"แปะ!"
เสียงตบโต๊ะไม้สนกระแทกดังสนั่น หินลับมีดในมือของเหมยหลินเกือบพลาดไปโดนนิ้วเรียวสวยของนางเอง นางตวัดสายตาดุจดั่งกระบี่น้ำแข็งพุ่งตรงไปยังร่างที่นอนพาดอยู่บนคานไม้ไผ่เหนือโรงเตี๊ยม ดวงตาหงส์หรี่แคบอย่างเหลืออด
"ลู่เฉิน!"
ร่างบนคานไม่แม้แต่จะกระดุกกระดิก นิ้วเรียวยาวข้างหนึ่งห้อยต่องแต่งลงมา ปลายนิ้วคีบไหสุราขึ้นมากรอกเข้าปากอีกอึกใหญ่ เสียงกลืนน้ำดังอึกๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะถอนหายใจยาวเหยียดราวกับโลกใบนี้มีภาระหนักหนาเกินกว่าที่บัณฑิตขี้เกียจคนหนึ่งจะแบกรับไหว
"ศิษย์น้อง... เจ้าจะเสียงดังทำไม ยามนี้ยามอัสดง ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันตกดิน เสียงของเจ้ามันรบกวนสุนทรียภาพในการดองเหล้าของข้าหมด"
ลู่เฉินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ ยานคาง และเปี่ยมล้นด้วยความเกียจคร้าน ชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวเปื้อนคราบไหสุราปอนๆ พลิกตัวกลับเอาหลังพิงคานอย่างสบายอารมณ์ พลางยกมือขึ้นเกาพุงกะทิเล็กน้อย—หากใครมาเห็นสภาพของเขาตอนนี้ ย่อมไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่านี่คือยอดฝีมือที่เพิ่งจะซัดกระบวนท่ากระบี่ไร้ลักษณ์ใส่สมุนพรรคมารโลหิตจนกระอักเลือดเมื่อวานนี้
เหมยหลินสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ นางสะบัดข้อมือเบาๆ คราบโลหิตบนคมกระบี่ก็จางหายไป นางเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยเสียง 'กริ๊ก' ที่ดังชัดเจนในความเงียบ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
"แย่แล้ว... ดาบเล่มนั้น... ลายปักนั่น... หรือว่าเจ้านั่น... จะเป็นลูกหนี้ที่ยืมเงินข้าไปเมื่อสามปีที่แล้วแล้วยังไม่คืนวะเนี่ย?"
ลู่เฉินโพล่งประโยคนี้ออกมาหน้าตาเฉย พร้อมกับดีดตัวลุกขึ้นนั่งห้อยขาลงมามองเบื้องล่าง ดวงตาคู่คมที่มักจะปรือปรอยอยู่เสมอกลับเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
เหมยหลินชะงักไปชั่วขณะ นางเกือบจะชักกระบี่ออกมาฟันหัวไอ้ศิษย์พี่จอมกะล่อนคนนี้ให้ขาดกระเด็น "ลูกหนี้บ้าบออะไรของท่าน! เจ้านั่นมันเป็นมือสังหารระดับสูงของพรรคมารโลหิต! สัญลักษณ์รูปอีกาโลหิตบนอกเสื้อนั่น เจ้าสำนักไท่จี๋ยังต้องไว้หน้าสามส่วน แล้วท่าน... ท่านยังจะมาห่วงเรื่องเงินสามตำลึงที่มันยืมไปซื้อเหล้ากินเมื่อสามปีก่อนเนี่ยนะ?!"
"สามตำลึงในวันนั้น เทียบกับดอกเบี้ยในยามนี้ มันคือเงินสามสิบตำลึงเชียวนะศิษย์น้อง!" ลู่เฉินทำหน้าทำตาจริงจังราวกับเรื่องเงินกู้สำคัญกว่าความปลอดภัยของยุทธภพ เขาคว้าหมวกฟางเก่าๆ มาสวมบนหัว สะพายไหสุราคู่ใจไว้ข้างเอว แล้วทิ้งตัวกระโดดลงมาจากคานสูงสิบเมตรอย่างไร้ซุ่มเสียง ร่างของเขาทิ้งตัวลงยืนเบื้องหน้าหญิงสาวอย่างนิ่มนวลราวกับขนนก
เหมยหลินมองท่าทีไม่สะทกสะท้านนั้นด้วยความหมั่นไส้ นางยื่นหน้าเข้าไปใกล้ กลิ่นสุราเก่าผสมกลิ่นอายจางๆ ของแดดและฝุ่นโชยเข้าจมูก "เลิกเล่นลิ้นได้แล้วลู่เฉิน เบาะแสจากคัมภีร์ที่พวกเราแย่งมาเมื่อวานบอกชัดเจนว่า พรรคมารโลหิตกำลังรวบรวมพลังชีวิตของชาวยุทธในเขตแดนตะวันตกเพื่อทำพิธีลับบางอย่าง หากเราไม่รีบออกเดินทางไปขัดขวาง เกรงว่าอีกไม่นาน... โรงเตี๊ยมทั่วแผ่นดินคงไม่มีที่ให้ท่านนอนซมแบบนี้แน่"
ลู่เฉินถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าฉายแววเบื่อหน่ายอย่างชัดเจน เขาควักนิ้วก้อยแคะหูทำท่าไม่ใส่ใจ "แผ่นดินจะล่มสลาย ฟ้าจะถล่มแผ่นดินจะทลาย แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคนขี้เกียจอย่างข้าเล่า? การเดินทางไกลร้อยลี้พันลี้ อาหารก็ไม่อร่อย ที่นอนก็แข็งกระด้าง ข้าขอปฏิเสธ!"
