เซียนสุราจอกเดียวเทียมฟ้า•ตอนที่ 41

บทที่ 41

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
"เจ้าเด็กโง่... สิบปีผ่านไป ฝีมือการถือกระบี่ของเจ้ายังน่าอนาถเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน" เสียงนั้นดังก้องอยู่ในโสตประสาท ราวกับสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน ทั้งที่ความจริงแล้ว เสียงทุ้มต่ำแหบพร่านี้ดังมาจากบุรุษเบื้องหน้า ห่างออกไปเพียงแค่เอื้อมมือ ลู่เฉินในยามนี้ ร่างกายแข็งค้างราวกับถูกตรึงไว้ด้วยหลักศิลา กลิ่นสุราหมักร้อยวันในมือซ้ายที่เพิ่งยกขึ้นดื่ม ยังคงค้างเติ่งอยู่ริมฝีปาก หยดสุราใสรสชาติร้อนแรงไหลย้อยลงมาตามคาง หยดลงบนพื้นหินเบื้องล่างจนเกิดเสียง *ติ๋ด...* แผ่วเบา ดวงตาหรี่เล็กตามประสาคนเมาค้างเบิกกว้างขึ้นทีละน้อย รอยยิ้มขี้เล่นและท่าทีเกียจคร้านที่มักประดับอยู่บนใบหน้าเสมอกลับมลายหายสิ้น เหลือเพียงความว่างเปล่าและความระทึกที่วิ่งพล่านไปตามสันหลัง ไม่ใช่... มันเป็นไปไม่ได้ คนผู้นั้น... คนที่เขากอดศพด้วยมือของตนเองเมื่อสิบปีก่อน คนที่ถูกฝังไว้ใต้หุบเขาหมื่นพิษท่ามกลางเปลวเพลิงและคราบน้ำตา คนที่ทำให้เขาต้องใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมาย ปล่อยตัวปล่อยใจให้จมอยู่กับไหสุราเพื่อลบเลือนความทรงจำ เหตุใดจึงมายืนอยู่ตรงนี้? แถมใบหน้านั้น รอยแผลเป็นรูปจันทร์เสี้ยวที่หางตาซ้าย กับรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปากแบบนั้น... ต่อให้ผ่านไปอีกร้อยปี ลู่เฉินก็ไม่มีทางจำผิดคน "อาจารย์..." ลู่เฉินพึมพำออกมาเบาหวิว เสียงของเขาแหบแห้งจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม บุรุษวัยกลางคนผู้สวมชุดคลุมสีเทาเก่าคร่ำคร่า ยืนไขว่ห้างพิงเสาหินของโรงเตี๊ยมร้างแห่งนี้อย่างสบายอารมณ์ ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองสำรวจศิษย์เอกตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะแค่นเสียง 'หึ' ออกมาในลำคอ "ข้าจำได้ว่าสอนให้เจ้าใช้กระบี่ทะยานฟ้าเพื่อปลิดชีพศัตรูในกระบวนท่าเดียว ไฉนตอนนี้เจ้ากลับใช้มันเพื่อเปิดไหสุราแทนเล่า? น่าขายหน้าสิ้นดี!" บรรยากาศรอบตัวพลันทึบตันขึ้นมาทันที เหมยหลินที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกล นางกระชับกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด ดวงตางามฉายแววตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด นางไม่เคยเห็นลู่เฉินมีอาการเสียศูนย์เช่นนี้มาก่อน ศิษย์พี่ผู้มักจะทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนและมีแผนสำรองเสมอในทุกสถานการณ์ ยามนี้กลับดูคล้ายเด็กน้อยที่กำลังเผชิญหน้ากับความกลัวฝังใจ "ศิษย์พี่..." เหมยหลินส่งเสียงเรียกเบาๆ พร้อมกับขยับกายเข้าไปใกล้ "ระวังตัวด้วย คนผู้นี้... ไม่ใช่ผู้เยาว์ พลังปราณรอบตัวเขาเหนือล้ำยิ่งกว่าประมุขพรรคมารโลหิตเสียอีก" ลู่เฉินไม่ได้ยินเสียงของศิษย์น้อง สมองของเขากำลังหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ความทรงจำสีเลือดเมื่อสิบปีก่อนหลั่งไหลย้อนกลับมา ภาพของอาจารย์ที่ถูกแทงด้วยกระบี่นับสิบเล่ม ภาพที่ร่างนั้นร่วงหล่นลงสู่เหวลึก... ภาพทั้งหมดซ้อนทับกับภาพของชายที่ยืนอยู่เบื้องหน้าในเวลานี้ ถ้าเช่นนั้น... เรื่องในอดีตคืออะไร? หรือว่าการตายเมื่อสิบปีก่อนเป็นเพียงเรื่องหลอกลวง? หรือว่าอาจารย์จงใจจัดฉากเพื่อทดสอบเขา? หรือว่า... "ท่าน... ตายไปแล้วไม่ใช่หรือ?" ลู่เฉินเค้นเสียงถาม คำถามนั้นสั่นเครือเล็กน้อย แม้เขาจะพยายามควบคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็ตาม ผู้เป็นอาจารย์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะบนมุมปากลึกขึ้นกว่าเดิม "ตาย? คนอย่างข้า ถ้าสวรรค์ไม่เอ่ยปากอนุญาตยมบาลก็ไม่มีสิทธิ์มารับตัวหรอก ลู่เฉินเอ๋ย... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าวิชา 'กระบี่ไร้ลักษณ์' ที่ข้าถ่ายทอดให้ จะอ่อนด้อยจนถึงขั้นปกป้องชีวิตตัวเองจากพวกสุนัขรับใช้พรรคมารไม่ได้?" คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กอันใหญ่ที่ทุบลงกลางศีรษะ "ท่าน... หลอกข้า?" ลู่เฉินเงยหน้าขึ้น จ้องมองนัยน์ตาคู่ที่คุ้นเคย แววตาของเขาเปลี่ยนจากความตกใจกลายเป็นความประหลาดใจ และสุดท้าย... ประทuทับด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ก้นบึ้งของหัวใจมานานนับทศวรรษ "สิบปี! ท่านปล่อยให้ข้าต้องทนทุกข์ทรมานกับความรู้สึกผิด แบกรับความตายของท่านไว้บนบ่า ปล่อยให้ข้าใช้ชีวิตอย่างไร้แก่นสาร จมอยู่กับกลิ่นสุราเพื่อหนีความจริง... ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงแค่การทดสอบของท่านงั้นหรือ!" พลังปราณไร้รูปแผ่ซ่านออกจากร่างของลู่เฉินโดยไม่รู้ตัว ไหสุราในมือซ้ายแตกร้าวละเอียดเป็นผุยผง ของเหลวสีอำพันสาดกระจายไปทั่วบริเวณ แต่ไม่มีหยดใดตกลงถึงพื้น เพราะมันถูกพลังปราณอันรุนแรงบดขยี้จนกลายเป็นไอหมอกสีขาวลอยวนอยู่รอบกาย เหมยหลินถึงกับต้องถอยหลังไปสามก้าว นางไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยว่าศิษย์พี่ของนางจะซ่อนพลังที่น่ากลัวขนาดนี้ไว้เบื้องหลังท่าทีขี้เกียจสันหลังยาว ทว่า ผู้เป็นอาจารย์กลับไม่มีทีท่าหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เขายังคงยืนกอดอก มองดูศิษย์รักที่กำลังเดือดดาลด้วยแววตาพึงพอใจ ราวกับอาจารย์ผู้ฝึกสอนกำลังมองดูสุนัขล่าเนื้อที่เริ่มเขี้ยวงอกยาว "โกรธงั้นหรือ? ดีมาก!" อาจารย์หัวسรเราะในลำคอ เสียงหัวนั้นเยือกเย็นจนน่าขนลุก "ความโกรธนี่แหละที่จะทำให้เจ้ารอดชีวิตในยุทธภพอันเน่าเฟะนี้ได้ ลู่เฉิน เจ้าคิดว่าข้าแกล้งตายเล่นสนุกๆ หรือไง? ถ้าวันนั้นข้าไม่ทำเช่นนั้น พรรคมารโลหิตคงไม่ยอมหยุดล่าตัวเจ้าจนกว่าจะถอนรากถอนโคนสำนักของเราจนหมดสิ้น การตายของข้า... คือการซื้อเวลาให้เจ้าได้เติบโต!" "แต่ว่า..." ลู่เฉินกำหมัดแน่นจนเสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะ "ท่านน่าจะบอกข้าสักคำ!" "บอกเจ้าเนี่ยนะ? ด้วยนิสัยเกียจคร้านรักสบายของเจ้า ถ้าบอกความจริงไป เจ้าคงแอบหนีไปนอนเอกเขนกที่หุบเขาอื่น ปล่อยให้พวกมันจับตัวไปต้มยาไปนานแล้ว!" อาจารย์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้ทัน "ดูเจ้าตอนนี้สิ... แม้จะยังทำตัวเหลวไหล ชอบดื่มสุราเคล้าสาวงามไปวันๆ แต่พลังปราณกระบี่ในกายเจ้าก็ทะลวงผ่านขอบเขตขั้นที่เก้าจนได้ไม่ใช่หรือ? ถ้าไม่มีความแค้นและภาระนี้ค้ำคอ เจ้าจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ภายในสิบปีหรือไงไอ้ลูกศิษย์อกตัญญู" ลู่เฉินอ้าปากค้าง พูดไม่ออกไปชั่วขณะ จริงอย่างที่อีกฝ่ายว่า... ต่อให้เขาพยายามทำตัวไม่เอาถ่านแค่ไหน แต่ลึกๆ แล้ว เขาก็ฝึกฝนวิชาอย่างลับๆ มาตลอดสิบปี เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งจะแก้แค้นให้คนที่เขารักและเคารพที่สุดได้ ทว่า การรู้ความจริงในวันนี้ กลับทำให้เขารู้สึกเหมือนคนโง่ที่เต้นตามบทละครที่คนอื่นเขียนไว้ตั้งแต่ต้นจนจบ "แล้วการที่ท่านปรากฏตัวตอนนี้... หมายความว่าอย่างไร?" ลู่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์ พยายามดึงความเยือกเย็นของเซียนสุรากลับคืนมา สายตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังอาจารย์ "พรรคมารโลหิตกำลังเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ พวกมันกำลังตามหา 'คัมภีร์บรรพกาล' ที่ท่านซ่อนไว้... หรือว่าท่านตั้งใจจะโยนเผือกร้อนนี้ให้ข้าอีกแล้ว?" อาจารย์ยิ้มกริ่ม รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยเลศนัยที่ชวนให้รู้สึกหมั่นไส้ไม่เปลี่ยน "เผือกร้อนอะไรกัน พูดจาน่าเกลียดนัก... ข้าแค่แก่เกินกว่าจะมาวิ่งไล่จับกับพวกมารจิตวิปริตพวกนั้นแล้ว" อาจารย์เดินเข้ามาใกล้ลู่เฉินทีละก้าว ยื่นมือออกไปตบเบาๆ ที่ไหล่ของศิษย์รัก "อีกอย่าง... ของพวกนั้น ข้าไม่ได้ซ่อนไว้หรอก ข้าโยนมันใส่ไว้ในย่ามสะพายของเจ้า ตั้งแต่คืนก่อนที่ข้าจะแกล้งตายแล้วล่ะ..." ลู่เฉินเบิกตากว้าง รีบหันขวับไปมองย่ามเก่าๆ ที่ตนเองสะพายไว้ข้างกายมาตลอดสิบปีทันที! *ครืนนน—!* ยังไม่ทันที่ลู่เฉินจะได้ตรวจสอบย่ามของตนเอง พื้นดินเบื้องล่างก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง กำแพงพังทลายลงมาฝุ่นตลบอบอวล แรงกดดันมหาศาลระดับบรรพชนพุ่งทะยานเข้ามาปกคลุมโรงเตี๊ยมร้างแห่งนี้ในพริบตา เสียงหัวเราะแหบแห้งอันน่าสะพรึงกลัวดังมาจากความมืดเบื้องนอก พร้อมกับเงาร่างนับสิบที่พุ่งเข้ามาล้อมรอบพวกเขาทั้งสามคนไว้ทุกทิศทาง "ฮ่าๆๆๆ! อาจารย์กับศิษย์พบหน้ากัน ซาบซึ้งใจเสียจริง... ในเมื่อพวกเจ้าพร้อมหน้ากันแล้ว เช่นนั้นก็ส่ง 'คัมภีร์บรรพกาล' มาเสียดีๆ อย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือน!" น้ำเสียงเย็นเยียบดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษสวมหน้ากากกระดูกมนุษย์ ผู้นำแห่งพรรคมารโลหิตสาขาบูรพา! ลู่เฉินมองเงาร่างของศัตรูที่ปิดล้อม แล้วก้มลงมองย่ามข้างกาย ก่อนจะเหลือบมองอาจารย์ที่ยืนทำหน้าลอยชายอยู่ข้างๆ รอยยิ้มขี้เล่นปรากฏขึ้นที่มุมปากของลู่เฉินอีกครั้ง แต่คราวนี้... มันเป็นรอยยิ้มที่อันตรายและเย็นชาจนน่ากลัว "อาจารย์..." ลู่เฉินเอ่ยขึ้นเบาๆ โดยไม่ละสายตาจากศัตรู "ดูท่าทาง... ลูกศิษย์คนนี้คงต้องขออนุญาตซดสุราฆ่ามารสักจอกก่อน ค่อยเคลียร์บัญชีเก่ากับท่านก็แล้วกันนะครับ" อาจารย์แค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างพึงพอใจ "ตามใจเจ้า... แต่อย่าทำให้น้ำชาของข้าต้องเปื้อนเลือดก็พอ" ในวินาทีนั้นเอง ลู่เฉินก็ชักกระบี่ออกจากฝัก แสงกระบี่สีครามสว่างวาบราวกับดาราดับแสง พร้อมกับความกดดันที่ระเบิดออกจนพื้นหินรอบกายแหลกละเอียดเป็นผุยผงในพริบตาเดียว! โปรดติดตามตอนต่อไป... - เซียนสุราเมามาย -
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราจอกเดียวเทียมฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%