"ถ้าเจ้ายังกล้าเทเหล้าเข้าปากอีกหยดเดียว ข้าจะเอาไหกระดูกบรรพบุรุษของเจ้านั่นแหละ มาต้มเป็นน้ำแกงล้างเท้า!"
เสียงตวาดแหลมสูงจนแก้วหูแทบแตกดังทะลุผ่านความอึกทึกครึกโครมของมหานครเมฆา เมืองหลวงลอยฟ้าที่ตั้งตระหง่านเหนือเมฆหมอกนับพันลี้ แต่สำหรับ 'ลู่เฉิน' แล้ว ต่อให้เบื้องล่างคือยอดเขาหิมะหมื่นปีหรือขุมนรกโลกันตร์ ขอแค่มีไหเหล้า 'มรกตพันปี' อยู่ในมือ โลกทั้งใบก็เป็นเพียงที่นอนกลางวันอันแสนสบาย
ชายหนุ่มในชุดคลุมสีเทาเก่ามอซอไม่แม้แต่จะชายตามองศิษย์น้องตัวน้อยที่กำลังพองแก้มด้วยความโกรธ เขายังคงหย่อนก้นพิงเสาไม้สลักลายวิจิตรของโรงเตี๊ยม 'ฟ้าสะท้าน' ดวงตาหรี่ลงครึ่งหนึ่งอย่างคนเมาขี้ตา ขณะที่มือซ้ายถือจอกเหล้าเซรามิก แกว่งวนไปมาจนของเหลวสีอำพันสะท้อนแสงไฟจากงานประลองประจำปีที่จัดขึ้น ณ จัตุรัสกลางเมือง
"โธ่... ศิษย์น้องเหมยหลิน เหล้าก็เหมือนวิชาการต่อสู้นั่นแหละ ยิ่งหมักนานยิ่งล้ำลึก ยิ่งจิบช้าๆ ยิ่งเข้าถึงแก่นแท้" ลู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงยานคาง เอื่อยเฉื่อยจนน่าหมั่นไส้ พลางยกซดหมดจดอีกหนึ่งจอก "เจ้าดูสิ งานประลอง 'เจตภูตเทวะ' ปีนี้คึกคักเป็นบ้า พวกสำนักใหญ่ส่งยอดฝีมือมากันเพียบ ข้าแค่อยากมาหา 'ที่นั่งดูวิว' เงียบๆ ไฉนเจ้าต้องทำหน้าเหมือนคนท้องผูกตลอดเวลาด้วยเล่า"
"ที่นั่งดูวิว?" เหมยหลินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ นางตวัดสายตาคมกริบมองไปยังระเบียงด้านล่าง ซึ่งเป็นลานประลองหินหยกขาวขนาดมหึมา ที่ซึ่งเหล่าผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์กำลังแผ่ซ่านลมปราณข่มขวัญกันอย่างเอาเป็นเอาตาย "เจ้านอนกรนเสียงดังจนคนครึ่งโรงเตี๊ยมคิดว่าหมูป่าหลุดมา ขืนเจ้ายังทำตัวเรื่อยเปื่อยแบบนี้ ระวังสำนักกระบี่เมฆาคารวะจะส่งคนมาท้าประลองจนเราไม่มีแม้แต่ค่าเช่าห้องพัก!"
"ฮ่าๆๆๆ สำนักกระบี่เมฆาอะไรนั่น ข้าไม่รู้จักหรอก รู้จักแต่ 'กระบี่ไร้ลักษณ์' ที่รสชาติเหมือนน้ำล้างจานเมื่อวานมากกว่า..."
ก่อนที่ลู่เฉินจะได้พล่ามเหลวไหลไปมากกว่านั้น เสียงกึกก้องกังวานราวกับอสนีบาตก็คำรามก้องไปทั่วทั้งจัตุรัส
*“การประลองรอบคัดเลือกประเภทบุคคล หกสำนักใหญ่ หกสิบแปดตระกูล... เริ่มได้!”*
เสียงประกาศนั้นดึงดูดสายตาของผู้คนนับหมื่นให้พุ่งตรงไปยังลานประลองกลาง บรรยากาศที่อื้ออึงพลันเงียบลงชั่วพริบตา แรงกดดันจากลมปราณนับร้อยสายแผ่ซ่านเสียดสีกันจนอากาศบิดเบี้ยว ทว่า ลู่เฉินกลับเพียงแค่หาวหวอดหนึ่งที คว้ากาน้ำชา—ที่แอบเทเหล้าใส่ไว้—ขึ้นมาซดต่อหน้าตาเฉย
ในสายตาของคนทั่วไป งานประลองนี้คือเวทีแห่งเกียรติยศ การแย่งชิงทรัพยากร และการประกาศศักดาของเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ แต่ในสายตาของเซียนสุราหนุ่ม... มันเป็นเพียงละครสัตว์โรงใหญ่ที่มีลิงหลายตัวกระโดดโลดเต้นแย่งกล้วยกันเท่านั้น
"พี่ใหญ่! ดูนั่นสิ นั่นมันศิษย์เอกแห่งหุบเขาอัสนี 'ถังเทียน' ผู้นำวิชาอัสนีเก้าสวรรค์!" เหมยหลินชี้มือไปยังชายหนุ่มร่างกำยำที่กำลังแผ่สายฟ้าสีม่วงรอบตัวจนคู่ต่อสู้กระเด็นตกเวทีไปในกระบวนท่าเดียว นางมีสีหน้าตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น "ได้ยินว่าเขาบรรลุขอบเขตวิญญาณนภาขั้นที่แปดแล้ว อายุแค่นี้ถือว่าหาจับตัวยากยิ่ง!"