"ท่านปฏิเสธไม่ได้!" เหมยหลินก้าวเข้าไปประชิด มือเรียวคว้าคอเสื้อของลู่เฉินไว้แน่น "เพราะข้าใช้เงินค่าเดินทางทั้งหมดของท่านไปซื้อสุราหมื่นลี้หอมหวานที่ท่านอยากกินหมดแล้ว! ถ้าท่านไม่ไปกับข้า ท่านก็ไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อน้ำแกงประทังชีวิตไปอีกสามเดือน!"
ดวงตาของลู่เฉินเบิกกว้างขึ้นทันที รอยยิ้มขี้เล่นเมื่อครู่หายวับไปกับตา เขาก้มมองหน้าศิษย์น้องสาวที่กำลังส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้—ยิ้มแบบที่อาจารย์เคยใช้ก่อนจะโยนเขาลงไปในบ่อพิษเมื่อสิบปีก่อนเป๊ะๆ!
"ศิษย์น้อง... เจ้าช่างโหดร้ายยิ่งนัก... นี่เจ้าเห็นแก่เงินสามตำลึงนั่น หรือเห็นแก่ความสงบสุขของยุทธภพกันแน่เนี่ย?"
"ข้าเห็นแก่หัวของท่านที่ยังอยากอยู่บนบ่าต่างหากล่ะ! เดินทาง!"
ท่ามกลางแสงสนธยาที่ค่อยๆ ถูกกลืนหายไปกับความมืดมิดของราตรี การเดินทางของคนขี้เกียจและศิษย์น้องจอมบงการจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างไม่เต็มใจนัก สองร่างก้าวเดินออกจากเมืองเล็กๆ มุ่งหน้าสู่เส้นทางสายเปลี่ยวเบื้องหน้าที่มีลมหนาวพัดโชยมาเป็นระยะ
ผ่านไปสามวัน สามคืน ทั้งคู่เดินทางลึกเข้ามาในเขตป่าทึบ "หุบเขาหมื่นอสูร" บรรยากาศรอบกายเงียบสงบจนน่าขนลุก เสียงแมลงป่าเงียบเสียงลงผิดปกติ มีเพียงเสียงฝีเท้าของม้าสองตัวและเสียงบ่นงึมงำของลู่เฉินที่ดังเป็นระยะเรื่องอาการปวดหลัง
"ข้าบอกแล้วว่าเราควรเช่ารถม้า การเดินเท้าแบบนี้มันทำลายกระดูกสันหลังของเซียนสุราอย่างข้าชัดๆ" ลู่เฉินบ่นพลางดึงชายเสื้อที่เกี่ยวติดกิ่งไม้
เหมยหลินที่ควบม้าอยู่ด้านหน้าหยุดกงล้อความคิด นางยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้หยุด นางหันมาส่งสัญญาณเตือนทางสายตา บรรยากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดทันที กลิ่นอายคาวเลือดบางเบาลอยมาตามสายลม
ลู่เฉินหุบปากฉับ รอยยิ้มขี้เกียจบนใบหน้าเลือนหายไปแทนที่ด้วยแววตาคมกริบดั่งใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝัก เขากวาดสายตามองไปเบื้องหน้า ท่ามกลางหมอกหนาทึบที่ปกคลุมเส้นทาง มีเงาร่างนับสิบยืนขวางทางอยู่ ทุกคนสวมชุดดำสนิท ใบหน้าสวมหน้ากากรูปอสูรยิ้มเยาะ และที่กลางอกของชุดมีสัญลักษณ์รูป "อีกาโลหิต" ปักด้วยด้ายสีแดงฉานเด่นชัด
ผู้นำกลุ่มสวมหน้ากากอสูรทองคำก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว เสียงหัวเราะแหบแห้งดังลอดออกมาจากหน้ากาก ฟังดูเยือกเย็นบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"ลู่เฉิน... เหมยหลิน... พวกเจ้าสองคนรนหาที่ตายเอง ช่างบังเอิญเสียจริงที่พวกเราไม่ต้องเสียเวลาตามหาตัว..."
ลู่เฉินถอนหายใจเบาๆ เขาเอื้อมมือไปตบฝุ่นที่ไหล่เสื้อตนเองอย่างไม่รีเวลาร้อน ชายหนุ่มเหลือบมองศิษย์น้องที่กำลังชักกระบี่ออกจากฝักด้วยความพร้อมเต็มที่ ก่อนจะพึมพำเบาๆ กับตัวเอง
"เฮ้อ... รู้งี้... ข้าไม่น่าตื่นมาขโมยเหล้ากินตั้งแต่แรกเลยจริงๆ ให้ตายสิ"
ทันใดนั้นเอง ผู้นำชุดดำก็ยกมือขึ้นส่งสัญญาณ และเงาร่างทั้งหมดก็พุ่งทะยานเข้ามาประชิดตัวด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ—ทว่า ในวินาทีที่คมดาบแรกกำลังจะจ้วงแทงเข้าที่หัวใจของลู่เฉิน สายตานิ่งสงบของชายหนุ่มกลับเหลือบไปเห็นบางสิ่งเข้าที่คอเสื้อของมือสังหารคนนั้น
ลู่เฉินชะงักมือที่กำลังจะหยิบไหสุราขึ้นมาป้องกันตัว ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง
รอยสักรูป "ใบเสร็จหนี้สิน" ที่คอเสื้อของศัตรู... มันช่างคุ้นตาเหลือเกิน!
(โปรดติดตามตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้)
---
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "เซียนสุราจอกเดียวเทียมฟ้า" มาโดยตลอด แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!* — **เซียนสุราเมามาย**
เซียนสุราจอกเดียวเทียมฟ้า•ตอนที่ 6
การเดินทางของคนขี้เกียจ
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราจอกเดียวเทียมฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!