลึงงันด้วยน้ำตาที่รื้นขอบตา นางรู้ดีว่าเมื่อลู่เฉินตัดสินใจแล้ว ต่อให้เอาสิบกระบี่มาจ่อคอหอย เขาก็จะไม่หันหลังกลับ
ทว่า ในขณะที่ลู่เฉินเดินพ้นประตูใหญ่ของสำนักออกไป ลมหนาวสายหนึ่งพัดพาเอาคาวเลือดโชยมาปะทะจมูก เขาหยุดกวาดสายตามองไปที่ต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้า ที่ซึ่งชายชราในชุดคลุมสีเทาผู้หนึ่งยืนรออยู่ มือของชายชราถือกระบี่ที่ไม่มีฝัก ซึ่งใบกระบี่นั้นเปล่งประกายสีแดงฉานราวกับเพิ่งอาบเลือดสดๆ มา
"ประมุขพรรคหมื่นกระบี่คนใหม่... ช่างเลือกเวลาลาออกได้น่าขันยิ่งนัก" ชายชราคนนั้นเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่าดุจเสียงกรีดกรายของโลหะ "แต่โชคร้ายหน่อยนะ เพราะหัวของเจ้า... พรรคมารโลหิตตีราคาไว้สูงกว่าตำแหน่งประมุขของเจ้าเสียอีก"
ลู่เฉินถอนหายใจยาวพลางแคะหูอย่างเกียจคร้าน "เฮ้อ... กะว่าจะกลับไปหมักเหล้าองุ่นสักไหเสียหน่อย สงสัยคืนนี้คงต้องเสียเลือดให้กับการสู้รบที่ไม่ควรจะมีอีกแล้วสินะ"
ทันใดนั้น เงาสีดำนับสิบสายพลันปรากฏตัวขึ้นบนยอดไม้รอบทิศทาง ทุกเงาปล่อยไอสังหารที่รุนแรงจนใบไม้รอบบริเวณร่วงหล่นลงมาเป็นธุลี เหมยหลินที่วิ่งตามออกมาเห็นภาพนั้นพลันกรีดร้องด้วยความตกใจ เพราะในบรรดาเงาเหล่านั้น นางจำได้ดีว่ามีศัตรูที่เคยสังหารอาจารย์ของพวกเขาเมื่อสิบปีก่อนรวมอยู่ด้วย!
เซียนสุราเมามายขอกราบขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของลู่เฉินมาจนถึงตอนสำคัญนี้ด้วยใจจริงนะครับ
เซียนสุราจอกเดียวเทียมฟ้า•ตอนที่ 24
ทางเลือกใหม่ของลู่เฉิน
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราจอกเดียวเทียมฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!