เซียนสุราจอกเดียวเทียมฟ้า•ตอนที่ 35

บทที่ 35

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
“เจ้าคิดว่าการคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าข้า จะทำให้มดปลวกเช่นเจ้ามีค่าขึ้นมางั้นหรือ?” เสียงทุ้มต่ำดังก้องอยู่ในโสตประสาทของลู่เฉิน ราวกับเสียงระฆังที่ถูกตีด้วยค้อนเหล็กยักษ์ภายในหัวสมอง ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ แรงกดดันที่ถาโถมลงมานั้นไม่ใช่ปราณยุทธธรรมดา แต่มันคือ ‘จิตสังหารที่แปรสภาพเป็นรูปธรรม’ ซึ่งหนักอึ้งพอจะบดขยี้กระดูกคนให้กลายเป็นผงในพริบตา ลู่เฉินกัดฟันจนกรามแทบแตก รสฝาดของเลือดคละคลุ้งอยู่ในปาก เขาเงยหน้าขึ้นมอง ‘ผู้อาวุโสจ้าว’ ที่ในยามนี้ ดวงตาทั้งสองข้างไม่ได้มีสีขาวดำดั่งมนุษย์ทั่วไป แต่มันกลับกลายเป็นสีแดงฉานดุจโลหิตที่ไหลเวียนอยู่ใต้พื้นผิวน้ำที่นิ่งสนิท “อาจารย์... ท่าน... ท่านไม่ใช่ท่าน” ลู่เฉินเค้นเสียงลอดไรฟัน ข้างกายเขา เหมยหลินพยายามจะพุ่งเข้ามาช่วย ทว่านางกลับถูกกำแพงอากาศที่มองไม่เห็นกระแทกจนกระเด็นไปกระแทกกับผนังถ้ำ เลือดสีสดพุ่งออกจากปากของนางทันที “ศิษย์พี่! อย่าไปสบตา... อย่าสบตาของมัน!” เหมยหลินตะโกนสุดเสียง แต่นั่นกลับเป็นความผิดพลาด เพราะ ‘สิ่งนั้น’ ในร่างผู้อาวุโสจ้าวหันขวับมามองนางทันที รอยยิ้มที่บิดเบี้ยวปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคนชรา “อ่า... กลิ่นอายของความไร้เดียงสา ช่างหอมหวานนัก เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นจอกเหล้าใบถัดไปของข้า” ลู่เฉินรู้สึกเหมือนมีเข็มแหลมนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าที่หัวใจ ความขี้เกียจและท่าทีสบายๆ ที่เขาใช้สวมหน้ากากมาตลอดหลายปีพังทลายลงในพินาทีนี้ มือขวาของเขาสั่นระริกขณะเอื้อมไปที่ข้างเอว... ที่ที่ควรจะมีน้ำเต้าเหล้าคู่ใจ แต่บัดนี้มันว่างเปล่า ‘บัดซบเอ๊ย... ในเวลาวิกฤตแบบนี้ ข้ากลับลืมเอาเหล้าติดตัวมาด้วยงั้นรึ?’ ลู่เฉินด่าทอตัวเองในใจ แต่ลึกๆ ในดวงตา เขากลับมีความเงียบสงบที่น่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งแฝงอยู่ “เหมยหลิน” ลู่เฉินเรียกสั้นๆ โดยไม่หันไปมอง “เจ้าจำตอนที่ข้าสอนเรื่อง ‘วิชาเมามายไร้ลักษณ์’ ได้ไหม?” “ศิษย์พี่... ท่านจะบ้าหรือไง! นี่มันไม่ใช่เวลามาสาธิตวิชาในตำรานะ!” เหมยหลินตะคอกกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ พลางพยุงตัวขึ้นอย่างทุลักทุเล “ไม่ใช่สาธิต...” ลู่เฉินยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้แรงกดดันจะทำให้เข่าของเขาเกือบทรุดลงไปอีกครั้ง “แต่ข้ากำลังจะบอกว่า วิชาที่ข้าสอนเจ้าไปน่ะ... ข้าแต่งขึ้นมาเองมั่วๆ ต่างหาก” เหมยหลินชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความเหลือเชื่อ “ท่านว่าอะไรนะ?” “แต่สิ่งที่ข้าจะใช้ต่อไปนี้ คือสิ่งที่ข้าไม่เคยบอกใคร” ลู่เฉินสูดลมหายใจลึก ปรับจังหวะการเต้นของหัวใจให้สอดคล้องกับจังหวะของพลังงานรอบตัว ความง่วงงุนที่เคยมีหายไปสิ้น กลายเป็นแววตาของนักล่าที่ซ่อนเขี้ยวเล็บมาเนิ่นนาน เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ท่ามกลางบรรยากาศที่หนักอึ้งราวกับโลกทั้งใบกำลังจะแตกสลาย ร่างของผู้อาวุโสจ้าวพุ่งเข้ามาหาลู่เฉินด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ ฝ่ามือที่ปกคลุมด้วยไอสีดำสนิทหมายจะปลิดวิญญาณคนตรงหน้าให้ดับสูญ ‘ตายซะ!’ ลู่เฉินไม่ได้ถอยหนี เขากลับโยกตัวเพียงเล็กน้อยราวกับคนเมาที่กำลังเซไปมา ทว่าจังหวะการหลบนั้นเฉียดฉิวและเป็นธรรมชาติจนน่าขนลุก ฝ่ามือสีดำนั้นพุ่งผ่านหน้าอกของเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด “เมามายไร้ใจ... มิใช่ไร้รัก” ลู่เฉินพึมพำแผ่วเบา ขณะที่นิ้วชี้ของเขาแตะลงที่จุดชีพจรบนข้อมือของผู้อาวุโสจ้าว ทันใดนั้นเอง พลังงานสีแดงฉานที่แผ่ออกมาจากร่างของผู้อาวุโสจ้าวก็เกิดการหยุดชะงักราวกับถูกแช่แข็ง ร่างที่กำลังคลุ้มคลั่งนั้นแข็งทื่อดวงตาที่แดงก่ำเริ่มสั่นระริกราวกับมีบางอย่างภายในพยายามจะตื่นขึ้นมาต่อต้าน “แก... แกเป็นใครกันแน่!” เสียงที่ออกมาจากปากของผู้อาวุโสจ้าวไม่ใช่เสียงของเขา แต่มันเป็นเสียงที่แหบพร่าและเย็นเยียบราวกับมาจากขุมนรก ลู่เฉินไม่ได้ตอบ เขาเพียงแค่ยิ้ม—รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความขี้เกียจปนอยู่แม้แต่น้อย แต่เป็นรอยยิ้มของเซียนผู้มองเห็นความจริงแห่งโลกหล้า “ข้าก็แค่คนขี้เกียจที่เกลียดการถูกขัดจังหวะเวลานอนก็เท่านั้นเอง และที่สำคัญ... ข้าเกลียดที่สุดคือคนที่มาทำลายสิ่งของของข้า” ทว่า ในขณะที่สถานการณ์ดูเหมือนจะพลิกกลับมาได้เปรียบ เสียงหัวเราะแหลมสูงก็ดังขึ้นมาจากเงามืดหลังก้อนหินใหญ่ภายในถ้ำ “ช่างเป็นเด็กที่โอหังนัก... ลู่เฉิน เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใคร? คิดว่าตนเองกำลังเล่นสนุกอยู่กับหุ่นเชิดชั้นต่ำงั้นหรือ?” เงามืดนั้นขยับตัวเผยให้เห็นชายรูปร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีม่วงเข้ม ใบหน้าของเขาดูซีดเซียวราวกับศพ แต่ดวงตากลับคมกริบดุจมีดโกน ในมือของเขาถือจอกสุราที่ทำจากกระดูกมนุษย์ ลู่เฉินชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคย กลิ่นอายของคนที่เคยทำลายชีวิตวัยเยาว์ของเขา... ‘อาจารย์คนก่อน’ ชายในชุดม่วงแสยะยิ้ม “ไม่ได้พบกันนานนะ... ศิษย์รักของข้า ดูเหมือนเจ้าจะพยายามหาทางตายด้วยตัวเองเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้นะ” เหมยหลินที่เพิ่งฟื้นตัวได้ยินดังนั้นถึงกับหน้าถอดสี “ศิษย์พี่... เขาคือ...” ลู่เฉินไม่ตอบ สายตาของเขามุ่งตรงไปยังชายชุดม่วง มือที่เคยว่างเปล่าพลันปรากฏจอกสุราจอกหนึ่งขึ้นมาในพริบตา—จอกสุราที่เปล่งแสงสีทองจางๆ ผิดกับบรรยากาศอันมืดมิดในถ้ำโดยสิ้นเชิง “ข้าตามหาท่านมานาน... นานพอที่จะทำให้เหล้าในจอกนี้บ่มจนได้ที่” ลู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ แต่ทว่าความโกรธแค้นที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความใจเย็นนั้น กลับทำให้กระแสลมรอบตัวถ้ำหมุนวนจนเกิดพายุขนาดเล็ก เขายกจอกสุราขึ้นจิบเพียงครึ่งหนึ่ง ก่อนจะพ่นออกมาเป็นละอองหมอกที่กลายเป็นเข็มเล่มเล็กๆ นับหมื่นพุ่งเข้าใส่ชายชุดม่วงในทันที! เซียนสุราเมามายขอขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันครับ
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราจอกเดียวเทียมฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%