ลู่เฉินเหลือบตาขึ้นนิดหนึ่ง พึมพำลอดไรฟัน "อัสนีเก้าสวรรค์อะไรกัน เดินลมปราณผิดเส้นจุดชีพจรหยางไห่แบบนั้น อีกสามปีไม่พิการก็ธาตุไฟเข้าแทรกตายห้า... เฮ้อ คนสมัยนี้รีบเร่งตายกันเสียจริง"
น้ำเสียงของเขาไม่ได้เบาเลยแม้แต่น้อย แม้จะพูดพึมพำ แต่ด้วยพลังยุทธ์ระดับสูงของผู้ฝึกยุทธ์รอบข้าง ทำให้คำพูดนั้นลอยเข้าหูผู้คนนับสิบที่นั่งอยู่ใกล้เคียง รอยยิ้มบนใบหน้าของหลายคนแข็งค้าง บรรยากาศรอบโต๊ะของลู่เฉินพลันเย็นเยียบลงถนัดตา
"เจ้าหนู เมื่อครู่เจ้าว่ากระไรนะ?"
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของเสือดาวดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีเงินยวง ตราสัญลักษณ์รูปสายฟ้าปักอยู่บริเวณอกเสื้อ เขาคือ 'ถังเป่ย' ผู้อาวุโสลำดับสามแห่งหุบเขาอัสนี และเป็นอาของถังเทียนที่เพิ่งชนะการประลองเมื่อครู่ ดวงตากลมโตดุจเหยี่ยวจ้องเขม็งมาที่ลู่เฉิน รังจิตสังหารแผ่ซ่านกดทับจนเก้าอี้ไม้ใต้ร่างของเหมยหลินส่งเสียงลั่นเอี๊ยด
เหมยหลินหน้าถอดสี รีบสะกิดแขนลู่เฉินเป็นการด่วน "พะ...พี่ใหญ่ ท่านพูดเบาๆ หน่อยไม่ได้หรือไง!"
ลู่เฉินถอนหายใจยาวเหยียด วางจอกเหล้าลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบa ราวกับไม่เห็นชายร่างเกราะเงินอยู่ในสายตา เขาเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย รอยยิ้มบางเบายังคงประดับอยู่มุมปาก "ผู้อาวุโสท่านนี้ หน้าตาเคร่งเครียดเช่นนี้ ระวังตับพิการเอานะ... ข้าก็แค่พูดความจริง วิชาอัสนีเก้าสวรรค์ของพวกท่านน่ะ มันเป็นแค่ฉบับตัดต่อพันธุกรรมจากคัมภีร์โบราณที่ตกหล่น รวบรวมลมปราณได้แค่แปดส่วน แต่รั่วไหลออกทางทวารทั้งเจ็ดถึงสองส่วน หากใช้สู้กับคนธรรมดาคงดูเท่ไม่หยอก แต่ถ้าเจอคนที่มี 'เนตรสัจธรรม' เข้าจริงๆ เกรงว่าคงโดนดีดนิ้วทีเดียวร่วงลงมาจากฟ้าเหมือนแมลงเม่า"
*เปรี้ยง!*
โต๊ะไม้แกะสลักมูลค่าหลายร้อยตำลึงทองระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยแรงตบโต๊ะของถังเป่ย โทสะพวยพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ลมปราณสายฟ้าสีม่วงเข้มพุ่งทะยานขึ้นสู่เพดานโรงเตี๊ยม ผู้คนรอบข้างต่างแตกตื่นถอยร่นออกไปเป็นวงกว้าง
"สามหาว! สามัญชนจากไหนกล้าดีอย่างไรมาดูหมิ่นวิชาประจำสำนักของเรา! หากวันนี้เจ้าไม่กราบขอขมาแล้วตัดลิ้นทิ้ง ข้าจะควักลูกตาเจ้าออกมาดองเหล้า!" ถังเป่ยคำรามลั่น แรงกดดันระดับขอบเขตผสานวิญญาณแผ่ขยายปกคลุมทั่วบริเวณ ทำให้ผู้มีพลังยุทธ์น้อยกว่าถึงกับกระอักเลือด
เหมยหลินหน้าซีดขาวเป็นไก่ต้ม นางเตรียมชักกระบี่ประจำกายออกมา แม้จะรู้ว่าสู้ไม่ได้ แต่นางก็ไม่อาจปล่อยให้ศิษย์พี่ถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา
ทว่า ลู่เฉินกลับยังคงนั่งนิ่ง เขาเอื้อมมือไปหยิบไหเหล้าที่เหลืออยู่ครึ่งไหขึ้นมาอย่างไร้ความกังวล ดวงตาเรียวรีคู่นั้นกวาดมองถังเป่ยตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะส่ายหัวเบาๆ
"เฮ้อ... คนสมัยนี้ ชวนคุยเรื่องหลักวิชาการก็มักจะใช้กำลังแก้ปัญหาตลอด" ลู่เฉินบ่นพึมพำ พลางลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายของเขาดูผอมบางและเกียจคร้านเมื่อเทียบกับความกำยำของอีกฝ่าย "ในเมื่ออยากเห็นนักว่าข้าดูหมิ่นหรือเรื่องจริง... งั้นข้าจะแสดงให้ดูว่า การ 'กินเหล้าดูดาว' ที่แท้จริงเขาทำกันอย่างไร"
สิ้นเสียงคำว่า 'อย่างไร' ลู่เฉินก็หายลับไปจากสายตาของทุกคน!
