“เจ้าคิดว่าศิษย์ทรยศอย่างเจ้า มีสิทธิ์ถามหาความยุติธรรมจากข้าหรือ ลู่เฉิน?”
น้ำเสียงแหบพร่าดุจเสียงใบไม้แห้งเสียดสีกันดังขึ้นจากเงามืดเบื้องหน้า ลู่เฉินที่เคยเมามายจนโลกหมุนคว้าง บัดนี้ความรู้สึกนั้นมลายหายไปสิ้นเหลือเพียงหยาดเหงื่อเย็นเยียบที่เกาะพราวบนขมับ ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือภาพหลอนที่เขาพยายามหนีมาตลอดสามปี—อาจารย์ผู้สอนวิชาโลหิตเวทให้เขา และเป็นคนเดียวกับที่สังหารพี่น้องร่วมสำนักของเขาจนสิ้นลม
“ความยุติธรรมงั้นหรือ?” ลู่เฉินเค้นเสียงหัวเราะออกมาอย่างฝืดคอ พยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ แม้หัวใจจะเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก “คำนี้คงไม่มีในพจนานุกรมของคนที่ทำลายแม้กระทั่งวิญญาณของศิษย์ตัวเองหรอกนะ ท่านอาจารย์ผู้สูงส่ง”
“ปากดีขึ้นนี่” ร่างในชุดคลุมสีเลือดขยับก้าวออกมาจากเงามืด แสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านหน้าต่างโรงเตี๊ยมร้างเผยให้เห็นใบหน้าที่ซูบตอบและดวงตาที่วาวโรจน์ดุจสัตว์ร้าย “เจ้าคิดว่าการหนีไปกบดานในคราบเซียนสุราจอมขี้เกียจ จะทำให้เจ้าลืมเลือน ‘ภาระ’ ที่ติดตัวเจ้าไปได้งั้นรึ? พลังชีวิตที่เจ้าขโมยไปจากข้า… วันนี้ข้ามาทวงคืนทั้งต้นทั้งดอก”
ลู่เฉินไม่ได้ขยับตัว เขาเพียงแค่ตวัดมือคว้าขวดสุราข้างกายที่ยังเหลืออยู่ครึ่งหนึ่งขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึกพุ่งขึ้นจมูก แต่มันกลับช่วยดับความสั่นสะเทือนในจิตใจได้ดีกว่าวิชาลมปราณใดๆ เขาแสยะยิ้ม “ทวงคืนงั้นรึ? ท่านก็รู้ดีว่าวิชาโลหิตเวทนั้นเมื่อใช้ออกไปแล้ว มันก็เหมือนสายน้ำที่ไหลลงสู่ทะเล ไม่มีวันหวนคืน”
“ถ้าเช่นนั้น ข้าก็จะเปลี่ยนทะเลนั้นให้กลายเป็นทะเลเลือด!”
เพียงสิ้นคำ ฝ่ามือที่เหี่ยวแห้งดุจกรงเล็บก็พุ่งตรงมาที่ลำคอของลู่เฉิน ความเร็วของมันเหนือกว่าที่เขาเคยจำได้เมื่อหลายปีก่อน ลู่เฉินเบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาณ ปลายเล็บแหลมคมครูดไปกับแผ่นไม้จนเกิดรอยลึกเป็นทางยาว บรรยากาศภายในห้องเริ่มหนักอึ้งด้วยไอสังหารที่รุนแรงจนบีบคั้นประสาทสัมผัส
“ศิษย์พี่! ถอยออกมา!”
เสียงตะโกนของเหมยหลินดังขึ้นจากหน้าประตู นางพุ่งตัวเข้ามาพร้อมกระบี่คู่กายที่ชักออกมาครึ่งฝัก แต่นางกลับต้องชะงักงันเมื่อเห็นบุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหน้าลู่เฉิน “นี่มัน… ผู้อาวุโสจ้าว? ไม่จริง… เขาตายไปตั้งแต่เหตุการณ์สะบั้นสำนักเมื่อสามปีก่อนแล้วไม่ใช่หรือ!”