*ฟรึบ!*
ไม่มีเสียงแหวกอากาศ ไม่มีร่องรอยการเคลื่อนไหว ถังเป่ยเบิกตากว้างด้วยความตกใจขีดสุด สัญชาตญาณนักฆ่าร้องเตือนภัยดังลั่น ประสบการณ์การต่อสู้หลายสิบปีทำให้เขาตวัดหมัดห่อหุ้มสายฟ้าไปยังเบื้องหลังทันที!
*แปะ.*
เสียงดีดนิ้วเบาๆ ดังขึ้นข้างหูของถังเป่ย ราวกับเสียงกระซิบของปีศาจยามวิกาล
นิ้วเรียวยาวของลู่เฉินแตะเบาๆ ที่จุด 'เสินถิง' บริเวณหน้าผากของผู้อาวุโสแห่งหุบเขาอัสนี ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมาอย่างตะลึงงัน ถังเป่ยที่กำลังแผ่รังสีอำมหิตเมื่อครู่ กลับแข็งค้างราวกับถูกสาป
สายฟ้าสีม่วงที่ห่อหุ้มร่างกายดับวูบลงในพริบตาเดียว ลมปราณทั้งหมดในร่างถูกกดทับจนสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย ดวงตาของถังเป่ยเบิกค้าง ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เข่าทั้งสองข้างทรุดฮวบลงกระแทกพื้นหินอย่างแรงจนเสียงดังสนั่น
"อะ... อะไรกัน..." ถังเป่ยเค้นเสียงออกมาได้เพียงแค่นั้น ก่อนที่เลือดคำโตจะพุ่งทะลักออกจากปาก ร่างกายของเขาล้มพับลงหมดสติคาที่ ท่ามกลางความเงียบงันชนิดที่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตก
ลู่เฉินยืนถือไหเหล้าแกว่งไปมาอย่างสบายอารมณ์ เขาก้มมองร่างที่นอนหมดสติบนพื้นด้วยสายตาเรียบเฉย พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
"บอกแล้วว่าลมปราณมันรั่วไหล... แค่จิ้มนิดเดียวก็วงแตกแล้วแท้ๆ เสียรสชาติหมด"
พูดจบ ลู่เฉินก็หันกลับมาส่งยิ้มแห้งๆ ให้เหมยหลินที่ยืนอ้าปากค้างจนแมลงวันแทبيบินเข้าปาก "ศิษย์น้อง... มองอะไรเล่า? รีบไปเถอะ ข้าเริ่มหิวเนื้อย่างร้านตรงหัวมุมถนนนั้นแล้วล่ะ ป่านนี้คงย่างเสร็จพอดี"
แต่ทว่า ในจังหวะที่ลู่เฉินกำลังจะก้าวเท้าเดินผ่านซากโต๊ะที่แตกละเอียด สายตากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งที่ยืนอยู่บนหอคอยสูงเสียดฟ้าของสำนักประมุขเมืองลอยฟ้า—เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าสวมหน้ากากรูปอสูรโลหิตครึ่งซีก ปราณมารสีดำทมิฬที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น... ทำให้ลู่เฉินต้องชะงักฝีเท้าลงทันที
รอยยิ้มขี้เล่นบนใบหน้าของเซียนสุราหนุ่มเลือนหายไปในเสี้ยววินาที ดวงตาที่เคยหรี่ลงครึ่งหนึ่งกลับเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นประกายแสงคมกริบดุจใบมีดโกนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความไร้สาระ
*ไอ้สารเลวนี้... พรหมลิกิตหรือเวรกรรมกันแน่ ที่ทำให้ข้าต้องมาเจอ 'มัน' ที่นี่?*
---
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดื่มด่ำไปกับรสชาติแห่งยุทธภพด้วยกันครับ - เซียนสุราเมามาย)
เซียนสุราจอกเดียวเทียมฟ้า•ตอนที่ 7
เมืองลอยฟ้า
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราจอกเดียวเทียมฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!