“ตายหรือ? หึๆ” ผู้อาวุโสจ้าวหัวเราะก้องจนหน้าต่างสั่นสะเทือน “โลกนี้ไม่มีใครตายจริงหรอกเหมยหลิน ตราบใดที่ยังมีโลหิตให้ดูดกลืน”
ลู่เฉินมองไปที่เหมยหลินด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป จากความขี้เล่นขี้เกียจที่เคยมี กลายเป็นความเย็นชาที่ลึกซึ้ง “ศิษย์น้อง เจ้าอย่าได้เข้ามา เรื่องนี้เป็นบาปที่ข้าก่อไว้ ข้าต้องเป็นคนปิดฉากมันเอง”
“พี่จะบ้าหรือไง! ท่านนั่นแหละที่อาจจะจบชีวิตลง!” เหมยหลินตวาดสวนกลับ ใบหน้าของนางซีดเผือดเมื่อเห็นไอสีดำแผ่ออกมาจากร่างของผู้อาวุโสจ้าว ซึ่งนั่นคือสัญญาณของการใช้วิชาต้องห้ามขั้นสูงสุด
ลู่เฉินไม่ได้ตอบโต้ เขาเพียงวางขวดสุราลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆ ปลดปล่อยลมปราณที่ซ่อนเร้นมานานออกมาช้าๆ ไอพลังที่อบอุ่นและนุ่มนวลเหมือนสายลมยามเย็นค่อยๆ ก่อตัวรอบกายเขา ต่างจากไอเย็นยะเยือกของฝั่งตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง
“ข้าเคยเคารพท่านในฐานะอาจารย์” ลู่เฉินเอ่ยเสียงเรียบ สายตาจดจ้องไปยังชายชรา “แต่ในวันนี้ ท่านเป็นเพียงปีศาจที่ข้าต้องกำจัดเพื่อไม่ให้ใครต้องตกเป็นเหยื่ออีก”
ผู้อาวุโสจ้าวไม่รอช้า พุ่งเข้าหาลู่เฉินอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้ใช้เพียงมือเปล่า แต่ในมือปรากฏโลหิตสีแดงฉานที่ควบแน่นกลายเป็นกริชยาว พลังมหาศาลกดทับจนพื้นไม้ใต้เท้าลู่เฉินแตกร้าว
ลู่เฉินเคลื่อนไหวราวกับสายน้ำที่ไร้รูปแบบ เขาไม่ได้ปะทะตรงๆ แต่ใช้จังหวะก้าวเท้าที่พริ้วไหวดุจเมามาย หลบหลีกกริชโลหิตที่เฉียดผิวหนังไปเพียงไม่กี่ชุ่น ทุกการเคลื่อนไหวของเขามีจังหวะที่เหนือชั้น สลับซับซ้อนจนผู้อาวุโสจ้าวเริ่มเสียหลัก
“เจ้าเรียนรู้การเคลื่อนไหวแบบนี้มาจากไหน!” ผู้อาวุโสจ้าวคำรามด้วยความหงุดหงิด
“จากความพ่ายแพ้ของข้าเอง” ลู่เฉินตอบ พลางคว้าขวดสุราใบเดิมขึ้นมาซัดเข้าที่หน้าอกของผู้อาวุโสจ้าวด้วยพลังปราณที่แฝงมากับความเมามาย ขวดสุราแตกกระจาย ของเหลวสีใสพุ่งกระเซ็นไปทั่ว ทว่าในวินาทีที่หยดสุราสัมผัสกับโลหิตที่ปกคลุมร่างของผู้อาวุโสจ้าว มันกลับเกิดปฏิกิริยารุนแรง เสียงฉ่าดังขึ้นราวกับเนื้อสดถูกย่างไฟ
ผู้อาวุโสจ้าวถอยกรูดด้วยความเจ็บปวด ดวงตาที่เคยเป็นสีแดงฉานบัดนี้เริ่มสั่นระริก
แต่แล้ว ในจังหวะที่ลู่เฉินกำลังจะเผด็จศึก เสียงแตรสัญญาณจากภายนอกโรงเตี๊ยมก็ดังสนั่น พร้อมกับเงาร่างของนักฆ่าพรรคมารโลหิตอีกนับสิบที่ล้อมรอบโรงเตี๊ยมไว้ทุกทิศทาง เหมยหลินเบิกตากว้างเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง “ศิษย์พี่… พวกมันไม่ได้มาคนเดียว แต่นี่คือกับดัก!”
ลู่เฉินหันไปมองรอบด้านอย่างใจเย็น แต่แววตาของเขากลับวูบไหวเมื่อเห็นเงาร่างหนึ่งที่ยืนอยู่บนหลังคาฝั่งตรงข้าม เงาร่างนั้นคือสตรีผู้สวมหน้ากากเงินที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี นางถือกริชสีนิลที่สั่นสะเทือนในอากาศราวกับจดจำกลิ่นอายของลู่เฉินได้
“ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อช่วยท่านฆ่าใคร ลู่เฉิน” เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบดังแทรกผ่านความโกลาหล “ข้ามาเพื่อพา ‘หัวใจ’ ของอาจารย์กลับไป… และส่งเจ้าไปลงนรกตามความปรารถนาของเขา”
สิ้นเสียงนั้น ร่างของผู้อาวุโสจ้าวที่กำลังคลุ้มคลั่งก็หยุดนิ่งสนิท ก่อนที่เขาจะหันมามองลู่เฉินด้วยสายตาที่ว่างเปล่าราวกับหุ่นเชิด ลู่เฉินทรุดฮวบลงกับพื้นโดยไร้สาเหตุ ราวกับมีโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นกระชากวิญญาณเขาให้ลงไปกองกับพื้น นี่ไม่ใช่พลังของอาจารย์เขา แต่มันคือพลังที่รุนแรงกว่านั้นหลายเท่า
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของเซียนสุราจอมขี้เกียจคนนี้มาจนถึงตอนนี้ครับ!
เซียนสุราจอกเดียวเทียมฟ้า•ตอนที่ 34
บทที่ 34
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราจอกเดียวเทียมฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!